Cover Image

Niu Lai หนังแอนิเมชันจีนทุนต่ำที่ถูกถล่มว่าห่วย กลับพลิกทำเงินทะลุ 161 ล้านบาท เมื่อคนแห่ดูเพื่อพิสูจน์ว่าจะแย่ได้แค่ไหน

ภาพยนตร์แอนิเมชันทุนต่ำของจีนเรื่อง Niu Lai ซึ่งแปลว่าวัวมาแล้ว กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลแห่งฤดูร้อนอย่างไม่มีใครคาดคิด หลังงานสร้างที่หยาบจนถูกล้อเลียนอย่างหนักบนโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนแห่เข้าโรงภาพยนตร์เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่าจะแย่ได้ถึงขนาดไหน

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายตั๋ว Maoyan ระบุว่า หลังเข้าฉายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ในสัปดาห์แรกเพียงราว 7,000 หยวน (ประมาณ 34,000 บาท) และบางวันทำรายได้ต่ำเพียง 200 หยวน (ประมาณ 978 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับช่วงฤดูร้อนที่การแข่งขันสูง

แต่หลังกระแสบนโซเชียลมีเดียจุดติด รายได้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ที่ผ่านมาทำรายได้ 8.2 ล้านหยวน (ประมาณ 40.1 ล้านบาท) จากผู้เข้าชมเกือบ 300,000 คน ก่อนที่รายได้สะสมจะขยับขึ้นแตะ 33.06 ล้านหยวน (ประมาณ 161.7 ล้านบาท) ตามข้อมูลล่าสุดของ Maoyan

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดอันดับ 10 หนังทำเงินสูงสุดประจำวันในจีน ตามหลังหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดอย่าง The Odyssey และ Spider-Man: Brand New Day

ความไม่สมบูรณ์แบบกลายเป็นจุดขายในยุค AI

รายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยสองแม่ลูกในเมืองต้าเหลียนทางตอนเหนือของจีน ซึ่งใช้เวลาทำทีละเฟรมนานถึง 5 ปี และยังแต่งเพลงประกอบท้ายเรื่องเองด้วย

เนื้อเรื่องความยาว 86 นาทีเล่าถึงลูกวัวชื่อ Niu Lai กับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ รวมถึงการเผชิญหน้ากับงูและเสือดาว โดยใช้ตัวละคร 3 มิติที่ขยับแข็งทื่อ, บทสนทนาที่ดูเก้กัง, ฉากทิวทัศน์เรียบง่าย และเสียงเปียโนที่กระโดกกระเดก

ความหยาบดังกล่าวตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับงานสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกทุนสูง จนกลายเป็นเสน่ห์ในสายตาผู้ชมจำนวนมาก ซึ่งหลายคนมองว่านี่คือคุณค่าที่หาไม่ได้ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท

เคเลน มอริอาร์ตี นักดนตรีชาวอเมริกันวัย 25 ปีที่ทำงานในจีน ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แย่จนกลายเป็นดี เขาชื่นชมความห่วยของมันแต่ก็เห็นว่ามีหัวใจใส่ลงไป จึงเกลียดไม่ลง

เขาเสริมว่า AI อาจสร้างภาพยนตร์แบบนี้ได้ในเวลาราว 10 วินาทีหรือเร็วกว่านั้น แต่การที่ผู้สร้างเลือกไม่ใช้ AI และยอมทุ่มเวลาลงไปคือสิ่งที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่าความไม่สมบูรณ์แบบนี่เองที่ทำให้มันดี เพราะแสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้เป็นกระแส

สอดคล้องกับ จางถงเจีย วัย 24 ปีที่ทำงานในอุตสาหกรรมของเล่น ซึ่งดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในเซี่ยงไฮ้และระบุว่า หากคุณภาพงานสร้างดีกว่านี้อีกนิด มันอาจไม่ตลกเท่านี้ก็ได้ พร้อมสรุปว่ามันดีเพราะมันไม่ดี

ขณะที่ ผานหวัง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปรียบเทียบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อะไรที่ต่างจากงานสร้างขัดเกลาที่ผู้ชมคุ้นเคย เหมือนกับการกินข้าวขัดสีทุกวันแล้วจู่ๆ ได้กินข้าวกล้องบ้าง

เธอเสริมว่าความต่างนั้นเองที่ให้ความรู้สึกสดชื่น โดยความหยาบ, ความไร้สาระ และความไม่สมบูรณ์แบบได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์

คำวิจารณ์เชิงลบกลายเป็นเครื่องมือการตลาด

สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสความนิยมนี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการทำการตลาดตามรูปแบบปกติเลย โดยโปสเตอร์ที่ติดตามโรงภาพยนตร์เป็นภาพลูกวัววาดด้วยปากกาโดยไม่ลงสี พร้อมข้อความเขียนมือว่า มาสิถ้าคุณชอบอะไรแปลกๆ และ ไม่คืนเงิน

บนแพลตฟอร์มรีวิวภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Douban ผู้ชมต่างเข้าไปแสดงความเห็นเชิงล้อเลียน โดยความเห็นที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีตั้งแต่ห่วยอย่างไม่น่าเชื่อจนเปิดหูเปิดตา ไปจนถึงการเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเกรียนบนอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

อีกความเห็นที่ถูกพูดถึงคือการบอกว่าเป็นหนังที่นักลงทุนในตลาดหุ้นจีนต้องดู ซึ่งเป็นการเล่นคำจากชื่อเรื่อง เพราะ Niu Lai ในภาษาจีนแปลตรงตัวว่าวัวกระทิงกำลังมา อันเป็นการอวยพรให้ตลาดเป็นขาขึ้น

ตู้หมิงซี นักศึกษาวัย 19 ปีในเซี่ยงไฮ้ ยอมรับว่าความตั้งใจแรกเริ่มของเขาคือการแกล้งเพื่อน โดยหากเพื่อนถามว่าคิดอย่างไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาจะตอบว่าดีและแนะนำให้ไปดู ซึ่งเขาหลอกเพื่อนไปดูด้วยกันสำเร็จ 2 คน โดยทั้งคู่รู้สึกสนุก แม้คนหนึ่งจะหลับระหว่างดู

เขาเปรียบเทียบว่าคนหนุ่มสาวที่แห่ไปดูหนังแบบนี้คล้ายกับกระแสแปลกๆ ในสหรัฐฯ คือบางคนแค่ถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่รู้สึกว่าแปลกหรือตลก และหลายคนก็ตามกระแสไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่

ปรากฏการณ์นี้ยังลามไปถึงตลาดสินค้า โดยผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่าง Taobao เร่งผลิตสินค้าที่มีรูปวัวสีเหลืองตัวนี้ออกมาขาย ทั้งเสื้อยืด ฟิกเกอร์ ไปจนถึงกางเกงชั้นใน ขณะที่พ่อค้าออนไลน์รายหนึ่งบอกกับ AFP ว่าเขาเริ่มขายพวงกุญแจ Niu Lai หลังภาพยนตร์เริ่มดัง

ภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมหนังจีน

เคนนี อึ้ง รองศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยแบปทิสต์ฮ่องกง มองว่าปรากฏการณ์นี้มีส่วนของการต่อต้านหนังกระแสหลักอยู่ด้วย และทำให้นักศึกษาของเขาได้ทบทวนสถานะของวงการภาพยนตร์ในปัจจุบัน

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของผู้ชมบางส่วน โดย จงเจียหมิง ครูอาชีวศึกษาในกว่างโจว เรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นของหายากในยุคที่หนังมักมีภาพงดงามประณีต แต่เรื่องราวกลับไม่ชวนติดตาม พร้อมระบุว่านี่คือหนังสำหรับคนที่ยังมีหัวใจเยาว์วัย เพราะเรียบง่ายและจริงใจเหมือนนิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก

เช่นเดียวกับ วินซี ซู ที่ทำงานในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ AI ซึ่งแม้จะดูเพียงคลิปสั้นทางออนไลน์ แต่ก็ชื่นชอบ พร้อมระบุว่าหนังเรื่องอื่นในโรงก็ไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก และเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้พยายามยัดเยียดค่านิยมแปลกๆ ให้ผู้ชม

ในภาพใหญ่ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ พร้อมจำกัดการนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ

โดยข้อมูลจาก Maoyan ระบุว่ารายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในประเทศเมื่อปีก่อนอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 2.54 แสนล้านบาท) สูงกว่าปี 2024 แต่ยังต่ำกว่าระดับ 6.4 ล้านหยวน (ประมาณ 3.13 แสนล้านบาท) ในปี 2019 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด

ส่วนหนังที่ครองอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศขณะนี้คือหนังตลกสงครามจีนเรื่อง Once Upon a Time in the Middle East ที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม และทำรายได้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านหยวน (ประมาณ 4.89 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันได้รับความนิยมสูงในจีน โดยเมื่อปีก่อน Ne Zha 2 ซึ่งเป็นงานสร้างที่ประณีตกว่ามาก เคยโค่น Inside Out 2 ของ Disney ขึ้นเป็นแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลมาแล้ว

จางซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคอแอนิเมชันตัวยง ระบุว่าแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจถูกมองว่าไม่ให้เกียรติผู้ชม แต่เขาก็สนับสนุนคนที่พยายามลงมือทำแอนิเมชันในลักษณะนี้ พร้อมทิ้งท้ายว่าเขาคิดว่าอีกหลายปีข้างหน้าก็คงยังพูดถึงหนังเรื่องนี้อยู่

ภาพ : YUYU CHEN / Feature China/Future Publishing via Getty Images

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 4.89 บาท ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

อ้างอิง :

Back To Top