“พิพัฒน์” ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยสวนทาง แนะปรับ MPI รับโครงสร้างใหม่

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Pipat Luengnaruemitchai” วิเคราะห์ความแตกต่างของตัวเลขเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันไม่มีตัวชี้วัดใดเพียงตัวเดียวที่สามารถสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจได้ทั้งหมด เนื่องจากแต่ละดัชนีวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในมิติที่แตกต่างกัน ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.พิพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 54.2 สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศหลักในเอเชีย
ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากแต่ละดัชนีมีวิธีวัดที่ต่างกัน โดย PMI สะท้อน “ทิศทาง” ของกิจกรรมว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ
ดังนั้น แม้โรงงานจำนวนมากอาจเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำ ส่งผลให้ PMI ปรับตัวขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังคงลดกำลังการผลิต ดัชนี MPI โดยรวมก็สามารถหดตัวได้
อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์มองว่า มีสัญญาณบวกจากการที่เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปมีส่วนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ อุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น “ผู้ชนะ” ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังหดตัว แต่ยังมีน้ำหนักสูงในระบบเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากอุตสาหกรรมเก่าได้ทั้งหมด
ดร.พิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการวัดผลผลิตจาก “จำนวนหน่วย” ซึ่งอาจประเมินศักยภาพที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น ฮาร์ดดิสก์หนึ่งหน่วยในปัจจุบันสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้จำนวนชิ้นที่ผลิตจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากก็ตาม
ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณามูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศควบคู่กันไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่หากมีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูงกว่ารถยนต์รูปแบบเดิม มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
ในทำนองเดียวกัน แม้การส่งออกและการลงทุนในไตรมาส 2 จะขยายตัวดี แต่ GDP ยังเติบโตในระดับต่ำ เนื่องจากกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่หลายประเภทมีสัดส่วนการนำเข้าสูง เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ดร.พิพัฒน์มองว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ควรเดินหน้าต่อ แต่จำเป็นต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศให้มากขึ้น พร้อมเปิดทางให้ทรัพยากรทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนย้ายจากอุตสาหกรรมที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
Back to top button