คุยกับ ‘เทม ทับทิมทอง’ นักแสดงชาวไทยที่ไปเฉิดฉายในฮอลลีวูด
วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.
จากอดีตนักล่าฝัน AF สู่ฮอลลีวูด “เทม ทับทิมทอง” นักแสดงสัญชาติไทยที่โกอินเตอร์ไปไกลระดับโลก เทมเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากผลงาน “The White Lotus ซีซั่น 3” ที่เล่นประกบคู่ ไอดอลสาวสุดฮอต “ลิซ่า BLACKPINK” จนทำให้เขาดังเป็นพลุแตก ล่าสุด เทมได้กลับมาโชว์ความสามารถอีกครั้ง กับผลงานสุดระทึกในภาพยนตร์เรื่อง “The Devil’s Mouth” ที่ถ่ายทำในประเทศไทย

ความรู้สึกแรกที่ได้อ่านบทเป็นยังไงบ้าง
ก่อนอื่นเลยผมรู้สึกภูมิใจมากครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ เพราะเป็นหนังที่ถ่ายทำในประเทศไทย ทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งจะได้โชว์ความสวยงามของบ้านเราให้โลกได้เห็น ในเรื่องผมรับบทเป็นไกด์นำเที่ยว ที่ต้องพานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปสำรวจถ้ำใต้น้ำ ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากที่ต้องอยู่ในน้ำ ทำให้ผมตั้งตารอการฝึกดำน้ำตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำครับ
พูดถึงบท ไกด์นำเที่ยว
ผมรับบทเป็นไกด์ดำน้ำในถ้ำ ที่ต้องพานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปเที่ยวในถ้ำที่ชื่อว่า Devil's Mouth ครับ ตอนคุยกับผู้กำกับ เขาต้องการให้ผมเล่นออกมาให้เป็นธรรมชาติที่สุด เป็นไกด์ท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับถ้ำแห่งนี้เป็นอย่างดี และไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้น (การปรากฏตัวของฉลาม) ผมก็ต้องพยายามช่วยเหลือลูกทัวร์ทุกคนให้รอดออกไปให้ได้ คาแรกเตอร์นี้ไม่ได้เล่นยากครับ เพราะเน้นความสมจริงและเป็นธรรมชาติของการเป็นไกด์ในพื้นที่
หนังเรื่องนี้ต้องใช้พลังงานสูงมาก ทั้งการปีนป่ายและอยู่ในน้ำ เตรียมร่างกายอย่างไร
ประมาณหนึ่งเดือนก่อนเปิดกล้อง นักแสดงหลักทั้ง 6 คนต้องไปเวิร์กช็อปด้วยกันที่สระว่ายน้ำความลึก 2 เมตรครับ เรามีครูสอนดำน้ำมืออาชีพมาสอนทักษะ Free Diving (การดำน้ำที่ใช้การกลั้นหายใจดำลงไปใต้น้ำโดยไม่ใช้ถังออกซิเจน) และการใช้ Scuba (เครื่องมือดำน้ำ) เบื้องต้น เราฝึกซ้อมอยู่ในสระทั้งวันเกือบหนึ่งเดือนเต็ม มีการทดสอบการกลั้นหายใจด้วย เพราะเวลาถ่ายทำจริงจะมีฉากที่เราต้องกลั้นหายใจดำลงไปใต้น้ำ ส่วนตัวผมชอบว่ายน้ำอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหาครับ ถือเป็นประสบการณ์ที่สนุก และช่วยให้นักแสดงทุกคนสนิทสนมกันมากขึ้นก่อนเริ่มถ่ายทำจริงด้วยครับ
.jpg)
ความยากลำบากในการถ่ายทำ? ประทับใจฉากไหนเป็นพิเศษบ้าง?
ช่วงแรกเราไปถ่ายทำฉากพายเรือแคนูเข้าปากถ้ำแห่งหนึ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ หลังจากนั้นก็ย้ายไปถ่ายทำที่ถ้ำในจังหวัดกระบี่ ทุกคนตื่นเต้นมากเพราะต้องลงน้ำจริง ซึ่งน้ำในถ้ำทั้งขุ่น เย็น และมีเศษกิ่งไม้ ใบไม้เต็มไปหมด แต่ก่อนจะถ่ายทำจะมีทีมประดาน้ำมืออาชีพคอยลงไปสำรวจความปลอดภัยให้ก่อนครับผม
มีฉากหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องกระโดดลงไปในน้ำ ซึ่งทีมงานบอกว่าน้ำลึก 30 เมตร ทุกคนก็หวั่นๆ เล็กน้อย ตอนนั้นผมต้องดำลงไปลอยคอรออยู่ตรงกลางคนเดียว แอบจินตนาการว่ามันจะมีปลาหรืออะไรโผล่ขึ้นมาไหม ผมระแวงไปเองเหมือนกันครับ (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไร ทุกอย่างปลอดภัยครับ
ส่วนอีกถ้ำหนึ่งที่เราไปถ่ายนั้นลึกถึง 70 เมตรและมืดมาก มีฉากหนึ่งที่มีคนเผลอเอาตีนกบไปโดนขาอีกคน ก็พากันตกใจไปหมด แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความสนุกสนานครับ
หลังจากนั้นเราย้ายมาถ่ายทำกันต่อที่สตูดิโอในกรุงเทพฯ ซึ่งทีมกำกับศิลป์ทำงานได้ยอดเยี่ยมมากครับ เขาเนรมิตถ้ำจำลองขึ้นมาในสตูดิโอถึง 2 แบบ มีทั้งถ้ำจำลองความลึก 5 เมตรสำหรับถ่ายฉากใต้น้ำโดยเฉพาะ และถ้ำจำลองระดับน้ำประมาณ 1.6 เมตร สำหรับถ่ายฉากพูดคุย เพื่อให้นักแสดงยืนได้โดยไม่ต้องลอยคอตลอดเวลา เป็นเหมือนเขาวงกตที่ให้เราว่ายทะลุถึงห้องต่างๆ ได้ ประทับใจมากครับ
.jpg)
สถานที่ไหนที่รู้สึกท้าทายหรือทำงานยากที่สุด?
สำหรับผมที่ท้าทายที่สุดน่าจะเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ ไม่ใช่เพราะคิวถ่ายทำยาก แต่เป็นการเดินทางที่ท้าทายมาก เพราะต้องผ่านโค้งกว่า 3,000 โค้ง นักแสดงต่างชาติเพิ่งบินมาถึงไทยได้ไม่กี่วัน ยังไม่ชินกับสภาพอากาศและการนั่งรถตู้ขึ้นเขา ทางทีมงานเลยฝากให้ผมที่มาช่วยดูแลพวกเขา ผมเลยได้สวมบทบาทเป็นไกด์ในชีวิตจริงเลยครับ คอยแจกยาแก้เมารถ คอยบอกคนขับให้แวะหาห้องน้ำ ซึ่งบางทีมันก็หาที่จอดกลางทางไม่ได้เพราะจะทำให้รถที่ตามมาอาจจะติดขัด นักแสดงบางคนก็คลื่นไส้ บางคนก็อยากจะเข้าห้องน้ำมากๆ เป็นความทุลักทุเลที่นึกย้อนกลับไปแล้วก็ขำดีครับ นอกจากนี้ทีมงานทุกส่วน ทั้งรถทีมช่างแต่งหน้า รถขนอุปกรณ์การถ่ายทำ รถเครน ก็ต้องขับขึ้นเขาเส้นทางนี้เหมือนกัน และเราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปเตรียมตัวถ่ายทำแสงแรกของวันให้ทันด้วยครับ
.jpg)
การทำงานร่วมกับนักแสดงต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง
ทุกคนชอบประเทศไทยมากครับ ตอนอยู่กระบี่ เราพักโรงแรมที่ใกล้ชายหาด มีสระว่ายน้ำ และทุกคนพักอยู่ใกล้ๆ กันหมด ทำให้บรรยากาศการทำงานอบอุ่นและสนุกสนาน เรานัดกินข้าว ว่ายน้ำ ดื่มค็อกเทล ดูพระอาทิตย์ตกดินไปด้วยกัน ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้พาพวกเขาไปสัมผัสสิ่งที่เขาไม่เคยเห็น เพราะหลายคนเพิ่งเคยมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก ผมพาพวกเขาออกไปทานอาหารท้องถิ่นที่อ่าวนาง พาไปดูวิถีชีวิตคนพื้นที่ เพื่อให้เขาได้สัมผัสบรรยากาศนอกโรงแรม เป็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจและเอ็นจอยที่สุดเลยครับ
การทำงานร่วมกับผู้กำกับ Jeff Wadlow เป็นอย่างไร
ผมประทับใจ Jeff มากครับ เขาเป็นคนทำงานเก่ง คุยง่าย และทำงานด้วยสนุก ผมเคยติดตามผลงานของเขาอย่าง Kick-Ass 2 และ Never Back Down ซึ่งเป็นหนังต่อสู้ MMA (Mixed Martial Arts) ที่ผมชอบมากตั้งแต่เด็ก พอรู้ว่าได้มาร่วมงานกันก็ยิ่งตื่นเต้นครับ Jeff บอกว่าเขาชอบผลงานของผมจากซีรีส์ The White Lotus เลยติดต่อมาเพื่อเสนอบทนี้ให้ผม ถือเป็นบทแรกของผมเลยที่ไม่ต้องแคสติ้ง พอรู้ว่าบทนี้ถ่ายทำที่ไทยด้วย ผมก็ยิ่งตอบตกลงง่ายเลย ถือเป็นโอกาสได้กลับบ้านมาหาครอบครัวด้วยครับ การทำงานกับ Jeff ราบรื่นมาก เขาเป็นคนตรงไปตรงมา ชัดเจน หลังปิดกล้องไป เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน ติดต่อกันอยู่เสมอครับ
.jpg)
ด้าน Jeff Wadlow (เจฟ แวดโลว์) ผู้กำกับ ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจกำกับ The Devil's Mouth ความแตกต่างจากหนังฉลามเรื่องอื่นๆ
ผมคิดว่าผู้กำกับแทบทุกคนคงอยากทำหนังฉลามสักครั้งในชีวิตการทำงาน เพราะทำไมจะไม่อยากล่ะครับ มันเป็นแนวหนังที่มีการแยกหมวดหมู่ย่อยออกมาเป็นของตัวเอง (subgenre) แต่แน่นอนว่าในยุคนี้ คุณก็ต้องอยากสร้างอะไรที่แตกต่างและนำเสนออะไรใหม่ๆ ให้กับผู้ชม
สิ่งที่ดึงดูดผมคือ แม้มันจะเป็นหนังฉลาม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนังระทึกขวัญในพื้นที่ปิดตาย (claustrophobic horror) ด้วย ซึ่งเป็นอีกแนวหนังที่ผมอยากลองทำมานานแล้ว พออ่านบทต่อ ผมก็ยิ่งประทับใจ เพราะตัวละครทุกคนมีมิติและความซับซ้อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของตัวละครหญิงที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาได้ละเอียดและน่าสนใจมาก ผมเลยตอบตกลงแทบจะทันทีเลยครับ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในหลายพื้นที่ของประเทศไทย การทำงานที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง
ประสบการณ์การถ่ายทำที่ประเทศไทยยอดเยี่ยมมากครับ ผมชอบที่นี่มากจริงๆ มันเป็นการผจญภัยครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ หลังจากถ่ายทำเสร็จ ผมก็กลับมาเมืองไทยอีกครั้งเพื่อมาเยี่ยมเพื่อนๆ ที่ได้รู้จักระหว่างการทำงาน และผมก็แทบรอไม่ไหวที่จะได้กลับมาถ่ายหนังอีกเรื่องที่นี่ ทีมงานชาวไทยยอดเยี่ยมมาก สถานที่ถ่ายทำก็สวยงามทุกแห่ง ผมพูดถึงข้อดีของการมาถ่ายทำที่นี่ได้ไม่รู้จบเลย
ถ้าจะให้เลือกว่าสถานที่ไหนในประเทศไทยที่ผมชอบที่สุด ก็คงเป็นคำถามที่ตอบยากและไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร เพราะสำหรับผม ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่ไม่น่าถ่ายทำเลย ทุกที่ทั้งสวย มีเอกลักษณ์ และเหมาะกับการถ่ายทำภาพยนตร์มากๆ ผมพูดได้แค่ว่าประสบการณ์ทั้งหมดที่นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ

คุณมีโอกาสได้ลองชิมอาหารไทยด้วยไหม มีเมนูไหนที่ชอบเป็นพิเศษ
คำถามนี้มีเกร็ดที่น่าสนใจครับ คือผมแพ้ถั่วลิสงอย่างรุนแรง จริงๆ แล้วบทเดิมเขียนให้ถ่ายที่เม็กซิโก ตอนที่สตูดิโอเสนอไอเดียว่าจะมาถ่ายทำที่ประเทศไทย ผมก็คิดเลยว่าคงไม่ใช่ไอเดียที่ดีแน่ เพราะผมไม่เคยกล้าเข้าไปร้านอาหารไทยเลย เนื่องจากกังวลเรื่องอาการแพ้ถั่วลิสง แต่ทีมงานบอกกับผมว่า “ไม่ต้องห่วง ทีมงานชาวไทยจะดูแลคุณเป็นอย่างดี ทุกอย่างจะเรียบร้อย” และพวกเขาก็พูดถูกครับ ผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก อาหารไทยอร่อยสุดๆ และจริงๆ การหลีกเลี่ยงถั่วลิสงก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผมแค่เรียนรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงมัสมั่นกับผัดไทย แต่ผมก็มีเมนูโปรดเหมือนกันนะครับ ผัดกะเพราเป็นเมนูโปรดของผมเลย ผมกินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ
อีกช่วงที่ประทับใจมากคือ ตอนที่เราออกไปสำรวจโลเคชั่นแถวภาคเหนือใกล้เชียงใหม่ และแถวกระบี่ทางภาคใต้ เราแวะกินอาหารตามร้านเล็กๆ ที่อยู่ริมทาง อาหารทุกมื้อทั้งอร่อย รสชาติจัดจ้าน และเต็มไปด้วยเสน่ห์ เจ้าของร้านทุกคนก็ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ผมสนุกกับการใช้เวลาในประเทศไทยมากจริงๆ คงพอจะเดาออกนะครับว่าผมรักประเทศไทยมากแค่ไหน ผมแทบรอไม่ไหวเลยที่จะได้กลับไปอีก!

อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในเชิงเทคนิคในการถ่ายทำ
พูดตามตรง หนังเรื่องนี้ยากตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ ไม่มีวันไหนที่ง่ายเลย ปกติหนังหลายๆ เรื่องมักจะมีบางฉากที่ถ่ายสบายๆ ให้ทีมได้พักหายใจบ้าง แต่เรื่องนี้ไม่มีแบบนั้นเลย ทุกวันคือความท้าทายทั้งหมด
ภาพยนตร์เกือบทั้งเรื่องเกิดขึ้นในน้ำ และส่วนใหญ่ก็อยู่ในถ้ำ เราไปถ่ายทำในถ้ำจริงหลายแห่ง และยังสร้างฉากถ้ำขนาดมหึมาขึ้นมา ก่อนจะปล่อยน้ำเข้าไปด้วย อย่างที่รู้กันว่า กล้องถ่ายทำกับน้ำไม่ใช่ของที่เข้ากันได้ดีนัก ดังนั้นแค่ถ่ายใกล้น้ำก็เป็นความท้าทายแล้ว แต่เมื่อคุณต้องลงไปถ่ายในน้ำจริงๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีอุปกรณ์เฉพาะทาง ทุกอย่างดูเป็นงานที่หนักและน่าหวาดหวั่นมาก ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่เรียกว่าง่ายได้เลย
แต่โชคดีที่ผมมีสองสิ่งที่ช่วยให้เราผ่านมันมาได้ อย่างแรกคือทีมงานที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะทีมงานชาวไทยที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคเลย พวกเขาเป็นทีมงานที่ทุ่มเทและทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยมีโอกาสร่วมงานด้วย อีกอย่างคือทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม นำโดย Kathryn Newton (แคทริน นิวตัน) และ Lana Condor (ลาน่า คอนดอร์) ซึ่งพร้อมลุยไปกับทีมเสมอ สุดท้ายแล้วพวกเราก็ค่อยๆ หาทางแก้ปัญหาและผ่านทุกอย่างมาด้วยกันครับ
.jpg)
พูดถึงทีมนักแสดงในเรื่องสักหน่อย กับการคัดเลือกนักแสดงทั้ง 5 คน รวมถึงเทม
เวลาผมคัดเลือกนักแสดง สิ่งที่ผมมองหาไม่ใช่แค่คนที่เหมาะกับตัวละคร แต่คือคนที่น่าสนใจครับ ผมมองหานักแสดงที่สามารถนำบางสิ่งบางอย่างที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมาเติมเต็มให้กับบทได้ นักแสดงนำทั้งห้าคนของเรา Kathryn Newton (แคทริน นิวตัน), Lana Condor (ลาน่า คอนดอร์), Gavin Casalegno (เกวิน คาซาเลญโญ), Nico Hiraga (นิโก ฮิรากะ) และ Tommi Rose (ทอมมี่ โรส) ต่างก็เป็นคนที่มีเสน่ห์และน่าสนใจในชีวิตจริง ซึ่งพวกเขาก็นำประสบการณ์และตัวตนของตัวเองมาใส่ลงในบท ทำให้ตัวละครแต่ละคนมีชีวิตชีวา น่าเอาใจช่วย สนุกเวลาที่ได้ดูพวกเขาอยู่ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อบกพร่องและความเป็นมนุษย์ที่ทำให้ตัวละครดูสมจริง
ส่วนเทม นักแสดงชาวไทยของเราที่รับบทเป็นไกด์ ผมรู้สึกโชคดีมากที่เขาตอบรับเล่นเรื่องนี้ ตอนนั้นเขาเพิ่งถ่ายทำ The White Lotus ซีซั่น 3 เสร็จ และผมคิดว่าเขาแสดงได้ยอดเยี่ยมมากในเรื่องนั้น พอรู้ว่าเขาไม่เพียงแค่ว่าง แต่ยังสนใจที่จะมารับบทนี้ด้วย มันเหมือนฝันที่เป็นจริงเลยครับ

อยากให้ผู้ชมได้รับแง่คิดหรือความรู้สึกอะไรกลับไปจาก The Devil's Mouth
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้พูดถึง “การเอาชีวิตรอด” และ “การไม่ยอมแพ้” อย่างชัดเจนครับ อีกประเด็นสำคัญที่ผมคิดถึงตลอดระหว่างการสร้างหนัง คือแนวคิดเรื่องการเคารพธรรมชาติ ธรรมชาติมีความงดงามในแบบของมันเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกัน ธรรมชาติก็เต็มไปด้วยอันตรายเช่นกัน
หน้าที่ของเราคือการชื่นชมและเคารพธรรมชาติ ไม่ใช่คิดว่าจะสามารถควบคุมหรือท้าทายมันได้ เพราะหากไม่ให้ความเคารพ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจต้องแลกด้วยชีวิต นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครบางคนในเรื่อง และเป็นบทเรียนที่พวกเขาต้องเรียนรู้ตลอดการเดินทางครั้งนี้ครับ