Cover Image

Netflix ปลดพนักงานราว 1,000 คน เปลี่ยนหัวหน้าคอนเทนต์ ขณะหุ้นร่วงกว่า 40% และยังหาซีรีส์ปังแบบ Stranger Things ไม่ได้

Netflix ประกาศปลดพนักงานราว 6% หรือประมาณ 1,000 ตำแหน่งทั่วโลก ซึ่งเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 และในวันถัดมายังประกาศเปลี่ยนตัวหัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ ขณะที่บริษัทกำลังเผชิญการเติบโตที่ชะลอลง และผู้ชมใช้เวลาบนแพลตฟอร์มน้อยลง

เกร็ก ปีเตอร์ส และ เท็ด ซาแรนดอส 2 ซีอีโอร่วมของ Netflix แจ้งพนักงานผ่านอีเมลเมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ว่าการปลดพนักงานส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในทีมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กฎหมาย และทรัพยากรบุคคล โดยหัวหน้างานจะแจ้งพนักงานเร็วๆ นี้ว่าตำแหน่งของใครถูกยุบบ้าง

“พันธกิจของเราคือการสร้างความบันเทิงให้คนทั้งโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ การจะทำให้สำเร็จได้ เราต้องมีวินัยในการเลือกว่าจะทุ่มคนและทรัพยากรไปที่ไหน” ทั้งคู่ระบุ พร้อมยืนยันว่า “ธุรกิจของเรายังแข็งแกร่งและเติบโต และยังเป็นไปตามคาดการณ์ทั้งปี”

ณ สิ้นปีที่แล้ว Netflix มีพนักงานราว 16,000 คน โดยการปลดพนักงานครั้งใหญ่ครั้งก่อนเกิดขึ้นในปี 2022 ซึ่งบริษัทปลดพนักงานราว 450 คนใน 2 รอบ หลังจำนวนสมาชิกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 1 สัปดาห์ก่อนที่ Netflix จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ในวันที่ 20 ตุลาคม

ยังครองตลาดสตรีมมิ่ง แต่โตช้าลง

Netflix กำลังเจอสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง แม้บริษัทจะยังทำกำไรได้ดีและเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดสตรีมมิ่ง แต่เวลาที่ผู้ชมใช้บนแพลตฟอร์มกลับไม่ค่อยเพิ่มขึ้น และสมาชิกใหม่ช่วงหลังมาจากการคุมเข้มการแชร์รหัสผ่านกับการเปิดแพ็กเกจราคาถูกที่มีโฆษณาเป็นหลัก

ข้อมูลของ Antenna ระบุว่าอัตราการยกเลิกสมาชิกของ Netflix ในสหรัฐฯ อยู่ที่เพียงราว 2% ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม แต่หุ้นของบริษัทกลับร่วงลงกว่า 40% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และลดลงราว 25% นับตั้งแต่ต้นปี

นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้ไตรมาส 3 ของ Netflix จะเพิ่มขึ้น 11.9% เป็น 1.288 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.31 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 3 ปี

เครก ฮูเบอร์ นักวิเคราะห์สื่อ ระบุว่านักลงทุนกังวลว่าการรับชมบน Netflix กำลังหยุดโต โดยครึ่งแรกของปีนี้ชั่วโมงการรับชมรวมเพิ่มขึ้นเพียง 2% เป็น 9.7 หมื่นล้านชั่วโมง

ขณะที่ Apptopia บริษัทติดตามการใช้งานแอป พบว่าในไตรมาส 3 สัดส่วนสมาชิกในสหรัฐฯ ที่ไม่เปิดแอปเลยเพิ่มขึ้น 16.6% จากปีก่อน ส่วนเวลาที่ใช้บนแอปเฉลี่ยอยู่ที่ 73 นาทีต่อวัน แม้จะสูงกว่าปีก่อน แต่ก็ลดลงมา 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ซาแรนดอสเองก็ยอมรับบนเวที Bloomberg Screentime เมื่อเดือนกันยายนว่า Netflix “ไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่ผมต้องการ”

รอส เบเนส นักวิเคราะห์อาวุโสของ eMarketer มองว่า Netflix ยังหารายได้ก้อนใหญ่ก้อนใหม่ไม่ได้ และยังพึ่งพาธุรกิจสมาชิกที่อาจใกล้ถึงเพดาน “สุดท้ายเมื่อธุรกิจนี้ใกล้ถึงเพดาน พวกเขาจะต้องหารายได้ทางอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง และนั่นคือจุดที่พวกเขายังทำได้ยาก”

หาซีรีส์ฮิตแบบ Stranger Things ไม่ได้

อีกปัญหาที่นักวิเคราะห์มองว่ากระทบ Netflix คือการขาดซีรีส์ที่กลายเป็นกระแสสังคมแบบ Stranger Things, Squid Game และ Wednesday ซึ่งเคยช่วยดันยอดสมาชิกและยอดรับชมในอดีต

ซีรีส์ช่วงหลังของ Netflix หลายเรื่องมีผู้ชมลดลงเมื่อเข้าสู่ซีซัน 2 และปีนี้ Netflix ได้รางวัล Emmy น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี

“การไม่มีคอนเทนต์ที่โดดออกมาหรือผลงานฮิตใหญ่ๆ บน Netflix ทั้งเมื่อดูตัวเลขโดยตรงและเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อการหาสมาชิกใหม่จำนวนมากและรักษาสมาชิกเดิมไว้” ฮูเบอร์ระบุ พร้อมมองว่าการที่ Netflix จะเปลี่ยนไปเผยแพร่รายงานยอดรับชมปีละครั้งตั้งแต่ปี 2027 จากเดิมทุก 6 เดือน เป็น “สัญญาณที่ไม่ดี”

การปลดพนักงานรอบนี้ยังรวมถึงผู้บริหารฝ่ายภาพยนตร์และซีรีส์หลายราย ซึ่ง Bloomberg มองว่าเป็นสัญญาณของปัญหาด้านคอนเทนต์ เช่น ดั๊ก เบลแกรด อดีตผู้บริหารของ Sony Pictures และ แคโรไลนา การ์เซีย ผู้อำนวยการฝ่ายซีรีส์ออริจินัลที่เคยดูแลซีรีส์อย่าง Stranger Things และ 13 Reasons Why

นอกจากนี้ยังมีพนักงานฝ่ายพัฒนาซีรีส์ ฝ่ายซื้อภาพยนตร์อิสระ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ถูกปลดด้วย

วันต่อมา Netflix ประกาศให้ ปีเตอร์ ไรซ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Disney และ Fox ขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์คนใหม่แทน เบลา บาจาเรีย ที่ทำงานกับ Netflix มาเกือบ 10 ปี และดูแลภาพยนตร์และซีรีส์ทั่วโลกของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2023 โดยไรซ์จะเริ่มงานวันที่ 26 ตุลาคม และดูแลทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการถ่ายทอดสด

ไรซ์เคยดูแลธุรกิจโทรทัศน์ของ Disney ทั้ง ABC, FX, Hulu และสตูดิโอโทรทัศน์ ซึ่งในช่วงนั้นมีซีรีส์ที่ได้รับคำชมอย่าง Modern Family และ Abbott Elementary และยังอนุมัติให้สร้าง The Bear ด้วย ซาแรนดอสยกย่องไรซ์ว่าเป็น “หนึ่งในผู้บริหารที่บริหารงานขนาดใหญ่ได้มีประสิทธิภาพที่สุดในวงการบันเทิง”

“สุดท้ายแล้ว เราจะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่การทำธุรกิจหลักให้ดี คือการมีรายการ ภาพยนตร์ และซีรีส์ที่คุณขาดไม่ได้” ซาแรนดอสเคยกล่าวไว้บนเวทีเดียวกันเมื่อเดือนกันยายน

รับศึกหนักทั้ง YouTube และยักษ์ใหม่อย่าง Skydance

ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของ Netflix ตอนนี้คือ YouTube และ TikTok ที่ดึงผู้ชมด้วยคอนเทนต์ฟรีที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งทำให้มีต้นทุนต่ำกว่า Netflix มาก

ขณะเดียวกัน Paramount ก็เพิ่งซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery มูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.68 ล้านล้านบาท) เสร็จสิ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม และตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Skydance ซึ่งมีแผนรวมบริการสตรีมมิ่ง Paramount+ กับ HBO Max เข้าด้วยกัน

Netflix เองก็เคยพยายามซื้อ Warner Bros. Discovery เมื่อต้นปี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาคอนเทนต์ เพราะจะได้คลังแฟรนไชส์ฮอลลีวูดที่มีค่าที่สุดหลายเรื่อง แต่สุดท้ายก็แพ้ Paramount ที่เสนอราคาสูงกว่า ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนสงสัยในกลยุทธ์ของ Netflix

ที่ผ่านมา Netflix พยายามดึงให้สมาชิกใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นหลายวิธี ทั้งเพิ่มช่องรายการถ่ายทอดสด การถ่ายทอดสดกีฬา พอดแคสต์แบบวิดีโอ รายการของครีเอเตอร์ YouTube เกม และการขายแพ็กเกจร่วมกับบริการสตรีมมิ่งอื่น

บริษัทสื่อและเทคโนโลยีรายอื่นก็ลดคนเช่นกัน ทั้ง Disney และ Amazon ต่างลดจำนวนพนักงานลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดย Disney ประกาศปลดพนักงานราว 300 คนเมื่อเดือนกันยายน ส่วนใหญ่อยู่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

ภาพ : PixieMe / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

Back To Top