ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวกทำนิวไฮต่อเนื่อง ผลประกอบการแกร่งหนุนตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ในวันพุธ (5 ส.ค.) โดยนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแข็งแกร่ง ขณะที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ตลาดหุ้นยุโรปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3 ใน 4 วันทำการล่าสุด เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นักลงทุนยังประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งสัญญาณทั้งบวกและลบ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ขณะที่ก่อนหน้านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาได้หารือกับอิหร่านตลอดการเจรจาที่ใช้เวลาทั้งวันเมื่อวันอังคาร และการหารือเป็นไปด้วยดี

นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจมากกว่าประเด็นการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นในช่วงนี้

สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Glencore พุ่งขึ้น 4.1% หลังรายงานกำไรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 86% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่หุ้น Heineken ปรับตัวขึ้น 2.2% หลังผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์รายงานกำไรครึ่งปีแรกดีกว่าคาด ภายหลังปรับลดพนักงานประมาณ 3,000 ตำแหน่ง ส่วนหุ้น Siemens Energy เคลื่อนไหวแทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้านหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม โดยเพิ่มขึ้น 2.3% หลังราคาทองคำแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

ในทางกลับกัน หุ้น Prudential ร่วงลง 6.4% หลังมีรายงานว่า หน่วยงานจัดเก็บภาษีของจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากผลตอบแทนของกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำในต่างประเทศ ส่งผลให้หุ้นธนาคารยุโรปที่มีธุรกิจในเอเชียได้รับแรงกดดันตามไปด้วย โดยหุ้น HSBC ปรับตัวลง 4.7%

หุ้น Novo Nordisk ร่วงลง 4.3% แม้บริษัทจะปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรตลอดปี เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ยาเม็ด Wegovy รุ่นใหม่มียอดขายต่ำกว่าคาดเล็กน้อย รวมทั้งผลการทดลองของยา CagriSema ซึ่งเป็นยารักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่มีความล่าช้า

Novo Nordisk กำลังพยายามทวงคืนส่วนแบ่งตลาดจาก Eli Lilly ในตลาดยารักษาโรคอ้วนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแม้บริษัทเคยเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรปเมื่อปี 2567 แต่ได้สูญเสียมูลค่าตลาดไปมาก หลังความคาดหวังต่อการเติบโตของตลาดยารักษาโรคอ้วนเริ่มชะลอลง และการแข่งขันรุนแรงขึ้น

ขณะที่หุ้น Sandoz พุ่งขึ้น 6% หลังผู้ผลิตยาสามัญของสวิตเซอร์แลนด์รายงานยอดขายสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 9% โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มยาชีววัตถุคล้ายคลึง (biosimilars) หลังสิทธิบัตรของยาหลายรายการทยอยหมดอายุลง

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช


Back To Top