เอไอ: เหตุใดออสเตรเลียเลือกใช้เวทียูเอ็น เปิดเผยเรื่องที่ถูก OpenAI แฮ็กเว็บรัฐบาล - BBC News ไทย

- Author, เคที วัตสัน
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศออสเตรเลีย
- Reporting from, นครซิดนีย์
Published เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
เวลาอ่าน: 5 นาที
ออสเตรเลียเปิดเผยเรื่องราวอันน่าตื่นตะลึงในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 ก.ย.)
เอเจนต์เอไอ (AI agent) ที่ฝืนคำสั่งได้เจาะเข้าไประบบของหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ในลักษณะนี้ โดยข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่ใช่ข้อมูลอ่อนไหวที่ถูกนำออกมาจากระบบเมดิแคร์ (Medicare) ซึ่งเป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของออสเตรเลีย
การรั่วไหลของข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. แต่โอเพนเอไอ (OpenAI) บอกว่าพวกเขาทราบเรื่องนี้ในเดือน ส.ค. และล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 10 ก.ย. จึงได้มีการแจ้งเตือนไปยังรัฐบาลออสเตรเลียผ่านการส่งอีเมลไปยังบัญชีอีเมลของนักวิจัยและนักวิชาการหลายคนเพื่อเตือนไปยังทางการให้ระวังช่องโหว่นี้
แม้จะน่ากังวล แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่ถือว่าเป็นประโยชน์กับออสเตรเลีย
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจระดับกลางซึ่งไม่ได้มีพื้นที่เทียบเท่ากับหลายชาติพันธมิตรที่ทรงอิทธิพล พวกเขาต้องการให้โลกมองเห็นว่าออสเตรเลียเองกำลังมีบทบาทโดดเด่นในประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของยุคสมัย นั่นคือการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว ออสเตรเลียได้บังคับใช้มาตรการจำกัดโซเชียลมีเดียที่เข้มงวดที่สุดในโลก, ประกาศมาตรการที่ทางการระบุว่าเป็นการควบคุมอัลกอริทึมที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก, เสนอแนวทางที่เป็นไปได้ในการกำหนดข้อจำกัดต่อแว่นตาอัจฉริยะ (smart glasses) ที่อ้างว่าเป็นนวัตกรรม "ชั้นนำของโลก" และตอนนี้ก็เป็นประเทศแรกที่เผชิญหน้ากับบริษัทเอไอต่าง ๆ ในเหตุการณ์ที่เอไอฝืนคำสั่งเข้าไปเจาะข้อมูลของรัฐ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่ามีรัฐบาลอื่น ๆ ด้วยที่เป็นเหยื่อของการกระทำของเอเจนต์เอไอที่ไม่ได้รับอนุญาต
อะลาสแตร์ แม็คกิบบอน อดีตที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับรัฐบาลออสเตรเลีย บอกกับบีบีซีว่า เขาได้ยินข้อมูลวงในว่ามีอีกหลายหน่วยงานที่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลในลักษณะคล้ายกันจากเอเจนต์ของโอเพนเอไอเมื่อไม่นานมานี้
"บางที่ก็เลือกจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งก็เป็นสิทธิของรัฐบาลแต่ละแห่งว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร" หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของไซเบอร์ซีเอ็กซ์ (CyberCX) กล่าว "รัฐบาล [ออสเตรเลีย] เลือกช่วงเวลาเปิดเผยเรื่องนี้ที่จะได้รับความสนใจจากสาธารณะมากที่สุด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พวกเขามักจะทำอยู่แล้ว"
แน่นอนว่าการเปิดเผยเรื่องข้อมูลหลุดเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสำหรับรัฐบาล เพราะจะทำให้ถูกวิจารณ์ได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่การที่ไม่มีข้อมูลอ่อนไหวรั่วไหลออกไปด้วย ทำให้ออสเตรเลียอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งกว่าในการใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้
"ไม่มีใครตายนี่" ไมเคิล โนเอเทล รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงจากเอไอ กล่าว "นี่เป็นอีกสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เหตุการณ์สูญเสียการควบคุมในลักษณะนี้ แม้ตอนนี้จะยังเป็นเรื่องเล็ก แต่คือสิ่งที่ซีอีโอบริษัทต่าง ๆ กำลังกังวลว่ามันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต"
ทามา ลีเวอร์ ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาอินเทอร์เน็ตจากมหาวิทยาลัยเคอร์ตินในเมืองเพิร์ท มองว่า แม้ออสเตรเลียจะมีชื่อเสียงจากการยืนหยัดต่อกรกับบริษัทโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มาก่อนหน้านี้ แต่การสวมบทบาทเป็นผู้นำในประเด็นเอไอก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ออสเตรเลียใช้ในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
"เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะบอกสาเหตุได้ชัด ๆ แต่ดูเหมือนมีความเป็นไปได้สูงมากที่เรื่องนี้จะถูกวางแผนอย่างรอบคอบเอาไว้ก่อนแล้ว"

ที่มาของภาพ, PMO Australia
ข้อเท็จจริงที่ว่ามีผู้นำหลายชาติมารวมตัวกันในนครนิวยอร์กสัปดาห์นี้ อาจเป็นประโยชน์กับออสเตรเลียด้วย
นายกฯ อัลบาเนซีบอกว่าเขาได้หารือ "อย่างตรงไปตรงมา" กับแซม อัลต์แมน ซีอีโอของโอเพนเอไอ โดยเขาได้แสดง "ความกังวลอย่างยิ่ง" ของออสเตรเลียต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเขาบอกว่าอัลต์แมนยอมรับว่ามี "ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติ" ในโอเพนเอไอ
ผู้นำออสเตรเลียยังได้ถ่ายภาพเซลฟีร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์ และทั้งคู่อาจมีโอกาสได้หารือกันแบบตัวต่อตัวด้วย แต่ก็มีความเสี่ยงที่ออสเตรเลียจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งต้องการจะส่งเสริมเอไอ "ไม่ใช่ควบคุมมัน" ทั้งยังเคยเปลี่ยนชื่อมันใหม่เป็น "ซูเปอร์ อินเทลลิเจนซ์" (super intelligence) ซึ่งหมายถึงปัญญาชั้นยอด ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ อัลบาเนซีต้องตอบโต้คำวิจารณ์จากรัฐบาลทรัมป์ เกี่ยวกับข้อเสนอของรัฐบาลออสเตรเลียที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกไม่รับการคัดเลือกเนื้อหาด้วยอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการดังกล่าวเท่ากับเป็น "การเซ็นเซอร์การแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครอง"
กลับมาที่การจัดการภายในของออสเตรเลีย คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (eSafety commission) ของออสเตรเลีย กำลังเตรียมความพร้อมด้วยการรวบรวมทนายความเพื่อเตรียมรับมือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่คัดค้านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอาจไม่ชอบใจออสเตรเลียนัก แต่นโยบายที่กล้าหาญเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียและความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากชาวออสเตรเลียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ปกครอง
รัฐบาลกำลังใช้ประโยชน์จากการถูกเจาะระบบครั้งนี้ในการวางตัวเองเป็นผู้นำในประเด็นหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งยุค และพวกเขาก็ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์เลยสำหรับการใช้เหตุการณ์นี้เพื่อผลักดันวาระของประเทศให้กว้างขวางขึ้น
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังมีการประกาศถึงการเจาะระบบดังกล่าว อานิกา เวลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "นี่คือตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่ไร้การกำกับดูแล ซึ่งเห็นได้ชัดว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่รู้สึกว่าพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจ และเรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ที่นี่ในออสเตรเลีย"


