ยอมเสียสละได้ไหม?
นั่นหมายความว่า..หาก กสทช.ไม่สามารถเคาะ “แผนแม่บท” และ “หลักเกณฑ์การประมูล” หรือเยียวยาได้ล่วงหน้า ช่องทีวีก็จะไม่สามารถวางแผนธุรกิจหรือกู้เงินลงทุนได้
ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดวิกฤต “ทีวีจอดับ” และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค!
ยิ่งขณะนี้ ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะคุณสมบัติของ “ประธาน กสทช.” นำองค์กรเข้าสู่ภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย”..
ก็ยิ่งจะส่งผลให้การอนุมัติและขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ ล่าช้าออกไปโดยไม่รู้ทิศทางอนาคตจะลงเอยอย่างไร?
เพราะการที่ “กรรมการ” อย่างน้อย 3 ท่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมด้วยเกรงว่ามติใดๆ ที่ลงนามโดยประธานที่ถูกชี้ว่าขาดคุณสมบัติ จะเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องเป็นโมฆะ
จึงทำให้โรดแมปทีวีดิจิทัล รวมถึงแนวทางการ “ประมูลใบอนุญาต” และมาตรการเยียวยาก่อนหมดอายุสัมปทานในปี 2572 ไม่สามารถเดินหน้าพิจารณาต่อได้!
แม้ผู้ประกอบการ-ภาคส่วนต่างๆ จะเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาช่วยเร่งปลดล็อกปัญหา เพื่อไม่ให้โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเสียหายไปมากกว่านี้
อย่างคุณสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เนชั่นออนไลน์” ว่า..
“บุคคลที่จะสามารถปลดล็อกวิกฤตนี้ได้มีอยู่ 2 ฝ่ายหลัก คือ ประธาน กสทช. และนายกรัฐมนตรี
โดยเรียกร้องให้ประธาน กสทช. แสดง “ความเสียสละ” ด้วยการยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เช่นเดียวกับที่ตนเคยทำในอดีต
เพื่อเปิดทางให้กระบวนการทางกฎหมายและความชัดเจนเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ
การหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การยอมลาออก หรือยอมรับในผลการลงมติของกรรมการสรรหา นพ.สรณ ยังมีช่องทางอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรมในตำแหน่ง อย่างการฟ้องศาลปกครอง..
การยื้อกันไปมาระหว่างกรรมการ กสทช. และปล่อยให้สถานการณ์ค้างคา เปรียบเสมือนการปล่อยให้อุตสาหกรรมล่มสลายไปต่อหน้า
ซึ่งสร้างความเสียหายและผลกระทบที่ยากจะเยียวยาต่อผู้เกี่ยวข้องนับหมื่นชีวิต..ตอนนี้สปอตไลต์ทั้งหมดต้องพุ่งไปที่ทำเนียบรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแล้ว
เนื่องจาก กสทช.ดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 5G, AI และวิกฤตทีวีดิจิทัลที่กำลังจะหมดอายุใบอนุญาตในอีกไม่ถึง 2 ปี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก
นายกฯ จึงควรเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ให้ประธาน กสทช.พ้นจากตำแหน่งโดยเร็ว ตามมติของกรรมการสรรหา
และควรออกมาแสดงจุดยืนและมีคำตอบที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้สังคมต้องเคว้งคว้าง และเดินหน้าต่อไปได้
ฐานเสียงของรัฐบาลส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดและเป็นประชาชนรากหญ้าที่ยังคงพึ่งพาโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Free TV)
หากปล่อยให้ระบบนี้ล่มสลาย ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาแพง จะขาดช่องทางรับรู้ข่าวสาร เปรียบเสมือนการตัดบริการพื้นฐานสำคัญที่รัฐควรดูแล
หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงกำหนดหมดอายุใบอนุญาตโดยไม่มีความชัดเจน จะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถไปต่อได้ และเสี่ยงต่อการที่ทีวีดิจิทัลทุกช่องต้องจอดำ
ซึ่งจะส่งผลให้พนักงาน และคนในวงการสื่อต้องตกงานจำนวนมาก รวมถึงกระทบต่ออธิปไตยทางการสื่อสารของประเทศด้วย”
แต่..คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า “ไม่มีอำนาจ” ไม่สามารถตัดสินใจลัดขั้นตอนหรือใช้อำนาจฝ่ายบริหารไป “ปลดล็อก” องค์กรอิสระอย่าง กสทช.ได้ตามใจชอบ..
เพราะอาจเสี่ยงทำผิดกฎหมาย หรือขัดรัฐธรรมนูญ!
ถ้าอย่างนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ “ประธาน กสทช.” คนเดียวแล้วล่ะ..
จะ “ยอมเสียสละ” ได้ไหม..หือ?.
สันต์ สะตอแมน