Cover Image

'บอย-วุฒิชัย' เด็กขนผ้าผู้หมดไฟกับการทำโรงงาน OEM หันมาปั้นแบรนด์ 'Mynds' เสื้อของคนขี้ร้อน กับเป้าหมายพันล้านใน 5 ปี

สำหรับ บอย-วุฒิชัย ประเสริฐเกื้อกิจ การก่อตั้ง Mynds ไม่ได้เริ่มจากความฝันอยากมีแบรนด์แฟชั่นของตัวเอง แต่เกิดจากสองแรงผลักสำคัญพร้อมกัน หนึ่งคือความสำเร็จในการพาโรงงาน OEM ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และอีกหนึ่งคือความกังวลว่า หากยังพึ่งพารายได้จากการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งธุรกิจอาจเดินมาถึงทางตัน

จากคนขายเสื้อที่โดนก็อป สู่เจ้าของโรงงาน OEM

ก่อนจะมีโรงงาน ก่อนจะมีแบรนด์ Mynds 'บอย’ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ไม่ต่างอะไรกับรถไฟเหาะให้ฟังว่า เขาไม่ได้เริ่มต้นจากครอบครัวนักธุรกิจ หรือมีต้นทุนที่ดีกว่าใครหลายคน เขาเรียนจบคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่หนึ่งในสิ่งที่เขาไม่อยากเป็นเลยก็คือ มนุษย์เงินเดือน ในหัวเขามีแต่การเป็น เจ้าของธุรกิจ

“ผมเคยทำมาหลายอย่าง เป็นนักดนตรี เป็นวินมอเตอร์ไซค์ คนขายหมูปิ้งไปจนถึงเป็นเด็กแบกผ้าที่สำเพ็ง”

บอย เล่าต่อว่า สาเหตุที่เขาไปเป็นเด็กแบกผ้า ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ตอนนั้นเขาอยากเรียนรู้ว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำงานอย่างไร และโรงงานไหนมีคุณภาพดี ทำแบบนั้นอยู่ประมาณครึ่งปี จากนั้นก็เปิดร้านขายเสื้อที่จตุจักร ซึ่งขายดีมาก แต่ไม่นานคู่แข่งก็ก็อปสินค้า และตัดราคาจนกำไรแทบหายไป

"จากราคาที่เราขายได้ 400 บาท มันเหลือแค่ตัวละร้อยกว่าบาท มันก็ขาดทุนอยู่แล้ว”

แต่เป็นคนอื่นอาจจะโกรธ แต่สำหรับบอยเขามองเห็น โอกาส 

“คนที่ก๊อปเรา เขาก็มี Pain ของเขา เขาหาโรงงานไม่ได้ ผมเลยเสนอตัวตัดเย็บให้ นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นของโรงงาน OEM”

357400_0.jpg

เพราะหมดไฟ และต้องเอาตัวรอด จึงเกิด Mynds

จากคู่แข่ง กลายเป็นลูกค้าจนถึงปัจจุบันนี้ จากพนักงานหลักหน่วย เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมีพนักงานกว่า 150 คน และภายในเวลา 10 ปี บอยสามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าไว้ หัวใจสำคัญที่ทำให้โรงงานเติบโตมาโดยตลอดคือ ไม่ใช่การรับงานทุกประเภท แต่เป็นการรู้ว่าตัวเองเหมาะกับใคร

บอย เลือกโฟกัสเฉพาะ Local Brand ไม่รับงานที่ต้องแข่งขันด้านราคาจนไม่เหลือกำไร และไม่รับงานที่คุณภาพของโรงงานยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นชื่อเสียงของโรงงานคือ ไม่ส่งงานช้า เพราะในอุตสาหกรรมที่ปัญหาส่งงานไม่ทันเป็นเรื่องปกติ แต่บอกมองว่าเรื่องนี้สามารถเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าหลายแบรนด์ ตั้งแต่ยอดขายหลักร้อยชิ้นไปจนถึงหลักแสนชิ้นต่อเดือน

แม้ว่าบริษัทจะเติบโตมาโดบตลอด แต่สิ่งที่บอยเริ่มสังเกตเห็นก็คือ เพื่อนร่วมทางทยอยหายไป จากวันที่รอบตัวมีโรงงาน 40 แห่ง วันนี้เหลือ 4 แห่ง เพราะโรงงานจีนสามารถส่งสินค้าเข้าไทยได้ในต้นทุนเพียงประมาณ 65 บาท แต่ต้นทุนเราอยู่ที่ 115 บาท ถ้ายังอยู่แบบนี้ รอวันปิดตัวแน่นอน

"เรากำลังแข่งกับคนที่เก่งที่สุด ขยันที่สุด และมีวัตถุดิบที่ถูกที่สุด เขาผลิตสินค้าแล้วส่งให้ภายใน 24 ชั่วโมง ผมจะเอาอะไรไปสู้ ถ้าแข่งราคาไม่เกิน 3 ปีผมก็ตาย"

จุดนี้เองทำให้เขาเริ่มคิดถึงอนาคตของธุรกิจ OEM อย่างจริงจัง เพราะแม้รายได้ยังดี แต่เขาเชื่อว่าหากยังเดินต่อในเส้นทางเดิม วันหนึ่งก็อาจถูกการแข่งขันด้านต้นทุนกลืนหายไปทั้งหมด ประกอบกับ ภาวะหมดไฟ หลังจากที่เขาทำเป้าหมาย ร้อยล้าน ที่เคยวางไว้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะต้อง มีแบรนด์ของตัวเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Mynds

805763380_4573009669590669_3121621015855441066_n.png.jpeg

เจ้าของโรงงานกับเจ้าของแบรนด์คือคนละเกม

หลังจากมีความคิดจะสร้างแบรนด์ของตัวเอง เขาก็เริ่มจากปัญหาที่เขามักเจอเวลาใส่เสื้อก็คือ ความร้อนสะสม ต้องรีด และผ้าหดหลังซัก นั่นทำให้เขาพัฒนาเส้นด้ายที่เย็นตลอดเวลา โดยฝังคุณสมบัตินี้ไว้ในเนื้อเส้นใยแทนการเคลือบสารแบบที่แบรนด์อื่นทำ และปรับแก้รูปแบบ เสื้อไม่ต่ำกว่า 40 ครั้งเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้จริง 

บอย เล่าว่า ความจริงแล้ว Mynds ไม่ใช่แบรนด์แรก เขาเคยพยายามสร้างแบรนด์มาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในเวลานั้นเขาไม่มีความรู้เรื่องการตลาดหรือการสร้างแบรนด์เลย จนกระทั่งสองปีที่ผ่านมา เขาเริ่มกลับไปเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่การเป็นแอดมินเพจ การยิงโฆษณาออนไลน์ การจัดการอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงการตลาดและ Branding อย่างจริงจัง เพราะต้องยอมรับว่า การเป็นเจ้าของโรงงานกับการเป็นเจ้าของแบรนด์คือคนละเกม เพราะการทำโรงงานคือการแก้ปัญหาให้ลูกค้า ขณะที่การทำแบรนด์คือการทำให้ผู้บริโภคเลือกเราเหนือคนอื่น

“ผมโตมากับการเป็นเถ้าแก่โรงงาน แต่พอทำแบรนด์ ผมต้องกลับไปเป็นนักเรียนใหม่อีกครั้ง”

จากคนที่เคยแก้ปัญหาเรื่องการผลิต เขาต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องผู้บริโภค เรื่องการสื่อสาร และเรื่องการสร้างความเชื่อในแบรนด์ตั้งแต่ศูนย์

ไม่ได้แพ้เพราะสินค้า แต่แพ้เพราะลูกค้าจำไม่ได้

แต่ด้วยความเชื่อว่าตัวเองมีต้นทุนหลายอย่างที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มี ทั้งโรงงานผลิต ทีมงาน ประสบการณ์ในอุตสาหกรรม และความเข้าใจเรื่องเสื้อผ้า เขาจึงเริ่มจ้างทีมการตลาด จ้าง Agency เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ ลงทุนกับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อย่างจริงจัง ทุกอย่างดูพร้อมสำหรับการเติบโต

แต่แทนที่จะเติบโต Mynds กลับเผชิญภาวะ ขาดทุนสะสมกว่า 4 ล้านบาท ทั้งที่มีสินค้า มีการตลาด และมีทีมงานครบถ้วน ยิ่งลงทุนมากขึ้น ปัญหากลับยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแบรนด์กำลังพยายามเป็นหลายอย่างพร้อมกัน แต่ไม่มีอะไรชัดเจนพอให้ผู้บริโภคจดจำ

“วันนี้สื่อสารเรื่องแฟชั่น พรุ่งนี้พูดเรื่องคุณภาพผ้า อีกวันเล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ ตอนนั้นเราทำทุกอย่าง แต่ไม่มีใครตอบได้ว่า Mynds คืออะไร เรามีภาพที่ดูดีมาก แต่ขายไม่ได้"

เมื่อมองย้อนกลับไป บอยพบว่า ความผิดพลาดสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องสินค้า ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ และไม่ใช่เรื่องทีมงาน แต่เป็นเพราะแบรนด์ยังตอบคำถามพื้นฐานที่สุดไม่ได้ว่า “ลูกค้าควรจำเราเรื่องอะไร”

"เราไม่ได้แพ้เพราะสินค้าไม่ดี แต่แพ้เพราะลูกค้าไม่รู้ว่าควรจำเราเรื่องอะไร"
802940257_906308958942317_2067508126460900307_n.png.jpeg

เลิกหา Target แล้วเริ่มหา Community

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เขาไปนั่งสังเกตลูกค้าหน้าร้านด้วยตัวเอง พยายามดูว่าลูกค้าหยิบสินค้าอะไร ถามคำถามอะไร และตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลใด เขาพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสินค้าเพราะรู้จัก Mynds แต่ซื้อเพราะเข้าใจคุณสมบัติของสินค้า พวกเขาพูดถึงความเย็น ความเบา ความสบาย และการใส่แล้วไม่อึดอัด มากกว่าพูดถึงชื่อแบรนด์หรือดีไซน์วันหนึ่งระหว่างพูดคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติ เขาอธิบายสินค้าของตัวเองด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า "Engineer for Thai Heat"

จากประโยคที่เขาใช้อธิบายคุณสมบัติให้ลูกค้า แต่กลับกลายเป็นประโยคที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นตัวตนของแบรนด์ชัดขึ้นกว่าที่เคย สิ่งที่ค้นพบในวันนั้นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่ หรือจริง ๆ แล้วลูกค้าไม่ได้กำลังซื้อเสื้อผ้า แต่กำลังซื้อทางออกของปัญหาบางอย่างในชีวิตประจำวัน

หลังจากนั้น Mynds เริ่มกลับมาทบทวนทุกอย่างใหม่ แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามอายุ รายได้ หรืออาชีพ พวกเขาเริ่มมองหาคนที่มีปัญหาร่วมกัน คำตอบที่ได้คือ “คนขี้ร้อน”

"ประเทศไทยมีคนหลายแบบ แต่คนขี้ร้อนมีอยู่ทุกกลุ่ม"

เพราะในนิยามของบอย ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ก็ขี้ร้อนได้ทั้งนั้น มันคือ Community ที่ใหญ่กว่าการนิยามด้วยประชากรศาสตร์ และเป็นพื้นที่ทางความคิดที่ยังไม่มีใครไปปักธงไว้ก่อน มันคือ สังเวียนใหม่ที่เขานิยามขึ้นเอง

การค้นพบครั้งนี้ทำให้ Mynds เริ่มมีทิศทาง และเมื่อทุกคนในองค์กรเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน การตัดสินใจทุกอย่างก็ง่ายขึ้น สินค้าชัดขึ้น การสื่อสารชัดขึ้น และลูกค้าก็เริ่มเข้าใจแบรนด์มากขึ้นตามไปด้วย คือการสร้างเสื้อผ้าสำหรับสภาพอากาศร้อน 

814471118_1123167750387072_6727492158600006032_n.png.jpeg

จากขาดทุน สู่รายได้ 50 ล้านในครึ่งปี

แม้ Mynds จะเริ่มมองเห็นตัวตนของตัวเองชัดขึ้น แต่ปัญหาของธุรกิจในเวลานั้นยังไม่ได้หายไป เพราะเงินลงทุนก้อนแรกที่เตรียมไว้ก็กำลังจะหมดลงเช่นกัน จากเงินทุนประมาณ 5 ล้านบาทที่ใช้สร้างแบรนด์มาตลอดหลายเดือน เหลืออยู่ในบัญชีเพียงราว 1 ล้านบาทเท่านั้น

"ตอนนั้นเราไม่ได้ต้องการความเชื่อ เราต้องการเงิน หาเงินให้รอดก่อน แล้วค่อยสร้างความเชื่อทีหลัง" 

นั่นทำให้เขาเลือกตัดทุกอย่างที่ไม่สร้างรายได้ออกไปก่อน เขาเชื่อว่าต่อให้แบรนด์มีเรื่องราวดีแค่ไหน หากไม่มีเงินสดเพียงพอ ธุรกิจก็ไม่มีโอกาสไปถึงวันที่ผู้บริโภคจะเชื่อ ในปีแรกของ Mynds จึงใช้งบประมาณไปกับ Marketing ถึง 70% ขณะที่ Branding ได้รับงบเพียง 30% เพื่อทำให้ตัวเลขในบัญชีกลับมาเป็นบวกให้ได้ 

จากเดิมที่ขาดทุนสะสมกว่า 4 ล้านบาท ในที่สุด Mynds ก็สามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ราว 100,000 บาท แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่มากนัก แต่สำหรับทีมงานในเวลานั้น มันคือสัญญาณสำคัญที่ยืนยันว่าทิศทางใหม่เริ่มได้ผลแล้ว

เมื่อเห็นว่ากลยุทธ์เริ่มทำงาน บอยจึงตัดสินใจเร่งเครื่องเต็มตัว โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่เขาเชื่อว่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะต่อไป ยอดขายออนไลน์ที่เคยอยู่เพียงประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน เริ่มขยับขึ้นเป็นหลักล้าน และเติบโตต่อเนื่องจนสามารถสร้างรายได้ระดับ 50 ล้านบาทภายในเวลาเพียงครึ่งปี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Mynds ก้าวพ้นจากช่วงเวลาที่ยากที่สุดของแบรนด์มาได้

793244974_1386972990058762_7558506025092021913_n.png.jpeg

ดึง 'โอม ค็อกเทล' นั่ง CMO

แม้จะเป็นคนวางแกนความคิดทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่บอยกลับพูดตรง ๆ ว่าเขาไม่ใช่นักการตลาดที่ดี เขาเป็นแค่คนที่เห็นโอกาสแล้ววิ่งเข้าหา ส่วนนักการตลาดที่ดีต้องสร้างทั้งยอดขายและความเชื่อไปพร้อมกัน สิ่งที่เขารักและอยู่กับมันได้ทุกวันโดยไม่มีวันเบื่อคือการพัฒนาโปรดักต์ ไม่ใช่การถือทั้ง Marketing, Branding และ Product พร้อมกันคนเดียว

นั่นคือเหตุผลที่ โอม ปัณฑพล หรือ โอม ค็อกเทล เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งสองรู้จักกันมานาน เคยให้คำปรึกษากันไปมาตลอด เพียงแต่ปีก่อนหน้าไม่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันจริงจัง เพราะโอมเดินสายทัวร์ทั่วประเทศเกือบทั้งปี จนมาถึงจุดที่บอยรู้ตัวเองว่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียวไม่ไหวแล้ว จึงชวนโอมเข้ามารับบทบาทวางกลยุทธ์การตลาดและแบรนด์ดิ้งให้ Mynds อย่างเป็นทางการ ขณะที่บอยถอยตัวเองกลับไปอยู่ในบทบาทที่ถนัดที่สุด

เบรกตัวเองในวันที่ตัวเลขกำลังพุ่งแรงที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากมองจากภายนอก นี่น่าเป็นจังหวะที่ Mynds เร่งเครื่องให้สุด ยอดขายกำลังโต แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก ช่องทางเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่บอยกลับเลือกเบรกการขยายสาขาป๊อปอัพทั้งหมดในปีหน้า

เขาขยายไปถึง 60 จุดอย่างรวดเร็วเพียงเพราะเห็นตัวเลขด้านบนสวยงาม โดยยังไม่ทันประเมินให้รอบด้านว่าไส้ในเป็นยังไง บอยยอมรับตรง ๆ ถึงจุดบอดที่เขาพลาดไป เพราะ ยิ่งขยายเร็ว ระบบหลังบ้านก็ยิ่งซับซ้อน บางสาขาสร้างยอดขายได้แต่กำไรไม่ได้ตามมา บางช่องทางช่วยสร้างการรับรู้แต่ต้นทุนกลับสูงเกินคุ้ม เขาใช้เวลาประมาณสี่เดือนหลังเริ่ม Scale เพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่ทั้งหมด และตัดสินใจ "Down" บางส่วนลงเพื่อกลับมาโฟกัสภาพใหญ่อีกครั้ง

แต่เขาไม่ได้มองว่านี่คือความผิดพลาดที่สูญเปล่า ตรงกันข้าม เขากลับมองว่านี่คือการเก็บ Data ราคาแพงที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน ทั้งเรื่องทำเลไหนขายดี ทำเลไหนไม่เหมาะ วันนี้เมื่อจะไปเปิดที่ห้างไหนต่อ เขาไม่ต้องเดินไปถามแบรนด์อื่นให้เสียเวลา เพราะมีข้อมูลของตัวเองอยู่แล้ว เขาลงทุนกับระบบ Tracking อย่างจริงจัง ให้ตัวเลขนำทางแทนสัญชาตญาณ ตั้งแต่วันแรกที่คิดพัฒนาโปรดักต์ตัวหนึ่ง เขาจะคิดไปถึงปลายทางแล้วว่าสินค้าชิ้นนั้นจะไป Turn ขายที่ไหน

802181768_3315145122206739_8258704686452896083_n.png.jpeg

คำว่าสมบูรณ์แบบไม่มีจริง ดังนั้นไม่มีอะไรที่ต้องกลับไปแก้

"คนไม่พลาดก็คือไม่ได้ทำอะไรเลย" บอยพูดถึงเส้นทางที่ผ่านมาโดย ไม่มีข้อไหนที่อยากย้อนกลับไปแก้ เขามองทุกความผิดพลาดเป็นบทเรียน และ อย่ารอความสมบูรณ์แบบ เพราะมันไม่มีอยู่จริง สิ่งที่ทำได้คือ เริ่มให้เร็ว ล้มให้เป็น และปล่อยให้ลูกค้าเป็นคนบอกเองว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แค่เป็นบางอย่างที่ชัดเจนให้กับคนกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีทิศทาง

บอยเองก็ยอมรับว่าวันหนึ่งผ้าที่เขาคิดค้น เทคนิคที่เขาพัฒนา หรือแม้แต่ราคาที่เขาตั้ง ล้วนถูกก็อปได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่เขาเชื่อว่าคู่แข่งจากจีนหรือที่ไหนก็ลอกไม่ได้คือ ความเชื่อที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์

แม้แบรนด์ Mynds จะเริ่มต้นมาได้ไม่นาน แต่ในปีนี้ บอยคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ถึง 167 ล้านบาท และปีหน้าวางเป้าไว้ที่ 220 ล้านบาท แต่เป้าหมายระยะยาว เขาต้องการพา Mynds ไปสู่แบรนด์ 'พันล้าน' ใน 5 ปี และกลายเป็นแบรนด์ที่คนเมืองร้อนทั่วโลกต้องนึกถึงให้ได้

Back To Top