Cover Image

อียูเร่งคุมวิกฤตผู้อพยพครั้งใหม่ ตอบสนองเหตุหลั่งไหลสู่ดินแดนสเปนในแอฟริกาเหนือ

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 กล่าวว่า เกิดวิกตผู้อพยพครั้งใหญ่ของยุโรปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อผู้คนหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนืออย่างน่ากังวล

ฮวน เฆซุส วิวาส ประธานภูมิภาคท้องถิ่นของเซวตา (Ceuta) ซึ่งเป็นนครปกครองตนเองแห่งหนึ่งของประเทศสเปนในแอฟริกาเหนือ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีผู้อพยพประมาณ 60,000 คนข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว หลายคนว่ายน้ำข้ามแนวกั้นพรมแดนเล็กๆ ที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 34 รายจากความพยายามเหล่านั้น

การหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลและกะทันหันนี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศสำหรับรัฐบาลสเปน สร้างความไม่พอใจให้กับเยอรมนี, อิตาลี และฟินแลนด์ รวมทั้งกระตุ้นให้ฝรั่งเศสเข้มงวดการตรวจสอบพรมแดนกับสเปนมากขึ้น

รัฐบาลกลางของสเปนได้ส่งทหารและตำรวจเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม รวมถึงนักดำน้ำ, โดรน และเรือ เพื่อเสริมกำลังรักษาความปลอดภัยในเซวตา ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ และรัฐมนตรีมหาดไทยเร่งเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวในวันศุกร์

รัฐมนตรีมหาดไทยของสเปนกล่าวว่า ประชาชน 37,500 คนที่ข้ามพรมแดนได้เดินทางกลับไปยังโมร็อกโกโดยสมัครใจ

ผู้สื่อข่าวพบเห็นผู้คนหลายร้อยคน ทั้งชาย, หญิง และเด็ก เข้าไปในเซวตา โดยทิ้งห่วงยางและเสื้อผ้าที่ใช้ในการข้ามพรมแดนที่เสี่ยงอันตราย

ผู้อพยพหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม กำลังรออยู่ฝั่งชายแดนโมร็อกโก ขณะที่บางคนก็หันหลังกลับโดยระบุว่า "ที่นี่คนเยอะเกินไป"

ภายในเซวตา ร้านค้าต่างๆ ปิดทำการ และงานเทศกาลประจำปีถูกยกเลิก

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในทันทีว่าอะไรเป็นสาเหตุของการหลั่งไหลของผู้อพยพจากโมร็อกโกในครั้งนี้ ขณะที่การหลั่งไหลครั้งก่อนๆ เกิดขึ้นในช่วงที่มีความตึงเครียดระหว่างสเปนและโมร็อกโก

นายกรัฐมนตรีซานเชซเดินทางเยือนแอลจีเรียเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำรัฐบาลสเปนในรอบ 4 ปี ถือเป็นการบ่งชี้ถึงการผ่อนคลายความสัมพันธ์กับแอลจีเรียคู่แข่งของโมร็อกโก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเยือนครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพหรือไม่

ซานเชซซึ่งอยู่ในเมืองเซวตา กล่าวโทษการหลั่งไหลเข้ามาอย่างกะทันหันว่าเป็นฝีมือของกลุ่มค้ามนุษย์ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับการตัดสินของศาลสูงสเปนในเดือนนี้ที่ระบุว่าผู้อพยพผิดกฎหมายที่เดินทางมาทางทะเลไม่สามารถถูกผลักดันกลับได้ทันที

"สิ่งที่ปรากฏออกมาจากการเจรจาของเรากับทางการโมร็อกโกคือการค้ามนุษย์ที่กลุ่มมาเฟียตีความคำตัดสินของศาลสูงไปในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และการตีความนั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา" เขากล่าว

ภาพฝูงชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้บังคับใช้มาตรการควบคุมชายแดนระหว่างประเทศสมาชิก ได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางการทูต

เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานสหภาพยุโรปกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าเหตุการณ์ที่เซวตาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมเสริมว่า "เราไม่สามารถอนุญาตให้ใครเข้ามาในสหภาพยุโรปของเราโดยไม่ปฏิบัติตามกฎของเราได้"

เมื่อวันพฤหัสบดี อิตาลีเรียกร้องให้ระงับสมาชิกภาพของสเปนจากเขตเชงเก้นซึ่งเป็นเขตเปิดพรมแดนระหว่างกันของชาติยุโรป ทำให้รัฐบาลมาดริดเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิตาลีเข้าพบและกล่าวหารัฐบาลโรมว่าใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ล่าสุดฟินแลนด์และเดนมาร์กสนับสนุนข้อเรียกร้องของอิตาลี ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเรียกร้องให้โมร็อกโกรับผู้อพยพผิดกฎหมายกลับทันที

ฝรั่งเศสและอังกฤษระบุว่าพวกเขายินดีที่จะช่วยเหลือสเปนในการรับมือกับผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ฝรั่งเศสจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชายแดนกับสเปนด้วยเช่นกัน

ตามรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และพันธมิตรของเขาได้ใช้ภาพการหลั่งไหลของผู้อพยพเพื่อเสริมสร้างฐานเสียงทางการเมือง โดยทรัมป์เตือนว่า "นั่นจะเป็นเราในอีกสามปีข้างหน้า หากฝ่ายกระทำผิดได้เข้ามา"

ทั้งนี้ เซวตา ดินแดนขนาด 18.5 ตารางกิโลเมตร และเมลียาซึ่งเป็นดินแดนที่มีลักษณะคล้ายกัน เป็นพรมแดนทางบกเพียงสองแห่งของยุโรปกับแอฟริกา

ผู้อพยพที่ร่าเริงได้เดินไปตามถนนในเซวตา ตะโกนว่า "ลาก่อนโมร็อกโก สวัสดีสเปน"

ในประเทศต้นทาง กองกำลังรักษาความปลอดภัยของโมร็อกโกใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำเพื่อสลายฝูงชนนับพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มที่รวมตัวกันเพื่อพยายามข้ามพรมแดน โดยมีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 30 คน

ขณะที่ทางการโมร็อกโกยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหลั่งไหลของผู้อพยพจากประเทศของตน.

Back To Top