PLAYER Profile: รู้จักพาเดลไปกับ ‘นาตาลี นาคประเสริฐ’ ผ่านบาดแผลและความหวังที่จะยกระดับสู่มืออาชีพ
เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น ‘พาเดล’ กีฬาที่ผสมผสานเสน่ห์ของเทนนิสและสควอช ถูกบรรจุเข้าสู่การแข่งขันในระดับทวีปเป็นครั้งแรก จากกีฬาที่เติบโตขึ้นจากคอมมูนิตี้ สู่เวทีที่นักกีฬาจากทั่วเอเชียจะได้ลงประชันฝีมือกัน
- เทนนิสไซส์มินิกับมิติ 360
- ‘I will show you’ เสียงจากบาดแผลที่ไม่เคยหยุดความฝัน
- เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเอเชียนเกมส์
- พาเดล แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
ประเทศไทยก็ส่งนักกีฬาพาเดลเข้าร่วมชิงชัย โดยมี ‘นาตาลี นาคประเสริฐ’ หนึ่งในนักกีฬาทีมชาติไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่
เพื่อให้แฟนกีฬาชาวไทยเข้าใจกฎกติกามากขึ้น THE STANDARD SPORT จะพาผู้อ่านไปสัมผัสกับพาเดลผ่านมุมมองของนาตาลีถึงเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ รวมถึงเส้นทางการเป็นนักกีฬาที่ต้องสู้ยิบตาเพื่อหวังว่าในสักวัน ‘พาเดล’ จะได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง
เทนนิสไซส์มินิกับมิติ 360
เมื่อพูดถึง ‘พาเดล’ นี่คือกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นในเม็กซิโกตั้งแต่ปี 1969 ก่อนจะค่อยๆ ขยายความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน ด้วยกติกาที่เข้าถึงง่าย เล่นกันประเภทคู่บนสนามที่มีลักษณะคล้ายเทนนิส แต่มีขนาดเล็กกว่าและมีกระจกล้อมรอบ
การนับคะแนนยังใช้ระบบ 15, 30, 40 เช่นเดียวกับเทนนิส โดยแข่งขันกันถึง 6 เกม และมีจุดพีกอยู่ที่กฎ Golden Point หรือแต้มเดียวตัดสินเมื่อเกมเข้าสู่ ดิวซ์ ทำให้เกมไม่ยืดเยื้อ ขณะที่กระจกรอบสนามคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญ เพราะแม้ลูกจะพุ่งผ่านตัวนักกีฬาไปแล้ว หากบอลเด้งชนกระจกก็ยังสามารถหมุนตัวกลับไปตีโต้ได้
“พาเดลคือ 4 Dimension ของเทนนิส มันมีความ Unpredictable ตีแรงไป บอลก็จะเด้งกระจกกลับไปให้เขาตักตีกินสบายๆ กีฬานี้จึงไม่ได้วัดกันที่พลัง แต่คือ Spatial Awareness หรือการอ่านมิติแบบ 360 องศา ฝั่งซ้ายคือคนจบแต้ม ฝั่งขวาคือ Strategist วางแผนขึ้นเน็ต พร้อมกับลูกตบเฉพาะตัวที่ตบให้บอลเลียดพื้นจนตายไปเอง”
นาตาลีอธิบายเพิ่มเติมว่า การมีพื้นฐานเทนนิสมาก่อนหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญในการเริ่มต้นเล่นพาเดล เพราะแม้กีฬาชนิดนี้จะเริ่มต้นได้ง่าย แต่การจะเล่นให้เก่งกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และนั่นคือเสน่ห์ของพาเดล กีฬาที่เต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้ ทุกแต้มต้องอาศัยการวางแผนและการอ่านเกม นักกีฬาต้องมองให้ออกว่า ลูกต่อไปควรตีไปที่ไหน ควรใช้กระจกอย่างไร และเมื่อถึงแต้มกดดันจะต้องเลือกบุกหรือรับ
สุดท้ายแล้ว พาเดลจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครตีแรงกว่า แต่คือใครอ่านเกมได้รอบกว่า และสามารถผสานเกมรุกกับเกมรับให้กลายเป็นหนึ่งเดียวได้ดีกว่ากัน
‘I will show you’ เสียงจากบาดแผลที่ไม่เคยหยุดความฝัน
บทบาทนักกีฬาของนาตาลี การก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไม่ได้สวยงามเหมือนภาพที่เห็น เพราะกว่าที่เธอจะมายืนอยู่ตรงนี้ เธอเคยเผชิญกับอาการบาดเจ็บรุนแรงที่เกือบทำให้ความฝันบนเส้นทางกีฬาเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด
“เคยได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเอ็นเข่าฉีกขาดจากการเล่นฟุตบอล มันรุนแรงมากจนหมอที่รักษาพูดเลยว่า ไม่สามารถเล่นกีฬาอะไรได้อีกต่อไปแล้ว มันท้อมาก เพราะทำใจได้ยาก เราเป็นคนที่ชอบกีฬา แต่ต้องมานอนรักษาตัวเป็นปีๆ กว่าจะกลับมาได้ แม้ตอนนี้ร่างกายจะไม่ 100% ยังเจ็บปวดทุกครั้งที่ลงสนาม แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่ทำให้เรามีความสุขกับการเล่นกีฬา”
‘I will show you’ คือประโยคที่กลายเป็นแรงผลักให้นาตาลีกัดฟันทนความเจ็บปวด และเลือกกลับมาเดิมพันกับเส้นทางกีฬาอีกครั้ง เพราะสำหรับเธอ ความฝันไม่ใช่สิ่งที่อยากยอมแพ้เพียงเพราะร่างกายบอกให้หยุด
จากจุดเริ่มต้นที่อันดับโลกอยู่ในระดับหลักพัน นาตาลีใช้ทั้งเวลาและความพยายามไต่ขึ้นมาทีละขั้น เธอลงแข่งขันรายการต่างประเทศมากกว่า 13 รายการภายในรอบปี บางครั้งต้องทำงานประจำในช่วงเช้า ก่อนเตรียมตัวเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศช่วงเย็น
“เราไต่เต้าจากอันดับโลกหลักพัน บางรายการเราต้องออกไปแข่งขันที่ต่างประเทศ เช้าทำงานประจำ เย็นเตรียมบินไปแข่ง อาศัยนอนบนเครื่องบินแทน ทำแบบนี้มาตลอดจนขึ้นมาแตะอันดับ 267 ของโลก แต่ช่วงนี้ขอลาพักงานไปก่อน เพื่อโฟกัสไปที่เอเชียนเกมส์ โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการก้าวเข้าสู่ท็อป 200 ให้ได้”
จากนักกีฬาที่ครั้งหนึ่งถูกบอกว่าอาจกลับมาเล่นกีฬาไม่ได้อีก สู่การไต่แรงกิ้งขึ้นมาอยู่ในกลุ่มนักกีฬาระดับโลก และกำลังเตรียมตัวลงสนามในเอเชียนเกมส์ เพื่อก้าวไปให้ถึงอีกหนึ่งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเอเชียนเกมส์
ในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ สมาคมกีฬาพาเดลไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าความคาดหวังอาจยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับชาติที่มีพาเดลเติบโตมาก่อนอย่างอิหร่าน ฮ่องกง และญี่ปุ่นเจ้าภาพ ซึ่งมีทั้งระบบการฝึกซ้อมและนักกีฬาอาชีพที่พร้อมกว่า
นาตาลียอมรับถึงช่องว่างดังกล่าว แต่เธอไม่ได้มองว่านี่คือเหตุผลที่จะต้องลดความพยายามลง ตรงกันข้าม เป้าหมายของเธอคือการใช้เวทีเอเชียนเกมส์เป็นพื้นที่แสดงให้เห็นว่า พาเดลไทยก็พร้อมสู้ไม่แพ้ใคร
“เป้าหมายคือแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าพาเดลไทยคือไฟต์เตอร์ เราไม่อยากบอกว่าจะได้เหรียญ เพราะยังมีทีมใหญ่ที่เขาเริ่มเล่นมาก่อนเรา มีโค้ชประกบตัวต่อตัว มีนักกีฬาฟูลไทม์หรืออาชีพจริงๆ ที่ไม่ใช่นักกีฬาพาร์ตไทม์แบบเรา”
จากกีฬาที่เริ่มต้นเติบโตขึ้นในรูปแบบคอมมูนิตี้ เธออยากเห็นพาเดลถูกพัฒนาให้กลายเป็นระบบการแข่งขันที่จริงจัง เปิดโอกาสให้เยาวชนมีเส้นทางสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ และทำให้การเล่นพาเดลไม่ใช่เพียงกิจกรรมยามว่าง แต่สามารถกลายเป็นอาชีพในอนาคตได้
“อยากให้เอเชียนเกมส์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้บริหาร สปอนเซอร์ และคนทั่วไปหันมามองว่า พาเดลไม่ใช่แค่กีฬาไลฟ์สไตล์ แต่คืออาชีพที่เด็กรุ่นใหม่สามารถยึดเป็นอนาคตได้”
เพราะฉะนั้น หากจะถามว่าชัยชนะของนาตาลีในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้หน้าตาเป็นอย่างไร คำตอบอาจไม่ใช่เพียงเหรียญที่คล้องอยู่บนคอ แต่อาจเป็นวันที่พาเดลไทยได้รับการมองเห็นมากขึ้น วันที่มีคนรุ่นใหม่อยากหยิบไม้แร็กเกตขึ้นมาเล่น และวันที่เส้นทางจากสนามพาเดลไปสู่อาชีพนักกีฬาสามารถเกิดขึ้นได้จริง
และไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร การเดินทางของนาตาลีได้พิสูจน์บางอย่างไปแล้วว่า ขีดจำกัดของคนเราอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ร่างกายเคยบอกว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่เราจะเลือกเดินต่ออย่างไรเมื่อเจอกับอุปสรรคตรงหน้า
“ชีวิตกับพาเดลเหมือนกันตรงที่เราคาดเดาอนาคตไม่ได้ แต่เราต้องมีสติ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ และเลือกวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้”
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่พาเดลสอนนาตาลีมาตลอด ไม่ใช่การมองเพียงลูกที่อยู่ตรงหน้า แต่ต้องมองให้รอบด้าน 360 องศา และพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
พาเดล แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
พาเดล ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิง 2 เหรียญทอง โดยแข่งขันระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 3 ตุลาคม 2026 ที่ Nagoya City Higashi Sports Center ประเทศญี่ปุ่น
สมาคมกีฬาพาเดลไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 4 คน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทชายคู่ อรรณพ ราเวอล์ และ สเตฟาโน มอชโชลา, ประเภทหญิงคู่ นาตาลี นาคประเสริฐ และ ดาเรศ ศรีรุ่งเรือง
ในฐานะน้องใหม่ของการแข่งขันระดับเอเชียนเกมส์ พาเดลไทยตั้งเป้าเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเวทีใหญ่ให้ได้มากที่สุด พร้อมใช้โอกาสครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนานักกีฬาและยกระดับกีฬาพาเดลไทยต่อไปในอนาคต