รูปในอัลบั้มไลน์กับไฟล์ในเครื่อง ความเคยชินง่ายๆ ที่พาธุรกิจเสี่ยงผิด PDPA - Marketeer Online
ลองก้มมองโทรศัพท์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ตอนทำงานดูสักนิด
เราอาจจะเจอรูปหน้าพาสปอร์ตของลูกค้าที่เซฟไว้ในอัลบั้ม LINE กลุ่ม ไฟล์ Excel รายชื่อลูกค้าที่โหลดมาทิ้งไว้บนเดสก์ท็อป หรือรูปถ่ายบรรยากาศหน้าร้านที่เผลอติดหน้าคนเดินผ่านไปมา
ทุกวันนี้ ธุรกิจแทบทุกประเภทกำลังถือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ไว้เต็มมือโดยแทบไม่รู้ตัว
ร้านอาหารมีข้อมูลการจอง ออฟฟิศมีแฟ้มประวัติพนักงานและผู้สมัครงาน ดิจิทัลเอเจนซีมีข้อมูลพฤติกรรมจากหน้าเว็บ ส่วนครีเอเตอร์ก็มีภาพของผู้คนติดอยู่ในฟุตเทจวิดีโอที่ตัดต่อลงโซเชียล
ในวันที่ข้อมูลกลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการทำมาหากิน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเรา “เก็บได้หรือไม่ได้” แต่มันคือคำถามที่ตรงไปตรงมากว่านั้น “เราเก็บข้อมูลนี้ไปทำไม ใครบ้างที่เปิดดูได้ แล้วเราดูแลมันดีพอหรือยัง?”
ไม่ใช่กฎหมายห้ามขายของ แต่คือมารยาทในการใช้ข้อมูล
บนเวทีเสวนาหัวข้อ การตลาดด้วยข้อมูลและความเป็นส่วนตัว ที่รวมเอาตัวแทนทั้งฝั่งกฎหมาย เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ SME นักการตลาด ไปจนถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์มานั่งจับเข่าคุยกัน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันอย่างน่าประหลาดใจคือ PDPA ไม่ได้เกิดมาเพื่อขัดขาคนทำธุรกิจ หรือทำให้การขายของยากขึ้น แต่แก่นแท้ของมันกลับเรียบง่ายกว่านั้นมาก ซึ่งแค่บอกให้เรารับผิดชอบต่อของที่อยู่ในมือมากขึ้น
พ.ต.อ. ณัทกฤช พรหมจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. / PDPC) และ นพรัตน์ ลลิตโกมล พาร์ทเนอร์ และหัวหน้ากลุ่มงานกฎหมายเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม ชวนปรับวิธีคิดง่ายๆ ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้มีแค่ชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชน แต่คืออะไรก็ตามที่สาวกลับไปถึงตัวคนๆ นั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ อีเมล ภาพใบหน้า ไปจนถึงลายนิ้วมือ
นพรัตน์ เปรียบเทียบภาพนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ข้อมูลลูกค้ามา เราไม่ได้กลายเป็น “เจ้าของ” ข้อมูลนั้น
“ข้อมูลของลูกค้าไม่ใช่ของเรา แต่เป็นข้อมูลที่เขาฝากให้เราดูแล”
เมื่อเป็นของฝาก หน้าที่ของเราจึงมีแค่ 3 ข้อ คือ บอกเขาตรงๆ ว่าจะเอาไปทำอะไร ใช้ตามที่บอก และเก็บรักษาของชิ้นนั้นให้ปลอดภัยที่สุด
ยกตัวอย่างใกล้ตัวอย่างใบสมัครงาน หลายบริษัทเก็บแฟ้มประวัติผู้สมัครทิ้งไว้ 5-10 ปี ทั้งที่ความจริงเจ้าตัวอาจจะเปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนอีเมล หรือเปลี่ยนชื่อไปแล้ว การเก็บของที่ไม่อัปเดตไว้นานเกินไป ไม่ได้ทำให้ธุรกิจได้เปรียบ แต่มันคือกองฟืนความเสี่ยงที่รอวันติดไฟ
อย่าเพิ่งรีบเสียเงินซื้อระบบ ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรในมือ
สำหรับคนทำธุรกิจขนาดย่อม ภวัต สิรินพมณี จาก MegatrendS สะท้อนเสียงของฝั่ง SME ว่า พอนึกถึง PDPA ภาพแรกที่ลอยมามักเป็นเรื่องน่าปวดหัวและต้นทุนก้อนโต “เราต้องซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ เหมือนบริษัทใหญ่ไหม?” “ถ้าไม่ซื้อแล้วจะโดนปรับหรือเปล่า?”
ชุมพล เจริญวิริยะวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ iPlan Digital Agency อธิบายว่า
“ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อระบบราคาแพง แต่ต้องเริ่มจากการรู้ก่อนว่าตัวเองมีข้อมูลอะไรอยู่ในมือ”
ก้าวแรกของ SME คือการกลับมาจัดระเบียบบ้านตัวเอง นั่งลิสต์ดูว่าข้อมูลเข้าทางไหน ออกทางไหน เอกสารที่ขอจากลูกค้าหรือผู้สมัครงานจำเป็นจริงๆ ไหม ถ้าไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง จำกัดสิทธิ์ว่าในออฟฟิศใครควรเปิดดูไฟล์นี้ได้บ้าง แค่เปลี่ยนวิธีทำงานแบบนี้ ความเสี่ยงก็ลดฮวบลงมาเกินครึ่งโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
โลกยุคใหม่ที่ ‘ความไว้ใจ’ ขายได้ดีกว่าการแอบดักข้อมูล
ในฝั่งคนทำโฆษณา ชุมพล เล่าถึงความอึดอัดว่า เมื่อเบราว์เซอร์เริ่มบล็อก และคนกดปฏิเสธคุกกี้ (Cookie) มากขึ้น แคมเปญโฆษณาและการวัดผลก็เริ่มทำงานยากขึ้นเรื่อยๆ
คำถามคือ ถ้านักการตลาดแก้ปัญหาด้วยการทำแถบ Consent บังคับแบบ “ถ้าไม่ยอมรับ จะไม่ให้เข้าเว็บ” แบบนี้ทำได้ไหม?
คำตอบจากฝั่งกำกับดูแลคือ “ไม่ได้” เพราะความยินยอมต้องเกิดขึ้นจากความเต็มใจจริงๆ ในอนาคต โลกดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะบีบให้แบรนด์ต้องโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ การเล่นตุกติกแอบดักข้อมูลอาจจะได้ผลลัพธ์ระยะสั้น แต่จะเสียลูกค้าในระยะยาว เพราะลูกค้ายุคนี้ฉลาดและหวงสิทธิของตัวเองมากขึ้น
ครีเอเตอร์กับกล้องที่เลี่ยงคนไม่ได้
ด้านคนทำคอนเทนต์อย่าง อัครเดช โยธาจันทร์ อินฟลูเอนเซอร์และเจ้าของแฟนเพจ Benz Apache – เบ๊น อาปาเช่ ตั้งคำถามแทนคนทำงานสื่อและร้านอาหารว่า เวลาออกไปถ่ายคลิปข้างนอก ถ่ายรีวิวร้าน หรือจัดอีเวนต์ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ติดคนอื่นในเฟรม แล้วแบบนี้จะผิดกฎหมายไหม?
คำตอบคือ กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับคนทั่วไปที่ถ่ายเล่นส่วนตัว แต่ถ้าทำเพื่อธุรกิจหรือช่องที่มีรายได้ สิ่งที่ต้องเติมเข้ามาคือความใส่ใจ
-
ติดป้ายบอกในพื้นที่ให้ชัดเจนว่ามีกล้องบันทึกภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์
-
เน้นถ่ายภาพมุมกว้าง ไม่ซูมเจาะจงใบหน้าใครคนใดคนหนึ่ง หรือใช้การเบลอหน้าช่วย
-
แปะข้อความใต้คลิปชัดๆ ว่าถ้าใครติดอยู่ในภาพแล้วรู้สึกไม่สะดวกใจ สามารถติดต่อขอให้ลบออกได้ตลอดเวลา
การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้คอนเทนต์สะดุด แต่คือการแสดงความเคารพต่อคนที่เดินผ่านหน้ากล้องเรา
ค่าปรับที่ว่าแพง ยังเทียบไม่ได้กับความเชื่อมั่นที่พังลง
พ.ต.อ. ณัทกฤช ให้ข้อมูลว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ PDPC มากกว่า 3,000 เรื่อง และมีเคสเปรียบเทียบปรับทางปกครองสะสมไปแล้วกว่า 21 ล้านบาท มีตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงโทษทางอาญา แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ย้ำเตือนไม่ใช่เรื่องตัวเลขค่าปรับ
“สิ่งที่ธุรกิจควรกังวลไม่ใช่แค่ค่าปรับ แต่คือความเชื่อมั่นของลูกค้า”
บริษัทใหญ่โดนปรับอาจจะไม่ล้ม แต่สำหรับ SME หากชื่อแบรนด์ถูกแชร์ออกไปว่าทำข้อมูลลูกค้ารั่ว หรือแอบเอาข้อมูลไปขายต่อ วันรุ่งขึ้นลูกค้าอาจจะหายไปหมดทันที และนั่นคือความเสียหายที่ไม่มีตัวเลขค่าปรับไหนเทียบได้
เทคโนโลยีมีไว้ช่วย แต่จุดตายมักอยู่ที่ ‘คน’
ระบบเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) หรือการเก็บข้อมูลบน Cloud ช่วยอุดช่องโหว่ได้ก็จริง แต่ผู้ร่วมเสวนาทุกคนฟันธงตรงกันว่า “เทคโนโลยีไม่ใช่ยาวิเศษ”
เพราะข้อมูลที่รั่วไหลส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแฮกเกอร์ใส่หมวกไหมพรมเจาะระบบ แต่เกิดจากเรื่องง่ายๆ อย่างการแชร์โฟลเดอร์ให้คนทั้งออฟฟิศใช้ล็อกอินเดียวกันจนตามหาคนรับผิดชอบไม่ได้ การเผลอส่งไฟล์ผิดในแชต หรือการสร้างอัลบั้มใน LINE รวมทุกอย่างไว้แล้วลืมลบ
การอบรมให้ทีมงานเข้าใจว่าเอกสารแบบไหนห้ามส่งมั่วซั่ว จึงสำคัญไม่แพ้การซื้อระบบไอที
บทสรุป เมื่อความปลอดภัยคือโอกาสใหม่ของธุรกิจ
สุดท้ายแล้ว PDPA อาจไม่ใช่เรื่องของตัวบทกฎหมายที่ต้องคอยหวาดระแวง แต่มันกำลังสอนให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับความรับผิดชอบ
ในวันที่ทุกคนขายของเหมือนกันหมด ความสามารถในการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล จะกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรา
สำหรับ SME นักการตลาด หรือคนทำคอนเทนต์ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การท่องจำกฎหมายให้ได้ทุกมาตรา แต่อยู่ที่คำถามสั้นๆ เพียงข้อเดียว “ถ้าข้อมูลชิ้นนี้เป็นชื่อเรา เบอร์โทรเรา หรือหน้าตาของเราเอง… เราอยากให้คนอื่นดูแลมันแบบไหน?”
เริ่มต้นตอบคำถามนี้ให้ได้ แล้วการทำ PDPA จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป