NECTEC ACE 2026 ฉลอง 40 ปี 'Legacy and Beyond' รวม 4 ยุคเทคโนโลยีไทย พร้อมชวนมองบทต่อไปสู่ยุค AI และหุ่นยนต์ประจำบ้าน

หลังจาก 40 ปีแห่งการสร้างรากฐาน บทต่อไปของเทคโนโลยีไทยจะก้าวไปในทิศทางใด และทุกภาคส่วนจะร่วมกันสร้างอนาคตนั้นได้อย่างไร' คือคำถามที่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center) หรือ NECTEC ตั้งขึ้นบนเวทีแถลงข่าวการจัดงาน NECTEC Annual Conference and Exhibition 2026 หรือ NECTEC ACE 2026
ปีนี้ถือเป็นหมุดหมายพิเศษ เพราะ NECTEC ก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 การจัดงานจึงมาภายใต้แนวคิด 'NECTEC 40 Years: Legacy and Beyond' หรือ 'วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน' โดยกำหนดจัดในวันที่ 3 กันยายน 2026 ณ พารากอนฮอลล์ ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้ชวนให้มองย้อนกลับไปเพียง 40 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ชวนตั้งคำถามถึงบทต่อไปของเทคโนโลยีไทยและบทบาทของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตร่วมกัน

40 ปีใน 4 ยุค เส้นทางที่ NECTEC วางรากฐานให้ประเทศ
ดร.ชัยเล่าว่าโดยปกติ NECTEC จัดงาน ACE ทุกปีโดยเลือกธีมตามรายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ อุตสาหกรรมการผลิต หรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ในโอกาสครบรอบ 40 ปี จึงไม่อาจโฟกัสที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หากต้องมองภาพองค์รวมของสิ่งที่ NECTEC ได้ทำมาตลอด โดยแบ่งออกเป็น 4 ยุคใหญ่ ยุคละราว 10 ปี
ยุคแรกคือการวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งการบุกเบิกเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัยไทย (ThaiSARN) การวางฐานด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ผ่านศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ตัว NECTEC เอง หรือบริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย ล้วนเป็นผลงานยุคนี้ทั้งสิ้น ควบคู่กับการวางโครงข่ายเครือข่าย งานด้านเซมิคอนดักเตอร์ และการถือกำเนิดของเทคโนโลยีดิจิทัลหลายอย่าง ตั้งแต่อีเมลไปจนถึงสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงเวลานั้น
ยุคที่สองเป็นยุคของนโยบาย (Policy) เมื่อ NECTEC เป็นหน่วยงานหลักด้านดิจิทัลในเวลานั้น งานเชิงนโยบายจึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแผนเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ที่กลายเป็นต้นกำเนิดของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และปรับมาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในปัจจุบัน โดย NECTEC ทั้งช่วยร่างแผนและส่งกำลังคนไปช่วยขับเคลื่อนกระทรวงในช่วงแรก ยุคนี้ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางแก้ปัญหา Y2K และแผนทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่นำไปสู่การแยกตัว (Spin Off) เป็นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ในเวลาต่อมา
ยุคที่สามคือยุคของการพัฒนาแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่นำข้อมูลมาสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จับต้องจริง ผลงานที่โดดเด่นคือ Thai School Lunch แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ครูวางแผนจัดอาหารกลางวันให้นักเรียน ซึ่งมีโรงเรียนใช้งานราว 35,000 แห่งจากทั้งหมดกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงระบบ TPMAP ที่วิเคราะห์ข้อมูลความยากจนเพื่อวางแผนการช่วยเหลือ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและสภาพัฒน์ และแพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียนอย่าง Traffy Fondue ผลงานของ ดร.วสันต์ ว่าที่ผู้อำนวยการ NECTEC คนถัดไป ที่เติบโตจนหลายหน่วยงานรวมถึงกรุงเทพมหานครนำไปใช้
ยุคที่สี่ในช่วง 10 ปีล่าสุด หนีไม่พ้นเรื่องข้อมูล (Data) และ AI NECTEC เห็นความสำคัญของ AI ตั้งแต่ก่อน ChatGPT จะถือกำเนิด จึงจัดทำแผน AI แห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสำเร็จเมื่อราวปี 2022 พร้อมกับแผนศูนย์การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC) ที่มองไปข้างหน้าว่าหลังโควิด อุตสาหกรรมไทยต้องยกระดับความสามารถในการปรับตัวจากระดับ 2.X ขึ้นไปสู่ 3.X และ 4 เพื่อความอยู่รอด
จาก Smart Farm ถึงอธิปไตยด้าน AI งานที่ยังไม่จบและโจทย์อีก 10 ปีข้างหน้า
ปัจจุบัน NECTEC มีห้องปฏิบัติการราว 30 แล็บ และราว 8 ฝ่าย ดร.ชัย ยกตัวอย่างงานที่กำลังพัฒนาและยังไม่สำเร็จ ทั้งการสนับสนุน Smart Farm ที่แม้มีการใช้งานแต่ยังไม่ขยายวงกว้าง เทคโนโลยีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) ที่ยังต้องพึ่งพาของต่างประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าอุตสาหกรรมไทยจะผลิตเองได้หรือไม่ ไปจนถึง Medical AI ที่ควรใช้ข้อมูลของคนไทยเอง การทดสอบ AI (AI Testing) การแก้ปัญหาวัณโรคแฝงที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และการสร้างอธิปไตยด้าน AI ผ่านการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ของไทยเอง
เมื่อมองไปข้างหน้าอีก 5 ถึง 10 ปี ดร.ชัย ชวนคิดว่า NECTEC ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศควรทำอะไรต่อ และอะไรที่ไม่ควรทำเพราะเสียเวลาเปล่า โดยชี้ไปที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence) ที่ตอบได้ทุกเรื่องและใกล้เคียงความจริงเข้ามาทุกที ทักษะของแรงงานแห่งอนาคตที่ต้องมองไปไกลกว่าการสอนเรื่อง AI และการสื่อสารในอวกาศ (Space Communication) ที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานภาคพื้นที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นมุมที่ NECTEC ต้องเข้ามามีส่วนร่วม
AI คือไฟฟ้ายุคใหม่ เมื่อ 4 ผู้บริหารมองเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนประเทศไทย
เวทีขยับเข้าสู่ช่วงเสวนา Fire Chat ที่รวมผู้บริหารจากทั้งภาคเทคโนโลยี ภาคการสื่อสาร และภาคอุตสาหกรรม ในหัวข้อ 'Beyond Legacy: The Next Chapter of Thai Technology ก้าวสู่บทต่อไปของเทคโนโลยีไทย' ประกอบด้วย ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ NECTEC และประธานคณะทำงานจัดงาน NECTEC ACE 2026 คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS คุณสมบูรณ์ อนันตถนสาร หัวหน้าฝ่ายหน่วยธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท ซีเมนส์ จำกัด และคุณศิริลักษณ์ ชื้นประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พอร์ทัลเน็ท จำกัด
คำถามแรกชวนมองไปข้างหน้าอีก 3 ถึง 10 ปีว่าเทคโนโลยีใดจะเปลี่ยนโลกและเปลี่ยนประเทศไทยมากที่สุด คุณศิริลักษณ์ จากพอร์ทัลเน็ท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือสามารถคอร์ปอเรชั่น มองว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น AI ที่ฉลาดขึ้นและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่หัวใจสำคัญคือข้อมูล เพราะหากข้อมูลไม่ดีหรือคำสั่ง ไม่ดี สิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นขยะ ตามหลัก 'Garbage in, Garbage out' จึงฝากเรื่องการมีความตระหนักรู้ และการตรวจสอบข้อมูลในการทำงาน พร้อมมองว่าในระยะยาวเทคโนโลยีควอนตัมจะเข้ามาช่วยค้นหาข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ ควบคู่กับเรื่องความปลอดภัยแบบ Quantum Safe
คุณสมบูรณ์ จากซีเมนส์ เปรียบว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมเหมือนไฟฟ้าในอดีตที่เข้าไปเปลี่ยนโฉมการผลิต โดย AI จะเป็นรากฐานที่ทำให้ระบบอัตโนมัติ (Automation) กลายเป็นระบบที่ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง (Autonomous) มากขึ้น อีกด้านคือ AI Co-pilot ที่เข้ามาช่วยสร้างโค้ดและซอฟต์แวร์ ทำให้ทีมงานทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมย้ำถึงการเตรียมบุคลากรให้พร้อมใช้ AI อย่างถูกต้อง
ขณะที่คุณภุชงค์ จาก AIS มองต่างมุมว่าความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นการนำ AI ไปใช้ในองค์กรจริง เพราะการใช้งานในระดับองค์กรต่างจากการใช้ในฐานะผู้บริโภคทั่วไป ทั้งเรื่องข้อมูลขององค์กร ความปลอดภัย และองค์ความรู้ของคน โจทย์สำคัญคือจะใช้ AI แบบไหนที่ปลอดภัย ควบคุมได้ และต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงได้ ทำให้ AI ไม่ใช่แค่ระบบถามตอบที่อยู่ข้าง ๆ แต่ผนวกเข้ากับระบบงานขององค์กร
ด้าน ดร.พนิตา จาก NECTEC มองไกลออกไปว่าในราว 10 ปีข้างหน้า เราอาจมีหุ่นยนต์ในทุกบ้าน จาก Agentic AI ที่วันนี้ยังอยู่บนคอมพิวเตอร์ อาจพัฒนาไปสู่รูปแบบฮิวแมนนอยด์ที่คล่องแคล่วว่องไว กลายเป็นหุ่นยนต์ส่วนตัวประจำตัวเช่นเดียวกับที่ทุกคนมีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ส่วนตัว อีกเทคโนโลยีที่เริ่มเห็นเทรนด์คือการสื่อสารผ่านเครือข่ายอวกาศที่จะทำให้การสื่อสารไร้พรมแดนมากขึ้น เข้าถึงบริการดิจิทัลและ AI ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ต่อยอด Legacy สู่ Next Chapter เมื่อแต่ละองค์กรวางหมากบทต่อไป
คำถามที่สองชวนมองย้อนกลับไปที่คำว่า Legacy เพื่อต่อยอดว่าจากจุดแข็งและประสบการณ์ของแต่ละองค์กร จะสร้าง Next Chapter ให้ประเทศไทยได้อย่างไร
ดร.พนิตา อธิบายว่าปัจจุบัน NECTEC มีงานวิจัย 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มข้อมูลและ AI กลุ่มการสื่อสารเครือข่ายและโดรน และกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์และระบบเซนเซอร์ โดยบทต่อไปของ AI จะพัฒนาไปสู่ Agentic AI และ Neuromorphic AI ที่เลียนแบบสมองมนุษย์ ใช้พลังงานต่ำ คำนวณได้เร็ว และไม่จำเป็นต้องอยู่บนศูนย์ข้อมูล (Data Center) แต่มาอยู่บนอุปกรณ์ภายในบ้านได้ ต่อไปยัง Physical AI อย่างหุ่นยนต์ ส่วนการสื่อสารจะขยับไปสู่ 6G และการสื่อสารในอวกาศ ขณะที่กลุ่มเซนเซอร์จะก้าวไปสู่ควอนตัม โฟโตนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์
คุณภุชงค์ ย้ำบทบาทของ AIS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติ (National Digital Infrastructure) ที่ไม่ได้ให้บริการเฉพาะมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน แต่ยังอยู่เบื้องหลังระบบงานของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ Legacy ที่ AIS จะต่อยอดคือการทำเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและการสื่อสารที่ดีและพร้อมที่สุด รวมถึงการเก็บและประมวลผลข้อมูลอย่างปลอดภัย ผ่าน AI Data Center และคลาวด์ (Cloud) เพื่อเป็นรากฐานให้ทุกธุรกิจนำไปต่อยอดแอปพลิเคชันได้
คุณสมบูรณ์ เล่าว่าซีเมนส์ภูมิใจกับบทบาทในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทั้งการสนับสนุน Digital Twin ในการออกแบบผลิตภัณฑ์และไลน์การผลิต การนำเสนอโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) อาคารอัจฉริยะ (Smart Building) และโรงงานอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) รวมถึง Embedded AI เข้าไปช่วยให้อุตสาหกรรมใช้ AI ทำงานได้มากขึ้น
ส่วนคุณศิริลักษณ์ ชี้ถึงจุดแข็งของพอร์ทัลเน็ทในการวางระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) ด้วยระบบ SAP ที่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ต้องใช้ปิดงบการเงิน แต่เป็นซอฟต์แวร์จากต่างประเทศที่ราคาสูง คุณศิริลักษณ์ จึงมองว่าบทต่อไปของพอร์ทัลเน็ทคือการพัฒนา ERP ของไทยให้หน่วยงานรัฐใช้ เพื่อลดเงินที่ไหลออกนอกประเทศ พร้อมเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเห็นว่าการนำ AI มาช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เร็วขึ้นและใช้งานง่ายขึ้นเป็นโอกาสที่ดี
คำถามที่สามเจาะไปที่สิ่งที่แต่ละองค์กรเตรียมมาแบ่งปันในงาน คุณภุชงค์ ระบุว่า AIS จะนำโซลูชันด้านการเชื่อมต่อหน่วยธุรกิจเข้าหากันทั้งแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงการเก็บและประมวลผลข้อมูลอย่างปลอดภัยผ่านแนวคิดอย่าง Sovereign Cloud, Sovereign AI และ Private AI เพื่อให้องค์กรกำกับดูแลระบบได้ปลอดภัยและขยายตัวได้ในอนาคต โดยย้ำว่าฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ขององค์กรกำลังเปลี่ยนจากหน่วยสนับสนุนไปสู่แนวหน้าที่สร้างขีดความสามารถใหม่
คุณสมบูรณ์ เล่าว่าซีเมนส์เตรียมนำเสนอ Industrial AI แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ AI สำหรับงานวิศวกรรมอัตโนมัติผ่าน Industrial Copilot ที่เข้าไปช่วยวิศวกรออกแบบและเขียนโปรแกรมระบบควบคุมในโรงงานให้ง่ายและเร็วขึ้น ส่วนที่สองคือ AI ที่เกี่ยวกับ Digital Twin และการจำลอง (Simulation) ที่ช่วยย่นเวลาออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์จากหลักวันหรือสัปดาห์เหลือเพียงหลักนาที และส่วนที่สามคือ AI ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ที่ช่วยคาดการณ์ (Predictive) การบำรุงรักษาเครื่องจักรและเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายในโรงงานเข้าด้วยกัน
คุณศิริลักษณ์ เผยว่าพอร์ทัลเน็ทจับมือกับ IBM แบ่งเป็นช่วงบนเวทีที่เชิญคุณอโนทัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM Thailand มาแบ่งปันความรู้ด้าน AI ผ่านผลิตภัณฑ์ watsonx และช่วงออกบูธที่นำ 3 ผลิตภัณฑ์มาโชว์ ทั้ง IBM Power ที่รองรับการประมวลผลข้อมูลปริมาณมาก FlashSystem สำหรับการจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง และ Guardium ที่ดูแลความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) และการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ดร.พนิตา ปิดท้ายด้วยการสรุปภาพรวมของงาน โดยในวาระ 40 ปีจะมีเวทีบรรยาย 4 เวทีคู่ขนาน (Parallel) รวมกว่า 40 sessions จากวิทยากรกว่า 40 ท่าน พร้อมนิทรรศการที่แบ่งเป็น 4 โซน และเทคโนโลยีโชว์เคสที่เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ของ NECTEC และพันธมิตรกว่า 40 รายการ งานได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาเป็นคีย์โน้ตในหัวข้อ 'Power up Thailand with Frontier Technologies' รวมถึงท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในหัวข้อ 'Smart Enough City: เมืองที่พอดี คือเมืองที่ดีที่สุด'
หนึ่งประโยคถึงคนไทย จากความร่วมมือสู่การไม่พึ่งพาต่างชาติ
คำถามสุดท้ายเปิดโอกาสให้แต่ละท่านฝากข้อความเพียงหนึ่งประโยคในหัวข้อ Next Chapter ของเทคโนโลยีไทย คุณภุชงค์ ฝากเรื่องความร่วมมือ (Collaboration) โดยมองว่าแพลตฟอร์มที่ทุกคนได้มาเจอกันจะทำให้ประเทศไทยเลิกเป็นเพียงผู้ใช้ และมีเทคโนโลยีของตัวเองที่ปลอดภัย เติบโตได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ
คุณสมบูรณ์ ย้ำว่าแม้ซีเมนส์จะอยู่ในภาคการผลิต แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เครื่องจักร หากเป็นคน การพัฒนาบุคลากรในเมืองไทยให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่จึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ด้านคุณศิริลักษณ์ มองว่างานนี้เป็นการรวมตัวของนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และเอกชน โจทย์คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์และนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วน ดร.พนิตา ปิดท้ายด้วยประโยคเชิญชวนสั้น ๆ ให้มาเจอกันที่งาน NECTEC ACE 2026
งาน NECTEC ACE 2026 ภายใต้แนวคิด 'Legacy and Beyond' จัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2026 เวลา 10:00 น. ถึง 19:00 น. ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้ผู้สนใจทั้งนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ nectec.or.th/ace2026

