Cover Image

เปิดเฮียริ่งแผน PDP2026 ตั้งธงคุมค่าไฟไม่เกิน 3.88 บาท ดันโซลาร์-BESS รับคลื่น Data Center-EV ปักหมุดงบสายส่ง 7 แสนล้าน : อินโฟเควสท์

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026) ว่า คณะทำงานจะรวบรวมคำถามและข้อเสนอแนะผ่านระบบออนไลน์เพื่อนำมาปรับปรุงร่างแผนในช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นจะเสนอต่อ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)  เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามลำดับ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนอย่างเป็นทางการในช่วงพฤศจิกายน หรือภายในไตรมาส 4 ปีนี้

ทั้งนี้ คณะทำงานตั้งเป้าคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนให้อยู่ในระดับพยายามไม่เกินประมาณ 3 บาทกว่า หรือใกล้เคียงไม่เกิน 4 บาท หรือโดยเฉลี่ยคุมให้ใกล้เคียงไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

สำหรับแผน PDP ใหม่ ได้รับการออกแบบเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด และเตรียมความพร้อมสำหรับ AI Industry Foundation ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยหัวใจสำคัญของแผนฉบับนี้คือการตอบโจทย์พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

โดยหนึ่งในความท้าทายใหม่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงมาก ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพคือ ระบบส่งไฟฟ้า (Transmission System) ซึ่งปัจจุบันการไฟฟ้าทั้ง 3 ฝ่าย ได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินการปรับปรุงระบบสายส่งเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมกันอยู่ที่ 3-7 แสนล้านบาท

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่อุตสาหกรรมพลังงานและกลุ่มผู้ลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การบรรจุ เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ไว้เป็นทางเลือกอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดที่ระดับ 9,000 เมกะวัตต์

*กำหนดทิศทางไฟฟ้าไทย ภายใต้การสร้างสมดุล 3 ด้าน สู่เป้าหมาย Net Zero

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การจัดทำ PDP2026 เป็นการทบทวนทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม การขยายตัวของ Data Center และ AI การเติบโตของการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนกติกาการค้าระหว่างประเทศและเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้การวางแผนระบบไฟฟ้าในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณามากกว่าการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ต้องสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น รองรับรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงานที่หลากหลายมากขึ้น

“PDP เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว การจัดทำ PDP2026 จึงต้องพิจารณาทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่เหมาะสม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำแผนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนได้รับทราบข้อมูลและร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การวางแผนมีความรอบด้านและสะท้อนมุมมองจากทุกภาคส่วน” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

สำหรับหลักการสำคัญของ ร่างแผน PDP2026 ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 ด้าน ได้แก่

– ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) โดยมุ่งให้ระบบไฟฟ้ามีความเพียงพอทั้งในภาพรวมของประเทศและในระดับภูมิภาค พร้อมกระจายชนิดเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความสมดุลของแหล่งพลังงานในระยะยาว

– ด้านเศรษฐกิจ (Economy) มุ่งบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม

– ด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี พ.ศ. 2593 ควบคู่กับแนวคิดการกระจายศูนย์ของระบบไฟฟ้า (Decentralization) และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition)

ร่างแผน PDP2026 ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้าแบบเดิม ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยบริหารสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกำลังผลิตที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง รวมทั้งปรับบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานเพียงอย่างเดียวไปสู่การมีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และการเข้าถึงพลังงานสะอาด

พร้อมทั้งวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าในอนาคต ทั้งการพัฒนากลไก Demand Response (DR) โดยมีเป้าหมายสะสมกว่า 2,800 เมกะวัตต์ ในปี 2593 และพลังงานแบบกระจายศูนย์ หรือ Distributed Energy Resources (DER) เป้าหมายสะสมกว่า 9,100 เมกะวัตต์ ในปี 2593 ซึ่งจะมีบทบาทในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงข่าย 

นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานในอนาคต ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ตลอดจนการเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อการวิจัยและพัฒนาทางเลือกใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว และ  Hydrogen เป็นต้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีในระยะยาว

สำหรับในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569-2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ โดยทางเลือกต่าง ๆ ในช่วงแรกของแผนขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและเป็นไปตามหลักการจัดทำแผนทั้ง 3 ด้าน

ขณะที่ช่วงหลังปี 2580 ได้จัดทำทางเลือกเพื่อรองรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดในปี 2593 โดยพิจารณาทั้งการใช้เทคโนโลยี CCS การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน และการผสมผสานทั้งสองแนวทาง ซึ่งในทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ในปี 2593 เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ สนพ. ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยสามารถส่งหนังสือถึง สนพ. หรือผ่านช่องทางออนไลน์ ทาง Google From https://forms.gle/Q2MQy8nRR4AUwqEQA ได้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยภายหลังการรับฟังความคิดเห็น สนพ. จะรวบรวม และพิจารณาข้อเสนอจากทุกช่องทาง เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนให้มีความเหมาะสม รอบด้าน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศมากที่สุด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการและขั้นตอนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้ PDP2026 เป็นแผนที่สามารถสร้างสมดุลทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และรองรับการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในระยะยาว

โดย อตฦ/รัชดา คงขุนเทียน

Back To Top