ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก รับแรงหนุนผลประกอบการกลุ่มธนาคาร-อุตสาหกรรม
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและอุตสาหกรรม แม้นักลงทุนยังคงติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 649.95 จุด เพิ่มขึ้น 4.94 จุด หรือ +0.77%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,485.64 จุด เพิ่มขึ้น 77.37 จุด หรือ +0.92%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,612.03 จุด เพิ่มขึ้น 151.55 จุด หรือ +0.60%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,897.27 จุด ลดลง 11.14 จุด หรือ -0.10%
ดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปิดเพิ่มขึ้น 0.8% หลังระหว่างวันปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.
หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยปรับตัวขึ้น 2.6% นำโดยหุ้น BBVA ของสเปนที่พุ่งขึ้นราว 5% หลังรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมากกว่า 11% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสเปน ซึ่งมีหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นสัดส่วนสูง ปรับตัวขึ้น 1.8% ตามไปด้วย
หุ้นกลุ่มก่อสร้างและวัสดุเพิ่มขึ้น 2.2% โดยหุ้น Bouygues พุ่งขึ้น 7.1% หลังบริษัทของฝรั่งเศสรายงานกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1.8% โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Schneider Electric ที่ทะยานขึ้น 10% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี และหุ้น Mondi ที่พุ่งเกือบ 11% หลังรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่ของยุโรปมีแนวโน้มรายงานกำไรไตรมาส 2 เติบโต 20.8% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากบริษัทในกลุ่มพลังงาน ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 1.3% หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม ส่งผลให้สงครามที่ดำเนินมานาน 5 เดือนทวีความรุนแรงขึ้น
นักวิเคราะห์ระบุว่า ภาคธุรกิจที่มีการเติบโตสูงของยุโรป เช่น กลุ่มธนาคารและการเงิน กำลังได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านดิจิทัลจำนวนมากที่เริ่มสร้างผลตอบแทน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคาร อุตสาหกรรม พลังงาน และบางส่วนของกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเทขายอย่างหนัก กำลังทำให้นักลงทุนเชื่อว่าตลาดอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเริ่มกลับมาพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดยุโรป พร้อมระบุว่า หากการเติบโตของผลประกอบการขยายไปยังหลายภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนก็มีแนวโน้มจะเพิ่มการลงทุนในยุโรปต่อไป
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของตลาดถูกจำกัดจากการร่วงลง 2.8% ของหุ้น Airbus หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ขณะที่หุ้น Rentokil ดิ่งเกือบ 21% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 หลังบริษัทกำจัดแมลงเตือนว่าธุรกิจในอเมริกาเหนือยังอ่อนแอ
ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการ ขณะที่ เควิน วอร์ช ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าลดเงินเฟ้อ ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่แน่ใจต่อทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้น Adidas ร่วงลง 11.5% แม้บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายทั้งปี ส่วนหุ้น LOreal ปรับตัวขึ้น 2.7% หลังรายงานยอดขายไตรมาส 2 สูงกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่หุ้น Stellantis ร่วงลง 4.3% หลังกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นักลงทุนยังรอติดตามผลประกอบการของ Apple และ Amazon.com ซึ่งจะประกาศหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการวันพฤหัสบดี เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลัง Microsoft และ Meta ส่งสัญญาณเกี่ยวกับแผนการลงทุนด้าน AI ที่แตกต่างกัน
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช