Cover Image

Pay for Success ทางเลือกการลงทุนด้านการศึกษา ที่มี ‘ผลลัพธ์’ เป็นเป้าหมายร่วม

การศึกษาคือหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ และการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยืดหยุ่นตามโจทย์และบริบท ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนในประเทศไทยได้ร่วมกันจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ เราจะวัดว่าความร่วมมือเหล่านั้น ‘ได้ผล’ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ในเมื่อโครงการส่วนใหญ่มักวัดความสำเร็จจาก ‘สิ่งที่ทำ’ เช่น โรงเรียนกี่แห่งที่ได้รับการซ่อมแซม แจกคอมพิวเตอร์ไปกี่เครื่อง อบรมครูไปกี่คน แม้โครงการลักษณะนี้จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐาน แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้น ช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเด็กได้จริง

คำถามนี้เองคือจุดตั้งต้นของแนวคิดทางการเงินที่หลายประเทศในโลกกำลังทดลอง หลายคนจะรู้จักกันในชื่อ Results-Based Financing หรือ Outcome-Based Contract (การจัดหาเงินทุนตามผลลัพธ์) ซึ่งพลิกตรรกะเดิมทั้งหมด คือแทนที่จะจ่ายเงินตาม ‘กิจกรรมที่ทำ’ ก็เปลี่ยนมาจ่ายเงินตาม ‘ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง’ 

และในบรรดากลไกภายใต้แนวคิดเดียวกันนี้ Pay for Success คือโครงการที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากำลังนำมาทดลองใช้จริงกับการศึกษาในประเทศไทย ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ มีทิศทางและวัดผลได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก Pay for Success ตั้งแต่หลักคิดพื้นฐานที่ทำให้โมเดลนี้ต่างจากโครงการแบบดั้งเดิม โครงสร้างความร่วมมือของหน่วยต่างๆ ในสังคม ไปจนถึงตัวอย่างการใช้งานจริงทั้งในระดับโลกและในไทย เพื่อให้เห็นว่าเหตุใดกลไกนี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ของการลงทุนในมนุษย์ พร้อมทั้งข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจไปพร้อมกัน

โมเดลที่มี ‘ผลลัพธ์’ เป็นตัวชี้วัด

ที่ผ่านมา หลายคนคงคุ้นเคยกับโครงการเพื่อการศึกษาแบบดั้งเดิม ซึ่งมาในรูปแบบ ‘การจัดสรรเงินทุนตามกิจกรรม’ หรือ ‘Activity-based Financing’ นั่นคือ ผู้ให้ทุนจะมอบเงินสนับสนุนผ่านการจ่ายเงินตามโครงการหรือกิจกรรม เช่น การสร้างโรงเรียน การสร้างห้องสมุด หรือการซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมให้สถานศึกษา 

อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติของโมเดลนี้ที่ออกแบบมาเพื่อวัดความสำเร็จจากการดำเนินกิจกรรมให้ครบตามแผน การติดตามผลของกิจกรรมที่ทำสำเร็จเหล่านั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอาจไม่เกิดขึ้น เพราะเครื่องมือวัดผลที่มีอยู่มักถูกออกแบบมาเพื่อติดตาม ‘สิ่งที่ทำ’ มากกว่า ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้รับประโยชน์’ อีกทั้งกว่าผลลัพธ์จะปรากฎอาจต้องรอผลหลังดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้นไประยะหนึ่ง 

เพราะเหตุนี้ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจึงเริ่มศึกษาและทดลองใช้ ‘นวัตกรรมการจ่ายเงินตามผลลัพธ์’ ที่เรียกว่า ‘Pay for Success’ ซึ่งเป็นกลไกที่มุ่งเน้นการตั้งเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมและระบุเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดเจน เช่น ถ้าต้องการให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โครงการต้องระบุเงื่อนไขด้วยว่าเด็กต้องผ่านเกณฑ์การศึกษาในระดับเท่าไหร่ หรือเรียนจบไปแล้วต้องมีงานทำ หรือได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น จากนั้นจึงนำตัวชี้วัดเหล่านี้มาเป็นผลลัพธ์ด้านการศึกษาที่ชัดเจน

กล่าวสรุปคือโครงการแบบดั้งเดิมเป็นการจ่ายเงินตามขอบเขตโครงการที่มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ให้สำเร็จ หรือวัดความสำเร็จจาก ‘ผลผลิต’ (Output) เช่น จำนวนโรงเรียนที่สร้างเสร็จ จำนวนคอมพิวเตอร์ที่แจกจ่าย หรือจำนวนครูที่ผ่านการอบรม ในขณะที่โครงการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ มุ่งเน้นการทำตามเป้าหมายหรือผลลัพธ์  (Outcome) ที่กำหนดไว้ให้สำเร็จ เช่น ไม่ใช่แค่ ‘เด็กได้เข้าอบรมกี่คน’ แต่ต้องวัดต่อไปว่า ‘เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริงหรือไม่’ หรือไม่ใช่แค่ ‘ครูผ่านการอบรมกี่คน’ แต่ต้องวัดว่า ‘ครูสอนได้มีประสิทธิภาพขึ้นจริงหรือไม่’ 

ความต่างนี้ทำให้ Pay for Success มีความยืดหยุ่นด้านวิธีการ เพราะไม่ได้บังคับว่าต้องทำกิจกรรมแบบไหน ขอเพียงให้ไปถึงเป้าหมายผลลัพธ์ที่ตกลงกันไว้ และจะมีการจ่ายเงินก็ต่อเมื่อผลลัพธ์นั้นได้รับการประเมินและยืนยันแล้วนั่นเอง

โมเดลที่เน้น ‘ความร่วมมือ’ ของหลายภาคส่วน

หัวใจของ Pay for Success ไม่ได้อยู่แค่ที่ “จ่ายเงินตามผลลัพธ์” แต่อยู่ที่การออกแบบโครงสร้างความร่วมมือระหว่าง 4 ภาคส่วน ได้แก่

  1. ผู้สนับสนุนเงินทุนรายแรก: เป็นผู้ลงทุนให้ก่อนเพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐหรือผู้จ่ายเงินปลายทางอนุมัติงบประมาณล่วงหน้า 
  1. ผู้ให้บริการโครงการ หรือผู้ดำเนินโครงการ: เป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการทางสังคมจริงในพื้นที่ ทำงานกับเด็ก ครู ผู้ปกครอง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
  1. ผู้ประเมินภายนอก: ทำหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันผลลัพธ์อย่างเป็นกลาง การมีผู้ประเมินอิสระเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลระหว่างผู้ดำเนินโครงการกับผู้จ่ายเงิน การมีบุคคลที่สามอย่างมหาวิทยาลัยหรือองค์กรอิสระเข้ามาเป็นกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในตัวเลขผลลัพธ์ร่วมกันได้
  1. ผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์: ผู้ที่จ่ายเงินคืนต่อเมื่อผลลัพธ์บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

กระบวนการของโมเดล Pay for Success คือผู้สนับสนุนจะให้เงินทุนแก่ผู้ดำเนินโครงการนำไปจัดทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ โดยต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน ถ้าผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์จึงจะสนับสนุนเงินทุนกลับคืนมาให้กับผู้สนับสนุนเงินทุนรายแรก โดยจะมีองค์กรภายนอก (Third Party) เช่น มหาวิทยาลัยหรือองค์กรอิสระ เป็นผู้ติดตามข้อมูลและเป็นผู้ประเมินโครงการนั้นๆ 

ในกรณีที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นตามที่กำหนดไว้ ผู้สนับสนุนเงินทุนจะได้เงินคืนกลับมาเต็มจำนวน แต่ถ้าผลลัพธ์ลดลง เงินที่ได้คืนก็อาจลดลงตามไปด้วย Pay for Success จึงเป็นโมเดลที่ทำให้เห็นความโปร่งใส การติดตาม และตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของ Pay for Success คือการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน สำหรับโครงการแบบดั้งเดิมอาจมีเพียงผู้ให้ทุนและผู้ดำเนินโครงการเพียงสองภาคส่วนเท่านั้น แต่สำหรับโมเดลนี้ หลายภาคส่วนจะต้องเป็นพันธมิตรกัน โดยแต่ละภาคส่วนก็จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันด้วย ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องหาเป้าหมายและจุดร่วมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นร่วมกันให้ได้

โมเดลระดับโลกที่ ‘สร้างสรรค์สิ่งดีๆ’ ให้เกิดขึ้นจริง 

โมเดล Pay for Success ที่ประเทศไทยกำลังศึกษาและทดลองใช้อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ในระดับโลก แต่มีจุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปี 2553 เรือนจำเอกชนในเมืองปีเตอร์สโบโร (Peterborough) สหราชอาณาจักร ได้ริเริ่มโครงการนำร่องที่ใช้รูปแบบการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ผ่าน ‘พันธบัตรเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม’ (Social Impact Bond: SIB) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักลงทุนภาคเอกชน รัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหากำไร

เงินทุนนี้ถูกนำไปใช้ในแนวทางการช่วยเหลือที่ชื่อ ‘The One Service’ ซึ่งมีเป้าหมายลดอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังโทษระยะสั้นในเมืองปีเตอร์สโบโร สิ่งที่ทำให้ The One Service ต่างจากการช่วยเหลือนักโทษแบบเดิมคือการเริ่มต้นทำงานกับผู้ต้องขังตั้งแต่ก่อนพ้นโทษ โดยจัดให้พบเจ้าหน้าที่ประจำเคส (caseworker) เพื่อประเมินความต้องการและวางแผนการใช้ชีวิตหลังพ้นโทษล่วงหน้า ก่อนจะสานต่อการดูแลในชุมชนนานสูงสุด 12 เดือนหลังปล่อยตัว โดยเปิดให้เข้าร่วมตามความสมัครใจ

จุดที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดครั้งแรก และการถูกคุมขังในอดีตก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งพฤติกรรมได้ คนกลุ่มนี้จำนวนมากมีปัญหาสุขภาพจิตและการติดสารเสพติดร่วมด้วย รวมถึงปัญหาที่อยู่อาศัย หนี้สิน และขาดทักษะที่จำเป็นต่อการหางานทำ The One Service จึงออกแบบการช่วยเหลือแบบองค์รวมที่ปรับตามความต้องการเฉพาะของแต่ละคน ไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปเดียวที่ใช้กับทุกคน และดำเนินการผ่านการประสานงานกับตำรวจ หน่วยคุมประพฤติ เรือนจำ และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ในโครงการนี้ นักลงทุนภาคเอกช เป็นผู้ให้เงินทุนตั้งต้นเพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยแลกกับโอกาสได้รับผลตอบแทนทางการเงินหากโครงการประสบความสำเร็จ ซึ่งต่างจากการบริจาคเพื่อการกุศลทั่วไปที่ไม่มีผลตอบแทนกลับมา

ส่วนภาครัฐ ในฐานะกระทรวงยุติธรรมสหราชอาณาจักร ได้ประโยชน์ตรงที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินไว้ตั้งแต่ต้น หากโครงการไม่บรรลุเป้าหมาย ภาครัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน แต่หากโครงการสำเร็จ ภาครัฐก็ได้ประโยชน์จากการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งหมายถึงงบประมาณด้านกระบวนการยุติธรรมและสวัสดิการสังคมที่ประหยัดได้ในระยะยาว

และองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการในพื้นที่จริง ได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งทุนที่ยืดหยุ่นกว่าโครงการแบบเดิม เพราะไม่ถูกบังคับให้ทำกิจกรรมตามแผนตายตัว แต่สามารถปรับวิธีการทำงานให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายได้ ตราบใดที่ยังมุ่งไปสู่เป้าหมายผลลัพธ์ที่ตกลงกันไว้

ความร่วมมือแบบนี้เองที่ทำให้ Peterborough กลายเป็นต้นแบบสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าแต่ละภาคส่วนสามารถหาจุดร่วมที่ทำให้ทุกฝ่าย ‘ได้ประโยชน์’ จากความสำเร็จเดียวกันได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต่างจากโครงการบริจาคหรือโครงการรับทุนแบบเดิมที่มักมีเพียงผู้ให้และผู้รับสองฝ่าย

ผลลัพธ์ที่ออกมาคือโครงการสามารถลดอัตราการกระทำผิดซ้ำได้ราว 9% ซึ่งเกินเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งไว้ที่ 7.5% และนี่คือจุดที่ทำให้ทั่วโลกเริ่มมองเห็นศักยภาพของกลไกนี้ จนขยายผลไปสู่การใช้งานในวงกว้าง ปัจจุบันสถาบันวิจัย Brookings ได้รวบรวมข้อมูลพบว่ามีโครงการลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วกว่า 259 โครงการ ใน 40 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 523 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พันธบัตรเพื่อผลลัพธ์ทางสังคมในเมืองปีเตอร์สโบโรจึงเป็นเหมือนหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกๆ ที่ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญของแนวคิดนี้ ว่าการช่วยเหลือที่ตรงจุดและต่อเนื่อง มักได้ผลดีกว่าการช่วยเหลือแบบเดียวที่ใช้กับทุกคน และเมื่อผลลัพธ์คือสิ่งที่ผูกกับเงินทุนโดยตรง ผู้ดำเนินโครงการก็มีแรงจูงใจที่จะออกแบบวิธีการที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายจริงๆ มากกว่าทำตามแผนกิจกรรมที่ตั้งไว้ตายตัว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆ ที่นำโมเดลการจ่ายเงินตามผลลัพธ์มาใช้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างน่าสนใจ เช่น

1. Teens and Toddlers ในสหราชอาณาจักรที่เริ่มต้นปี 2554 คือหนึ่งในโครงการแรกๆ ของโลกที่เกิดขึ้นภายใต้กองทุน DWP Innovation Fund ซึ่งเป็นกองทุนของกระทรวงแรงงานและบำนาญสหราชอาณาจักร 

โครงการนี้มีเป้าหมายแก้ปัญหาเด็กวัยรุ่นอายุ 14-15 ปีที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเยาวชนเหล่านี้จะได้รับประสบการณ์การทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กเล็กที่ด้อยโอกาส ควบคู่กับการเข้ารับการติววิชาพื้นฐาน รวมถึงการให้คำปรึกษาและแนะนำด้านอาชีพ ทำให้วัยรุ่นกลุ่มนี้มีอัตราการเข้าเรียนสูงขึ้น สอบผ่านตามเกณฑ์ และปรับพฤติกรรมได้สำเร็จ 

โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนสามารถคืนทุนให้นักลงทุนได้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อภาครัฐไม่ต้องเสียงบประมาณสวัสดิการสังคมหรือสาธารณสุขไปกับการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบในระยะยาว รัฐจึงสามารถนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายคืนนักลงทุนได้อย่างครบถ้วน

2. Utah High Quality Preschool Program ในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นปี 2556 คือโครงการพันธบัตรเพื่อผลลัพธ์ทางสังคมระยะเวลา 5 ปี (2556-2561) ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นจากนักลงทุน Goldman Sachs วาณิชธนกิจ (investment bank) ระดับโลกและ J.B. Pritzker จากตระกูลเจ้าของธุรกิจโรงแรม โดยมีเป้าหมายคือขยายโอกาสทางการศึกษาก่อนวัยเรียนสำหรับเด็กอายุ 3 และ 4 ปีจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 

ผลลัพธ์คือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ปฐมวัยช่วยลดจำนวนเด็กที่ต้องเข้ารับการศึกษาพิเศษในระดับชั้นประถมศึกษาลงได้อย่างมาก เมื่อเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในชั้นเรียนปกติได้ ภาครัฐจึงสามารถประหยัดงบประมาณก้อนใหญ่ที่ต้องใช้จัดการศึกษาพิเศษในระยะยาว และนำงบส่วนที่ประหยัดได้นั้นมาจ่ายคืนเป็นเงินต้นพร้อมผลตอบแทนให้กับนักลงทุน 

3. Educate Girls ในอินเดียเริ่มต้นปี 2558 เป็นโครงการพันธบัตรผลกระทบเพื่อการพัฒนา (Development Impact Bond: DIB) ด้านการศึกษาที่ขับเคลื่อนในพื้นที่ชนบทอย่างรัฐราชสถาน (Rajasthan) ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีอัตราการรู้หนังสือของผู้หญิงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมาก

โดยใช้เงินทุนล่วงหน้าจากเอกชนเพื่อส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้กลับเข้าห้องเรียน รวมถึงยกระดับทักษะการอ่านออกเขียนได้และทักษะทางคณิตศาสตร์ โครงการนี้ไม่ได้วัดความสำเร็จแค่จำนวนเด็กที่ลงทะเบียนเรียน แต่วัดจาก ‘ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา’ ที่พัฒนาขึ้นจริงเมื่อผ่านการประเมิน 

ผลลัพธ์ที่ได้คือองค์กรสามารถดึงเด็กผู้หญิงกลับเข้าโรงเรียนและพัฒนาการเรียนรู้ได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้นักลงทุนได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทน และพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกทางการเงินระดับโลกก็สามารถลงลึกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับรากหญ้าได้

โมเดลที่พร้อม ‘ยกระดับทุนมนุษย์’ ให้ประเทศไทย

จากตัวอย่างการดำเนินงานของ Peterborough, Teens and Toddlers, Utah, Educate Girls ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์จากต่างประเทศว่ากลไก Pay for Success ใช้ได้จริงกับปัญหาสังคมหลากหลายรูปแบบ คำถามที่ตามมาคือ แล้วโมเดลนี้จะทำงานอย่างไรในบริบทประเทศไทย ที่มีทั้งจำนวนหน่วยงานท้องถิ่น ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความซับซ้อนทางสังคมที่ต่างออกไปจากกรณีศึกษาข้างต้น

คำตอบส่วนหนึ่งเริ่มปรากฏชัดขึ้นในงาน ‘การเงินเพื่ออนาคต ยกระดับทุนมนุษย์: โอกาสและประสบการณ์ในไทยและต่างประเทศ’ ที่จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมทั้งนักวิชาการ ผู้บริหารโครงการ และผู้สนับสนุนทุน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากการนำกลไกนี้มาใช้กับโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย ผ่านเวทีเสวนา ‘จากจุดเริ่มต้น…สู่ผู้รับผลประโยชน์: เส้นทางของคุณค่าและผลลัพธ์’

โครงการที่ถูกพูดถึงในเวทีนี้คือ ICAP หรือ โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย (Integrated Child-Centered Active Learning) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และหากมองผ่านแนวคิดของ Pay for Success ICAP คือหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า หลักการอย่างการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ ถูกแปลงมาเป็นการทำงานจริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายพันแห่งทั่วประเทศได้อย่างไร

อุไรลักษณ์ ลาภเบญจกุล ผู้บริหารโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย (ICAP) ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการนวัตกรรมการเงินแบบจ่ายเงินตามผลลัพธ์ว่ากลไกนี้เข้ามาช่วยทำให้การดำเนินงานเข้มข้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุไรลักษณ์อธิบายว่า ICAP คือโครงการที่ลงพื้นที่ไปพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 2-6 ปี ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางผ่านการเรียนรู้รูปแบบ Active Learning กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นให้ผู้เรียนที่เน้นการเล่นและการลงมือทำจริง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 20,000 กว่าแห่ง กล่าวคือเป็นโครงการที่พยายามทำให้ศูนย์เด็กเล็กต่างๆ ไม่เป็นเพียงแค่พื้นที่ ‘ฝากลูก’ แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างศักยภาพมนุษย์ ที่เปิดให้เด็กได้เล่น ได้คิด และได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ

ทาง ICAP จะดูแลและดำเนินกิจกรรมกับศูนย์พัฒนาเด็กที่อยู่ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีกทั้งยังเดินทางเข้าไปพัฒนาและพบปะคุณครูในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ต่างจากโครงการดั้งเดิมที่เน้นอบรมในห้องประชุม

ประเด็นที่ ICAP ให้ความสำคัญมีสองเรื่องหลักๆ ได้แก่

  1. การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก และเอื้อสำหรับคุณครูที่จะจัดการเรียนรู้ให้เด็ก ผ่านการออกแบบห้องเรียนให้ตรงกับผลลัพธ์ที่ต้องการ
  1. การออกแบบรูปแบบกิจกรรมใหม่ ช่วยให้ระบบที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีอยู่แล้วชัดเจนและง่ายมากขึ้น เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้คุณครูรับมือกับเด็กและจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับการวัดผลลัพธ์ของ ICAP มี 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่

1. คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual: DSPM) 

2. ทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Function): เป็นการประเมินการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่กำกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม  

3. ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณครู: ต้องประเมินว่าคุณครูมีวิธีคิด การรับมือ หรือเนื้อหาการเรียนการสอนที่มีการพัฒนาและทันยุคสมัยมากขึ้นหรือไม่

อุไรลักษณ์ยังเสริมว่า แต่เดิมโครงการ ICAP เน้นเรื่องการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงและเกิดคุณภาพจริงอยู่แล้ว แต่นวัตกรรม Pay for Success ช่วยกระตุ้นทั้งเจ้าของโครงการและผู้ดำเนินงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากทำไม่สำเร็จ ก็จะไม่ได้รับเงินกลับมา ทำให้เห็นว่าผลลัพธ์ของโครงการคือเงื่อนไขสำคัญในการผลักดันให้โครงการเหล่านี้สำเร็จได้จริง

ด้านวาทนันทน์ พีเทอร์สิค ผู้ร่วมสนับสนุนทุนโครงการ ICAP เห็นด้วยกับการนำนวัตกรรมการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ มาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานและการสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม คุณวาทนันทน์มองว่าองค์กรเดียวหรือภาคเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมไทยที่มีความหลากหลายและซับซ้อนได้ทั้งหมด โดยเน้นย้ำว่าภาคเอกชนซึ่งเป็นฝ่ายมีทรัพยากรมากมาย ควรเข้ามามีบทบาทในการช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ผ่านการใช้นวัตกรรมหรือวิธีที่มีประสิทธิภาพและวัดผลได้จริง

แน่นอนว่า Pay for Success ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกปัญหา ความซับซ้อนของการประสานงานหลายภาคส่วน ต้นทุนของการประเมินผล และระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าจะเห็นผล ล้วนเป็นโจทย์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคิดให้รอบคอบก่อนนำไปใช้ สำหรับการวัดผลลัพธ์ ICAP มี 3 ตัวชี้วัดและอย่างที่วาทนันทน์ตั้งข้อสังเกตไว้ ปัญหาสังคมไทยที่มีอยู่มากมายและซับซ้อนนั้น ไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งแก้ไขได้เพียงลำพัง ไม่ว่าจะใช้กลไกการเงินแบบใดก็ตาม

แต่สิ่งที่กรณีศึกษาทั้งจากต่างประเทศและในไทยชี้ให้เห็นตรงกันคือ เมื่อภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เลือกที่จะยึดโยงกันด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์ ความร่วมมือที่เคยเป็นเรื่องยากก็มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ Pay for Success เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มเข้ามาในกล่องเครื่องมือของการลงทุนเพื่อสังคม โดยเฉพาะโครงการที่มีความซับซ้อนสูง ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน 

ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้นของบทความนี้ นั่นคือ ‘เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นได้ผลจริง?’  Pay for Success อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของคำถามนี้ แต่คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้คำถามนี้มีทางเดินสู่คำตอบชัดเจนขึ้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำต่อไปอาจไม่ใช่การเลือกใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเป็นคำตอบสุดท้าย แต่คือการเรียนรู้ว่าโจทย์แบบไหนควรใช้เครื่องมือแบบไหน ระบบและกลไกงบประมาณของไทยพร้อมแค่ไหนที่จะปรับตัวให้รองรับทางเลือก เพื่อรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

อ้างอิง:

Educate Girls | https://www.educategirls.ngo/dib/

GOV.UK | https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a821f0040f0b62305b9298a/peterborough-social-impact-bond-background-information.pdf

Social Finance | https://www.socialfinance.org.uk/assets/documents/the-one-service-one-year-on.pdf

UNESCO | https://www.unesco.org/en/dtc-financing-toolkit/utah-high-quality-preschool-program-social-impact-bond

UNESCO | https://www.unesco.org/en/dtc-financing-toolkit/educate-girls-development-impact-bond-dib

Urban Institute | https://pfs.urban.org/pfs-project-fact-sheets/content/utah-high-quality-preschool-program.html


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

Outcome-Based Contract Pay for Success กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา การจัดหาเงินทุนตามผลลัพธ์ การลงทุนด้านการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โครงการด้านการศึกษา

Back To Top