นักลงทุนสถาบันจีนช้อนซื้อ ‘ทองคำ’

“ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก” เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญฝั่งเอเชีย ล่าสุดจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ชี้ให้เห็นว่า “นักลงทุนสถาบันจีน” กำลังเป็นผู้เล่นหลักในการเข้า “ช้อนซื้อทองคำ” อย่างหนักช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เม็ดเงินมหาศาลจากจีน กลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญช่วยชะลอแรงเทขายและพยุง “ราคาทองคำ” ให้สามารถยืนเหนือระดับจิตวิทยาสำคัญ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขยอดเงินไหลเข้าสุทธิในกองทุน ETF ทองคำของจีน บันทึกสถิติการไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานถึง 14 วันทำการ นับจนถึงต้นเดือนสิงหาคม นับเป็นการไหลเข้าติดต่อกันที่ยาวนานสุด นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา สัญญาณนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์อย่างสิ้นเชิงของนักลงทุนในตลาดทองคำ ที่ใหญ่สุดในโลก หลังจากก่อนหน้านี้ ตลาดต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก และราคาทองคำที่ซบเซาอย่างยาวนานจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ในจีนตัดสินใจสลับสับเปลี่ยนสินทรัพย์ (Asset Reallocation) เกิดจาก 2 แรงขับเคลื่อนหลัก
1)ระดับราคาเริ่มกลับมีความน่าสนใจ (Valuation Attraction) หลังจากราคาทองคำ เคยทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ช่วงต้นปี ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้ออันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติพันธมิตร ได้กดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต้องตรึงและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาทองคำดิ่งลงมากว่า 25% เมื่อราคาปรับฐานลงมาทดสอบบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ผู้จัดการกองทุนต่างมองว่า นี่คือระดับราคาที่มีความเสี่ยงต่ำและคุ้มค่าต่อการเข้าสะสม
2)ภาวะตกต่ำและแรงเทขายในตลาดหุ้นจีน (Equity Market Correction) ความผันผวนในตลาดหุ้นจีน กลายเป็นแรงดันให้เงินทุนต้องหาที่หลบภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปรับ ตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนกังวล เรื่องมูลค่าหุ้นที่แพงเกินไป แรงเทขายขยายวงกว้างจนดันให้ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลดลงเกือบ 8% ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนต้องลดความเสี่ยงด้วยการโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงกว่า
นอกเหนือจากแรงซื้อในตลาดอนุพันธ์และกองทุน ETF แล้ว ตลาดทองคำจริงในประเทศจีน ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โดยราคาทองคำแท่งในตลาดเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange-SGE) ซื้อขายกันที่ระดับราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงในตลาดลอนดอน (SGE Premium) กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ในจีน เร่งนำเข้าทองคำแท่งจากต่างประเทศเข้ามาเติมในสต๊อก
ข้อมูลจากผู้ให้บริการโลหะมีค่าระดับโลกอย่าง MKS PAMP SA ระบุว่า สต๊อกทองคำแท่งของบริษัทถูกขายออกอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย โดยมีธนาคารในจีนติดต่อสอบถามและสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องผ่านช่องทาง Shanghai Gold Exchange International Board ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในภาวะที่ตลาดทองคำโลกกำลังปรับฐาน
บรรดานักวิเคราะห์ชั้นนำให้มุมมองระมัดระวังเกี่ยวกับทิศทางระยะถัดไป แม้ราคาทองคำรายเดือนจะเริ่มกลับมาปิดบวกได้ และสามารถยืนระยะเหนือ 4,000 ดอลลาร์ได้อย่างเหนียวแน่น แต่แรงซื้อที่เกิดขึ้นในจีนขณะนี้ถูกประเมินว่าเป็นเพียง “การเข้าซื้อเพื่อปรับสมดุลพอร์ต” และ “ช้อนซื้อของดีราคาถูก” เท่านั้น ยังไม่ได้พัฒนาไปสู่ภาวะตื่นทอง (Panic Buying) หรืออุปสงค์ ที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นปัจจัยเดี่ยวในการดันราคาทองคำให้กลับไปทำ New High ได้ในทันที
ในเชิงกลยุทธ์ แรงซื้อจากสถาบันจีนครั้งนี้ทำหน้าที่เป็น “เบาะรองรับกระแทก” (Buffer Zone) ที่สำคัญยิ่งช่วยให้ราคาทองคำไม่หลุดแนวรับสำคัญ และเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาดโภคภัณฑ์โลก หลังจากนี้นักลงทุนต้องจับตาดูว่าแรงซื้อฝั่งเอเชีย จะสามารถต้านทานแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางฝั่งตะวันตกได้นานเพียงใด..
Back to top button