Cover Image

‘Moral luck’ เมื่อความล้มเหลวอาจไม่ได้เกิดจากเลือกทางผิด แค่โชคไม่เข้าข้างเฉยๆ

เคยรู้สึกกังวลกับทางที่ตัวเองเลือกกันบ้างไหม?

เมื่อย้อนกลับไปมองทางแยกที่ต้องตัดสินใจ เราอาจเคยรู้สึกว่าทางที่เราเลือกอาจไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แม้ว่าจะพยายามควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาดแล้วมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเส้นทางที่เลือกอาจลงเอยด้วยความล้มเหลวอยู่ดี จนอดโทษตัวเองไม่ได้ ที่ดันมาเลือกเส้นทางนี้ 

หากว่าผลจากการเลือกนั้นเกิดขึ้นเพราะตัวเองล้วนๆ ก็คงพอจะเข้าใจได้อยู่หรอก แต่หลายครั้งมักมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง แถมการตัดสินใจเลือกของเราก็ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเสมอไปนี่สิ 

บนโลกอันกว้างใหญ่ เมื่อลองหันไปมองคนอื่นๆ ที่แม้จะเลือกทางเดินแบบเดียวกับเรา ก็ไม่ได้การันตีว่าเขาต้องพบกับเรื่องน่าเศร้า แถมบางครั้งยังอาจได้สิ่งดีๆ กลับมาด้วยซ้ำ อย่างเช่น เพื่อนคนโต้รุ่งเล่นเกมทั้งคืนเหมือนเรา แต่ผลสอบออกมาดันได้คะแนนดีกว่า หรือคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำงานมากนัก แต่สุดท้ายกลับได้เลื่อนขั้น เพียงเพราะหัวหน้าไม่ชอบคนซีเรียสเท่านั้นเอง

ในเมื่อทุกคนต่างทำเรื่องผิดพลาดพอๆ กัน แต่ทำไมบางคนถึงถูกตำหนิขณะที่อีกคนได้รับการชมเชยมากกว่านะ? วันนี้ขอชวนไปรู้จัก ‘Moral luck’ แนวคิดทางปรัชญาที่ตั้งคำถามต่อความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านศีลธรรม ว่าแท้จริงแล้วเราควรตัดสินคนจากการกระทำจริงหรือเปล่า และแนวคิดนี้ช่วยปลดปล่อยเราจากความรู้สึกผิดพลาดได้อย่างไร

Moral luck เมื่อความถูกผิดอาจเกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

ปกติแล้วคนเราตัดสินว่าใครจะเป็นคนดีหรือคนเลวอย่างไร? ส่วนใหญ่ก็คงดูจากผลของการกระทำ หากว่าคนนั้นสร้างความเดือดร้อนก็คงเป็นคนร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าหากว่าคนนั้นไม่มีสร้างผลเสียให้ใครก็คงเป็นคนดีขึ้นมาทันตา

แต่มันเป็นแบบนั้นเสมอไปจริงหรือเปล่า?

ในทางปรัชญามีแนวคิดหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ นั่นคือ ‘Moral Luck’ หรือโชคทางศีลธรรม เสนอโดยเบอร์นาร์ด วิลเลี่ยม (Bernard Williams) นักปรัชญาในศตวรรษที่ 20 และ โทมัส นาเกล (Thomas Nagel) นักปรัชญาร่วมสมัยชาวอเมริกัน สิ่งนี้ใช้อธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งทางศีลธรรม จากการที่เราอาจถูกตำหนิหรือถูกยกย่องจากการผลลัพธ์การกระทำ ทั้งที่เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเต็มที่

ว่าง่ายๆ ‘โชค’ หรือ ‘ดวง’ ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เราถูกตัดสินว่าทำทำถูกต้องหรือทำผิดพลาด 

ยกตัวอย่างเช่น A และ B เพิ่งกลับจากงานปาร์ตี้ ทั้งคู่ดื่มเหล้าเมามายพอๆ กัน และตัดสินใจขับรถกลับบ้าน A สามารถขับถึงบ้านได้อย่างราบรื่น เพราะโชคดีที่ถนนโล่ง ขณะที่ B กลับไปชนเด็กที่วิ่งตัดหน้ารถจนเสียชีวิต 

จากเหตุการณ์นี้ดูเผินๆ เราคงจะคิดว่า B ควรถูกประณามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทำให้เด็กเสียชีวิต ส่วนที่ A ไม่ต้องรับโทษอะไร แต่หากลองดูดีๆ เราจะเห็นว่าทั้ง A และ B ต่างทำผิดด้วยข้อหาเมาแล้วขับเหมือนกันทั้งคู่ แต่ B โชคร้ายไปเจอปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเด็กที่วิ่งมาตัดหน้ารถ ซึ่งถ้าเปลี่ยนให้เด็กคนนั้นวิ่งตัดหน้ารถ A ก็คงโดนชนเช่นกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าที่ A ไม่ได้ทำผิด ก็เพียงเพราะโชคช่วยเท่านั้นเอง

 แล้วโชคช่วยกลายเป็นข้ออ้างให้เราไม่ต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า? แน่นอนว่าไม่ใช่ เราคงไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ B ทำเป็นสิ่งผิด และควรต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การรับผิดชอบทางศีลธรรมก็ควรเกิดขึ้นเมื่อสิ่งนั้นอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้เท่านั้น ตามหลักการด้านปรัชญา ‘Ought Implies Can’ หากมองในมุมนี้ นั่นหมายความว่า B ก็ควรรับผิดชอบที่ตัวเองดื่มแล้วขับเท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่เขาควบคุมได้ 

แต่ตัดภาพมาที่ความเป็นจริง การมองในมุมนักปรัชญาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราคงเชื่อว่าผลลัพธ์จากการกระทำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การตัดสินว่าใครดีหรือเลวจากการผลลัพธ์ก็มีช่องโหว่ให้เราต้องขบคิดไม่น้อย 

ในทางปรัชญา การเกิดอันตราย (harm) และการทำผิด (doingwrong) อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป เพราะการทำผิดไม่ได้นำมาซึ่งอันตรายทุกครั้ง เช่น น้องสาวอาจขโมยเงินเราโดยที่เราไม่รู้ แต่เรายังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ น้องสาวก็อาจเป็นเพียงคนที่ทำผิด แต่อาจไม่ใช่คนสร้างความเสียหายแก่เราก็ได้ ดังนั้น การตัดสินคนจากผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราเห็นความจริงว่าคนนั้นเป็นคนดีหรือคนแย่ได้ทุกครั้ง

นอกจากโชคจากผลของการกระทำจากที่ว่ามาแล้ว ในทุกๆ วันเรายังอาจพบเจอโชคดีทางศีลธรรมแบบอื่นๆ ที่ทำให้เราเผลอตัดสินคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว 

โทมัส นาเกล แบ่งความโชคดีทางศีลธรรมออกเป็น 4 ประเภท เพื่อให้เราเห็นว่ามีปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราที่ส่งผลต่อศีลธรรมเราโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ โชคด้านอุปนิสัย (Constitutive luck) โชคจากผลลัพธ์ (Resultant Luck) และโชคด้านสถานการณ์ (Circumstantial luck) และโชคจากสาเหตุเบื้องหลังหรือเหตุปัจจัยก่อนหน้า (Causal luck)

ตัวอย่างเช่น บางคนพื้นฐานอาจเป็นคนใจร้อน จึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองทำเรื่องแย่ๆ ในขณะที่บางคนเกิดมาพร้อมความใจดี ทำให้มีผู้คนคอยช่วยเหลือโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลย หรือบางคนต้องกลายเป็นคนแย่ๆ เพราะสถานการณ์บังคับ เช่น หัวหน้าที่ต้องตัดสินใจเลย์ออฟพนักงาน หากสถานการณ์เปลี่ยน เขาไม่ได้เป็นหัวหน้า หรือย้ายไปบริษัทอื่น เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น โชคเหล่านี้มีผลไม่น้อยต่อการตัดสินใจบางอย่างของเรา โดยที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลย

แม้ว่าผลจากการกระทำจะเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ง่ายที่สุด แต่การตัดสินใครสักคนว่าเป็นคนดีหรือเลว หรือทำถูกหรือผิด เพียงแค่ผลลัพธ์อย่างเดียวอาจไม่พอ บางครั้งเราต้องพิจารณาว่าอีกฝ่ายสามารถรับผิดชอบการกระทำตัวเองได้มากแค่ไหน หากผลลัพธ์นั้นเกิดจากสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ ก็คงไม่ยุติธรรมหากเรารีบตัดสินว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี

อย่าตัดสินตัวเองในโลกที่เราควบคุมไม่ได้

Moral luck ไม่เพียงแต่ช่วยลดอคติจากการตัดสินคนอื่นเท่านั้น ในแง่หนึ่งก็ช่วยทำให้เราเห็นว่าการผลลัพธ์จากการกระทำของเราอาจไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราควบคุมได้เสมอไป 

บนโลกนี้ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้ว่าเราจะระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม ก่อนออกจากบ้านเราอาจจะเช็คความเรียบร้อยมาอย่างดี แต่เราก็อาจเผลอลืมลืมส่งงานให้ลูกค้าในตอนเช้า หรือในทางกลับกัน การไม่ต้องส่งงานลูกค้าในตอนเช้า ก็อาจเป็นเรื่องดี เพราะสุดท้ายลูกค้าขอยกเลิกงานในอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็ได้

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าชมเชยหรือควรถูกตำหนิ ผลลัพธ์จากการกระทำนั้นอาจไม่ได้เป็นตัวตัดสินความดีงามของเราเสมอไป และคงจะใจร้ายกับตัวเองมากเกินหากเราเอาผลลัพธ์นั้นมาตัดสินตัวเราเอง

หลายครั้งที่เราเชื่อในผลการกระทำเพราะเราเชื่อว่าตัวเองควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ดั่งใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า ภาพลวงตาแห่งการควบคุม (Illusion of Control) หมายถึงอคติทางความคิดที่ทำให้เราประเมินความสามารถ ควบคุมผลลัพธ์ในหตุการณ์ต่างๆ ของตัวเองสูงเกินจริง 

แนวคิดนี้มาจาก เอลเลน แลงเกอร์ (Ellen Langer) นักจิตวิทยาที่เสนอในปี 1975 จากแนวคิดนี้พบว่าผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวมีผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งภาพลวงตาแห่งการควบคุมมักทำให้หลายคนรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากเกินไปเมื่อต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้ความคิดอย่างรอบคอบและมีความเสี่ยงสูง

ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจของนักลงทุนเมื่อเลือกหุ้น พวกเขามักใช้เวลาศึกษางบการเงิน วิเคราะห์กราฟ และค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียด จนเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมผลตอบแทนได้ หรือรู้จังหวะที่ดีที่สุดในการซื้อขาย แต่สุดท้ายเขาก็อาจต้องเสี่ยงต่อการขาดทุนอยู่ดี เพราะในความจริงไม่มีใครสามารถควบคุมตลาดได้จริงอย่างที่เข้าใจ

จะเห็นว่าภาพลวงตาแห่งการควบคุม แม้ว่าจะสร้างความมั่นใจว่าเราจะสามารถทำตามเป้าหมายให้สำเร็จได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นว่าเราสามารถควบคุมผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง ก็อาจทำให้เราเกิดความมั่นใจเกินเหตุ จนไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงได้เลย

แม้สุดท้ายสิ่งที่เราพยายามตั้งใจทำมันจะอาจไม่ออกมาเป็นอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบตัดสินตัวเองว่าเป็นคนล้มเหลวเสมอไป บางทีมันก็อาจจะเป็นเพราะโชคยังไม่เข้าข้างเท่านั้นเอง

อ้างอิงจาก

psychologytoday.com

thecollector.com

vox.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan) Editorial Staff: Paranee Srikham

You might also like



Back To Top