Cover Image

Omakase สู่ Yakizakana ปิ้งย่างเนื้อปลาเฉพาะทาง ทำไมถึงเป็นเทรนด์ไฟน์ไดนิ่งแบบใหม่ที่คนเมืองหลงรัก

เมื่อพูดถึง “ปลาย่าง” หลายคนอาจนึกถึงอาหารมื้อบ้านๆ ธรรมดาๆ แต่ในโลกของไฟน์ไดนิ่งยุคใหม่ ศิลปะการย่างปลาแบบ "YAKIZAKANA" ยากิซากานะ ที่มาจากคำว่า YAKI = ย่าง, ZAKANA = ปลา กำลังถูกยกระดับจากการเป็นเมนูเคียงในมื้ออาหาร ให้กลายมาเป็นตัวเอกบนโต๊ะไฟน์ไดนิ่งที่สร้างความตื่นเต้นใหม่ให้กับวงการอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ จากวิถีชีวิตโบราณสู่ศาสตร์แห่งการย่างปลาขั้นสูง โดยในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ศิลปะการย่างปลามีรากฐานลึกซึ้งย้อนกลับไปหลายร้อยปี ตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งในยุคนั้นมีข้อบังคับทางศาสนาพุทธที่ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์สี่ขา "ปลาและอาหารทะเล" จึงกลายเป็นแหล่งโปรตีนหลักของชาวญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภูมิปัญญาในการดึงรสชาติปลาออกมาให้ดีที่สุด จึงถูกพัฒนาผ่านการใช้ "เตาถ่านไม้ไผ่" และเทคนิค "Shioyaki" (การโรยเกลือย่าง) ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำขั้นสูงในการควบคุมอุณหภูมิและการจัดระยะห่างระหว่างถ่านกับเนื้อปลา เพื่อให้ความร้อนค่อยๆ ดันน้ำมันในตัวปลาออกมาเคลือบผิวให้กรอบหอม โดยที่เนื้อด้านในยังนุ่มฉ่ำ รสชาติหวานตามธรรมชาติของปลาถูกกักเก็บไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทำไมเทรนด์ Yakizakana ถึงมาแรง และคนกิน Omakase ถึงเริ่มปันใจ

พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะสายกินในเมืองใหญ่ เริ่มเกิดภาวะ "Omakase Fatigue" หรือความซ้ำจำเจจากคอร์สโอมากาเสะรูปแบบเดิมๆ ที่เน้นข้าวปั้น และปลาสดดิบ ประกอบกับกระแส Wellness ที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเลือกอาหารที่โปรตีนสูง ย่อยง่าย และเต็มไปด้วยไขมันดีอย่างโอเมก้า3 จากปลาทะเลลึก จึงตอบโจทย์ได้ดีกว่าปิ้งย่างเนื้อวัวหรือหมู หรือที่เรียกกันว่า Yakiniku

นอกจากนี้ อรรถรสของการทาน Yakizakana ยังให้มิติที่ต่างออกไป โดยการนำวัตถุดิบระดับ "ซาชิมิเกรด" มาใช้เทคนิคไฟ "Aburi" แบบ Medium Rare เบิร์นเฉพาะผิวสัมผัสด้านนอกเพื่อสร้างกลิ่นหอม Smoky ในขณะที่เนื้อด้านในยังฉ่ำหวาน เสิร์ฟในรูปแบบพอดีคำ ทำให้ได้สัมผัสรสชาติปลาแต่ละชนิดอย่างประณีตโดยไม่หนักท้องจนเกินไป ได้ทั้งความพรีเมียมและความผ่อนคลายในมื้อเดียว

สำรวจฉากทัศน์ร้านปลาย่างในไทยจาก Robatayaki สู่ Modern Yakizakana

หากสังเกตร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางในไทยช่วงที่ผ่านมา เราจะเริ่มเห็นวิวัฒนาการของการย่างปลาที่หลากหลายขึ้น ภาพที่คุ้นตาหลายคนคือสไตล์ "โรบาตายากิ" หรือเตาถ่านวงใหญ่ที่มีกระบะทรายตรงกลาง เชฟจะนำปลาทั้งตัวไปเสียบไม้แล้วปักล้อมรอบกองไฟ ปล่อยให้ความร้อนค่อยๆ ระอุจนปลาสุกกรอบทั้งตัว ซึ่งให้ฟีลลิ่งแบบรัสติก ดิบเท่ และดูตื่นตาตื่นใจ

ในขณะเดียวกัน เทรนด์ไฟน์ไดนิ่งก็เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความเป็นส่วนตัวและประณีตมากขึ้น นำมาสู่สไตล์ Modern Tabletop Yakizakana ที่เปลี่ยนจากการย่างปลาทั้งตัวรอบกองไฟใหญ่ มาเป็นการใช้เตาย่างขนาดย่อมที่โต๊ะอาหาร ควบคุมความร้อนอย่างแม่นยำ และหั่นปลาเสิร์ฟเป็นชิ้นพอดีคำ

ซึ่งร้าน KAYAKI (คายากิ) ถือเป็นผู้บุกเบิกวัฒนธรรมปิ้งย่างเนื้อปลาเฉพาะทางบนโต๊ะอาหารแบบโมเดิร์นในไทยเป็นเจ้าแรกๆ โดยเน้นการดึงรสสัมผัสแบบ Medium Rare ที่แตกต่างจากการย่างสุกทั้งตัวแบบโรบาตายากิ

รีวิวประสบการณ์ Yakizakana แบบพอดีคำที่ KAYAKI

สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสเทรนด์นี้ ปัจจุบัน KAYAKI ได้มีการนำเสนอเซ็ตเมนู “Toyosu” (6 เมนู ราคา 1,390 บาท) ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจากตลาดปลาชื่อดังของญี่ปุ่นมาร้อยเรียงเป็นคอร์ส 6 คำที่น่าสนใจ ไฮไลต์ของเซ็ตนี้คือการใช้วัตถุดิบแปลกใหม่มาดึงรสชาติด้วยไฟอ่อนๆ 

เริ่มตั้งแต่การเปิดต่อมรับรสด้วย Oyster หรืออัปเกรดเป็น Live Hokkigai หอยนางรมญี่ปุ่นที่ย่างไฟเบาๆ ให้มีกลิ่น Smoky ทานคู่กับซอสพอนสึ ไล่ระดับไปสู่ชูโทโร่แทรกต้นหอม หรือ Chutoro Leek และเบรกความเข้มข้นด้วย Sawara หรือปลาอินทรีญี่ปุ่นเนื้อขาวรสละมุนกินคู่กับหัวไชเท้า ขิง และโชยุ

อีกหนึ่งคำที่น่าสนใจคือ Abura Bouzu ปลาน้ำลึกหายากที่มีไขมันดีสูงจนได้รับฉายาว่า “White Otoro” ให้เทกซ์เจอร์ละลายในปาก ตามด้วยกุ้งแดงอาร์เจนตินา และปิดท้ายด้วย Otoro Suki ท้องปลาทูน่าย่างทานคู่กับไข่ดิบและซอสสุกี้ ซึ่งการเสิร์ฟทีละคำลักษณะนี้ช่วยให้ผู้ทานได้สนุกกับรสสัมผัสที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คล้ายการทานโอมากาเสะ แต่มีกิมมิกของการย่างไฟเข้ามาเพิ่มอรรถรส

ซึ่งใครอ่านแล้วน้ำลายสอ อยากเปิดประสบการณ์แบบ Modern Yakizakana ก็สามารถแวะไปได้ที่ร้าน KAYAKI สาขาใหม่ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ได้ ซึ่งมาในสไตล์ Japanese Contemporary มีเตาย่างส่วนตัว และปรับโซนที่นั่งให้เหมาะกับทั้งคู่รักและครอบครัว 

การเติบโตของเทรนด์ Yakizakana สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Hyper-Specialization หรือ "ร้านเฉพาะทางขั้นสุด" ผู้บริโภคไม่ได้มองหาร้านที่ขายทุกอย่าง แต่มองหาร้านที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ นอกจากนี้ยังสะท้อนเทรนด์ Casual Fine Dining ที่คนเมืองต้องการอาหารที่มีเรื่องราว มีเทคนิคที่น่าสนใจ แต่ต้องอยู่ในบรรยากาศที่เข้าถึงง่าย ไม่เกร็ง และสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

Back To Top