'ตรีรัตน์' หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชงรัฐเปิด Net Metering-กู้โซลาร์ 0% แนะใช้สายส่งเดิมลดงบ 7 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยกรณีรัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยจัดสรรงบวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพราะประเทศไทยควรดำเนินการเรื่องนี้มานานแล้ว เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ อาทิ ราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน ที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 ประเด็น คือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน กับ การกู้เงิน ซึ่งเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพราะมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 2 แสนล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่มากเกินจำเป็น หากรัฐบาลเร่งปรับปรุงกฎหมายและปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ก็สามารถผลักดันให้ประชาชนอยากติดโซลาร์ และเกิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดได้
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ เปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ (Peer-to-Peer Energy Trading) เนื่องจากปัจจุบันผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถใช้ไฟฟ้าได้เฉพาะภายในมิเตอร์ของตนเอง ทั้งที่หากมีไฟฟ้าส่วนเกินก็ควรสามารถจำหน่ายให้บ้านข้างเคียงหรือโรงงานที่อยู่ติดกันได้ โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงราคากันเอง หรือหากใช้ระบบสายส่งของการไฟฟ้าก็ควรชำระค่าบริการในอัตราที่เหมาะสมได้
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลควรเปิดระบบ Net Energy Metering (NEM) program ซึ่งเป็นระบบหักลบกลบหน่วยอัตโนมัติได้จากกระแสไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคากับค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้า ให้ประชาชนขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบในราคาเดียวกับที่ซื้อจากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันประชาชนซื้อไฟฟ้าเฉลี่ย 4.16 บาทต่อหน่วย ดังนั้น หากขายคืนก็ควรได้รับอัตราเดียวกัน หรือใช้วิธีหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้กับไฟฟ้าที่ใช้ในช่วงเวลากลางคืน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้เหตุผลว่าการเปิดระบบ Net Metering ต้องรอการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าหรือกริดก่อน ซึ่งมองว่าไม่จำเป็น เพราะสามารถเริ่มรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนที่ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ได้ทันที เนื่องจากไฟฟ้าที่ผ่านแบตเตอรี่มีเสถียรภาพ ไม่กระทบต่อระบบสายส่ง ก่อนทยอยปรับปรุงโครงข่ายและขยายการรับซื้อไปยังผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งหมดในระยะต่อไป
“เพียงปลดล็อกเรื่องนี้ คนก็จะติดโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นทันที เพราะสามารถผลิตไฟเกินความต้องการแล้วขายได้ หากรัฐ Net Metering ประชาชนจะลงทุนเอง เพราะรู้ว่ามีตลาดรองรับ ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 2 แสนล้านบาท” นายตรีรัตน์ กล่าว
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับแนวคิดใช้งบประมาณไม่เกิน 1 แสนล้านบาท สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดให้ชัดเจนว่าใช้เม็ดเงินในส่วนใดบ้าง ทั้งการลงทุนระบบสายส่ง เงินอุดหนุนประชาชน หรือค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ เพราะการระบุเพียงตัวเลขก้อนใหญ่โดยไม่มีรายละเอียด ทำให้สังคมไม่สามารถประเมินความคุ้มค่าของโครงการได้ นอกจากนี้ แทนที่รัฐจะใช้งบอุดหนุนควรทำหน้าที่เป็นธนาคาร ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ให้ประชาชนกู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระ 4-5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุนของระบบ เพื่อให้ประชาชนนำเงินที่ประหยัดค่าไฟมาผ่อนชำระเงินกู้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณน้อยกว่าการแจกเงิน
“โซลาร์เซลล์คืนทุนเฉลี่ย 4-5 ปี หากรัฐปล่อยกู้ระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ประชาชนก็สามารถนำเงินที่ประหยัดค่าไฟมาผ่อนคืนได้ วิธีนี้จูงใจให้คนติดตั้งมากกว่าการแจกเงิน” นายตรีรัตน์ กล่าว
นายตรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ หากรัฐบาลมีแผนใช้งบลงทุนพัฒนาระบบสายส่งเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ควรใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (kV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีอยู่แล้ว แทนการลงทุนสร้างระบบใหม่ซ้ำซ้อน ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท
“รัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ทั้งที่หัวใจสำคัญไม่ใช่การทุ่มงบประมาณ แต่คือการปลดล็อกกฎหมายและปรับกติกาให้ถูกจุด เพราะหลายมาตรการสามารถเปิดทางให้ประชาชนลงทุนเองได้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการกู้เงินมหาศาล” นายตรีรัตน์ กล่าว