เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้เป็นคุกกี้โปรตีนสูง นวัตกรรมสุดล้ำฉบับ NASA ที่ฟังดูแปลก แต่นี่อาจเป็นอาหารแห่งอนาคต
แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนขยะให้เป็นอาหารก้าวไปสู่อีกขั้น เมื่อทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Southern Illinois University Carbondale ประสบความสำเร็จในการพัฒนา µBites (ไมโครบิตส์) คุกกี้โปรตีนสูงที่สังเคราะห์ขึ้นจากพลาสติกและขยะทางการเกษตร นวัตกรรมนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมสมาคมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกา (ACS) ณ นครชิคาโก โดยถูกวางเป้าหมายให้เป็นอาหารทางเลือกสำหรับภารกิจอวกาศห้วงลึกและพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
โปรเจกต์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์การแก้ปัญหาในโครงการ Deep Space Food Challenge ขององค์การ NASA ซึ่งต้องการระบบผลิตอาหารแบบปิดสำหรับภารกิจสำรวจดาวอังคารที่ใช้เวลารวมไป-กลับยาวนานกว่า 3 ปี

กลไกการเปลี่ยนขยะเป็นสารอาหารด้วยจุลินทรีย์
หลายคนอาจสงสัยว่ามนุษย์จะกินพลาสติกเข้าไปได้ยังไง คำตอบคือเราไม่ได้กินพลาสติกเข้าไปตรงๆ แต่ใช้วิธีเปลี่ยนโครงสร้างของมันผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก อาทิ
- ย่อยพลาสติกให้เป็นโมเลกุลจิ๋ว: นำขยะพลาสติก (ขวด PET) และขยะเกษตรอย่างซังข้าวโพด มาผ่านความร้อนและความดันสูง เพื่อย่อยสารเคมีในพลาสติกให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กมาก
- ใช้ยีสต์เป็นตัวแปรรูป: นำยีสต์ดัดแปลงพันธุกรรมมากินโมเลกุลจิ๋วเหล่านั้น ยีสต์จะเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็น โปรตีน ไขมัน วิตามินเอ และยังสังเคราะห์ กลิ่นวานิลลา หอมหวานออกมาได้เองอีกด้วย
- พิมพ์เป็นคุกกี้: นำสารอาหารบริสุทธิ์ที่ได้จากยีสต์ ไปผสมกับแป้ง สารให้ความหวาน และไฟเบอร์ ก่อนส่งเข้าเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อขึ้นรูปออกมาเป็นคุกกี้
แม้งานวิจัยจะยืนยันว่าคุกกี้นี้ปลอดภัยและมีกลิ่นหอมน่าทาน แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามจากนักวิจัยภายนอกในหลาย ๆ มุม
นักเคมีจาก Imperial College London มองว่า นวัตกรรมนี้ ไม่ใช่ทางออกของวิกฤตขยะพลาสติกโลก เพราะทุกวันนี้เรามีขยะพลาสติกสูงถึง 400 ล้านตันต่อปี เราไม่มีทางแปรรูปพลาสติกมหาศาลขนาดนั้นให้กลายเป็นคุกกี้เพื่อทำขายในเชิงพาณิชย์ได้จริง
ขณะที่นักเคมีจาก University of Edinburgh มองว่า นี่คือการโชว์ศักยภาพทางเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น แต่ยังคงมีโจทย์ใหญ่อย่างเรื่องความปลอดภัย การผลิตจำนวนมาก และที่สำคัญที่สุดคือ จิตวิทยาของผู้บริโภค ว่าจะกล้าเปิดใจกินอาหารที่มาจากพลาสติกหรือไม่
ความสำคัญของ µBites ไม่ได้อยู่ที่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ระยะสั้น แต่คือการพิสูจน์แนวคิดของชีววิทยาสังเคราะห์ในการจัดการทรัพยากรขีดจำกัด
คาดการณ์ว่าความต้องการอาหารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 35% ถึง 56% ภายในปี 2050 งานวิจัยลักษณะนี้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบหมุนเวียนสารอาหารฉุกเฉิน ทั้งสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอวกาศ และการรับมือกับสภาวะขาดแคลนอาหารจากวิกฤตภูมิอากาศในอนาคต
อ้างอิง: smithsonianmag