Cover Image

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ

  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ข่าวการเมือง 

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ

เผยแพร่: 12 ก.ย. 2569 12:23   ปรับปรุง: 12 ก.ย. 2569 16:29   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ ชี้เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน พร้อมเร่งวางมาตรการนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้น ประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์


นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร การลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นแผน PDP ฉบับนี้จึงยังมีช่องโหว่อยู่มาก

ในส่วนของแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก พร้อมเพิ่มการนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า และวางมาตรการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา การปรับแหล่งเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันจากความผันผวนของการนำเข้าก๊าซ LNG

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน โดยระบุว่า ปัจจุบันกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนสูงกว่าปริมาณที่ถูกสั่งให้ผลิตจริง นำมาสู่ภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านบิลค่าไฟ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการหารือเรื่องการแก้ไขสัญญา แต่มักมุ่งไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ทั้งที่สัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) มีผลต่อบิลค่าไฟหลายสิบสตางค์ จึงควรนำสัญญากลุ่มนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย
อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ยังชี้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ยังมีประโยชน์ที่ควรส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่อาจถูกเผาจนก่อปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขสัดส่วนไฟฟ้าจากชีวมวลที่ปรากฏในแผน PDP ฉบับนี้ยังต่ำเกินไป

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังคงต้องประเมินผลกระทบจากการนำมาใช้จริง จึงเสนอให้กำหนดสถานะเป็นการทดลองใช้ ไม่ควรกลายเป็นข้อผูกมัดให้ต้องขยายกำลังการผลิตต่อไป โดยที่ยังไม่ทราบผลจากการดำเนินงานช่วงแรกอย่างชัดเจน


ในประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแผนและทำได้จริงจะยินดีเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายพีระพันธุ์ ยังเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาภายหลัง

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขการส่งออก นายพีระพันธุ์ เสนอให้ส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ ซึ่งแนวทางนี้ควรได้รับการสนับสนุน แทนการนำภาระทั้งหมดมารวมอยู่ในแผน PDP 2026

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แผน PDP เป็นเพียงการคาดการณ์ จึงต้องวางเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และภาคเอกชนต้องรับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่าลงทุนตามแผนไปแล้วจนไม่สามารถปรับได้ โดยการแก้ไขแผน PDP ต้องนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากเอกชน

“ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน การผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ควรกำหนดให้ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐเป็นแกนก่อน เพราะการลงทุนของเอกชนย่อมมีเป้าหมายด้านกำไร เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าควรเป็นบริการสาธารณะที่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน มากกว่าการสร้างกำไรจำนวนมหาศาลจากเงินประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

Back To Top