Mitsubishi Motors Q1 ปี 2026 กำไร 293 ล้านบาท ยอดขายรถทั่วโลก 179,000 คัน กำไรเพิ่ม 100% ขายลดลง 8% เดินหน้า Pajero ใหม่–เร่งขยาย HEV - รถใหม่วันนี้ ข่าวรถยนต์ EV ราคารถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
Mitsubishi Motors Q1 FY2026 กำไรพุ่ง 80% แม้ยอดขายโลกลด 8% เดินหน้า Pajero ใหม่–เร่งขยาย HEV
Mitsubishi Motors เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2026 หรือช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 โดยภาพรวมบริษัทสามารถทำรายได้และกำไรเติบโตจากปีก่อน แม้ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกลดลง และยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
บริษัทระบุว่า การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ได้อย่างยืดหยุ่น การควบคุมต้นทุน และผลบวกบางส่วนจากอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกยังเดินหน้าได้ตามแผน โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 80% ขณะที่ Mitsubishi ยังคงประมาณการทั้งปี FY2026 ไว้ตามเดิม พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถรุ่นใหม่ รวมถึงระบุถึงแผนเปิดตัว Mitsubishi Pajero รุ่นใหม่ อย่างชัดเจนในแผนธุรกิจปีนี้
บทความนี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน = 0.2095 บาท เพื่อคำนวณมูลค่าเป็นเงินบาทโดยประมาณ
รายได้ Q1 FY2026 แตะ 619.9 พันล้านเยน
ในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2026 Mitsubishi Motors มีรายได้รวม 619.9 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นจาก 609.1 พันล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2% หากคำนวณเป็นเงินบาทตามอัตรา 1 เยน = 0.2095 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 129,869 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 10.1 พันล้านเยน หรือประมาณ 2,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 5.6 พันล้านเยนในปีก่อนถึง 80%
อัตรากำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นจาก 0.9% เป็น 1.6% กำไรปกติอยู่ที่ 9.7 พันล้านเยน เพิ่มขึ้น 102% ส่วนกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่อยู่ที่ 1.4 พันล้านเยน หรือประมาณ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน จุดที่น่าสนใจคือ Mitsubishi สามารถเพิ่มกำไรได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในไตรมาสนี้ลดลง
ยอดขายทั่วโลกลด 8% เหลือ 179,000 คัน
Mitsubishi Motors มียอดขายปลีกทั่วโลกในช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 รวม 179,000 คัน ลดลงจาก 194,000 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 15,000 คัน หรือ ลดลง 8%
- ยอดขายใน ASEAN ลดจาก 54,000 คันเหลือ 50,000 คัน หรือลดลง 7%
- ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดที่ยังเติบโต โดยเพิ่มจาก 28,000 เป็น 29,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4%
- ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และตลาดเกี่ยวเนื่อง ลดจาก 34,000 เหลือ 33,000 คัน
- ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ลดจาก 18,000 เหลือ 13,000 คัน หรือลดลงถึง 28%
- อเมริกาเหนือลดเล็กน้อยจาก 42,000 เหลือ 41,000 คัน
- ส่วนยุโรปลดลงแรงที่สุด จาก 15,000 เหลือเพียง 9,000 คัน หรือลดลง 40%
- ขณะที่ตลาดอื่น ๆ เพิ่มจาก 3,000 เป็น 4,000 คัน
ตะวันออกกลางกระทบยอดขายราว 15,000 คัน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Mitsubishi เน้นย้ำในรายงานคือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บริษัทประเมินว่า Q1 FY2026 ได้รับผลกระทบด้านยอดขายประมาณ 15,000 คัน และมีผลกระทบในเชิงมูลค่าประมาณ 10 พันล้านเยน หรือราว 2,095 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม Mitsubishi ระบุว่าผลกระทบดังกล่าวยังอยู่ภายในกรอบที่บริษัทคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
บริษัทได้เร่งจัดหาเส้นทางขนส่งทางเลือก และสามารถกลับมาเริ่มส่งออกรถไปยังตะวันออกกลางได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 ในด้านต้นทุน การใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก รวมถึงราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบประมาณ 2 พันล้านเยน หรือประมาณ 419 ล้านบาท Mitsubishi คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ผลกระทบด้านยอดขายจากสถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มจำกัดลง แต่ต้นทุนค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงอาจยังส่งผลต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ
ยอดขายลด แต่กำไรเพิ่ม เกิดจากอะไร
แม้ยอดขายปลีกจะลดลง 8% แต่กำไรจากการดำเนินงานกลับเพิ่มขึ้นถึง 80% Mitsubishi ระบุว่าปริมาณขายและโครงสร้างรุ่นรถสร้างผลกระทบด้านลบประมาณ 10.3 พันล้านเยน ค่าใช้จ่ายขายสร้างผลกระทบลบประมาณ 6.5 พันล้านเยน ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งกระทบราว 10 พันล้านเยน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกหลายด้าน ราคาขายและปัจจัยอื่น ๆ ช่วยเพิ่มผลกำไรราว 5.0 พันล้านเยน ผลด้านค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาในเชิงเปรียบเทียบช่วยประมาณ 2.2 พันล้านเยน
ปัจจัยอื่น ๆ ช่วยเพิ่มราว 12.8 พันล้านเยน และอัตราแลกเปลี่ยนช่วยเพิ่มอีกประมาณ 11.3 พันล้านเยน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มจาก 5.6 พันล้านเยนใน Q1 FY2025 เป็น 10.1 พันล้านเยนใน Q1 FY2026
เงินบาทกดดันกำไร Mitsubishi
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรงคืออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ใน Q1 FY2025 Mitsubishi ใช้อัตรา 1 บาท = 4.35 เยน ส่วน Q1 FY2026 อยู่ที่ 1 บาท = 4.89 เยน ผลจากการเปลี่ยนแปลงของเงินบาทสร้างผลกระทบต่อกำไรประมาณ -8 พันล้านเยน หรือประมาณ 1,676 ล้านบาท ในทางกลับกัน เงินดอลลาร์สหรัฐสร้างผลบวกราว 7.3 พันล้านเยน และเงินดอลลาร์ออสเตรเลียสร้างผลบวกราว 5.2 พันล้านเยน
ASEAN ยังสำคัญ แต่ยอดขายลดเหลือ 50,000 คัน
Mitsubishi Motors มียอดขายใน ASEAN รวม 50,000 คัน ใน Q1 FY2026 ลดลงจาก 54,000 คันในปีก่อน ประเทศไทยมียอดขายลดจากประมาณ 7,000 คัน เหลือ 5,000 คัน ส่วนแบ่งตลาดลดจาก 4.4% เหลือ 3.1%
Mitsubishi ระบุผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อยอดขายในไทยไว้ประมาณ 2,000 คัน อินโดนีเซียกลับมียอดขายเพิ่มจาก 15,000 เป็น 16,000 คัน แต่ส่วนแบ่งตลาดลดจาก 8.5% เหลือ 7.1%
ฟิลิปปินส์ลดจาก 21,000 เหลือ 16,000 คัน และส่วนแบ่งตลาดลดจาก 18.3% เหลือ 16.2% เวียดนามเป็นตลาดที่ทำผลงานโดดเด่น ยอดขายเพิ่มจาก 8,000 เป็น 10,000 คัน และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 11.4% เป็น 14.4% Mitsubishi ระบุว่า แม้ ASEAN จะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์และมาตรการด้านการขายยังช่วยให้ผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างแข็งแกร่ง
ญี่ปุ่นโต 4% Delica D:5 ยังแรง
- ตลาดญี่ปุ่นมียอดขายรวมเพิ่มจาก 28,000 เป็น 29,000 คัน
- รถยนต์จดทะเบียนทั่วไปเพิ่มจาก 11,000 เป็น 14,000 คัน
- ขณะที่ Kei Car ลดจาก 17,000 เหลือ 15,000 คัน
Mitsubishi ระบุว่าโมเมนตัมการขายของรถรุ่นใหม่ เช่น Delica D:5 ยังคงดี ส่งผลให้ยอดขายรถจดทะเบียนทั่วไปสูงกว่าปีก่อน ในฝั่ง Kei Car แม้ยอดขายลดลงจากผลฐานสูงชั่วคราวในปีก่อน แต่ยอดคำสั่งซื้อยังคงแข็งแกร่ง บริษัทจะเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและปรับปรุงโชว์รูมเดิม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์และฐานการขายในญี่ปุ่น
อเมริกาเหนือพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร
อเมริกาเหนือเป็นอีกภูมิภาคที่ผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้เพิ่มจาก 148.6 พันล้านเยน เป็น 179.8 พันล้านเยน และที่สำคัญ กำไรจากการดำเนินงานพลิกจาก ขาดทุน 3.0 พันล้านเยน ใน Q1 FY2025 มาเป็น กำไร 5.7 พันล้านเยน ใน Q1 FY2026 เท่ากับว่าผลการดำเนินงานดีขึ้นถึง 8.7 พันล้านเยน ด้านยอดขายลดเล็กน้อยจาก 42,000 เหลือ 41,000 คัน แม้บริษัทจะยุติการจำหน่าย Mirage แล้วก็ตาม Mitsubishi ระบุว่ามาตรการต่าง ๆ ช่วยให้ยอดขายยังอยู่ใกล้เคียงระดับปีก่อน
ยุโรปยอดขายลดแรง 40%
ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ยอดขายลดลงมากที่สุด Q1 FY2025 อยู่ที่ 15,000 คัน ขณะที่ Q1 FY2026 เหลือเพียง 9,000 คัน ลดลง 40% Mitsubishi ระบุว่ารถรุ่นที่ยังทำตลาดต่อเนื่องสามารถเติบโตได้ แต่ผลจากการยุติจำหน่ายรถบางรุ่นทำให้ยอดรวมลดลง รายได้ในยุโรปลดจาก 30.8 พันล้านเยน เป็น 25.5 พันล้านเยน และผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากกำไร 2.2 พันล้านเยน เป็นขาดทุน 0.3 พันล้านเยน
Destinator เดินหน้าขยายตลาด
Mitsubishi ให้ความสำคัญกับ Destinator อย่างชัดเจนในแผนขยายยอดขาย แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่บริษัทระบุว่าทั้งจำนวนประเทศที่เปิดจำหน่ายและยอดขายของ Destinator กำลังเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในประเทศที่เปิดตัวไปแล้ว Mitsubishi ระบุว่ารถรุ่นนี้สามารถทำผลงานอยู่ใน กลุ่มอันดับต้น ๆ ของส่วนแบ่งตลาดในเซกเมนต์ บริษัทมีแผนขยายพื้นที่จำหน่ายตามแผน และเดินหน้าการขายเต็มรูปแบบเพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มเติม
Xforce HEV เริ่มขายอินโดนีเซีย
อีกหนึ่งรุ่นสำคัญคือ Mitsubishi Xforce HEV บริษัทระบุว่าเริ่มนำรุ่น HEV เข้าทำตลาดในอินโดนีเซียตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2026 หลังจากนั้นจะทยอยขยายไปยังตลาดอื่นต่อไป ถือเป็นอีกสัญญาณว่า Mitsubishi กำลังเพิ่มบทบาทของระบบไฮบริดในตลาด ASEAN มากขึ้น
Delica D:5 ยอดขายโต 1.5 เท่า
ในตลาดญี่ปุ่น Mitsubishi ระบุว่า Delica D:5 มียอดขายปลีกเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่าของช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน Delica Mini จะเดินหน้ากิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์และกระตุ้นความสนใจของลูกค้า
Pajero รุ่นใหม่ ถูกระบุในแผน FY2026 อย่างชัดเจน
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ Mitsubishi Motors ระบุถึง “Pajero รุ่นใหม่” โดยตรง บริษัทระบุว่า ในช่วง FY2026 จะเดินหน้าขยายตลาดของรถรุ่นที่เปิดตัวในช่วงครึ่งหลัง FY2025 พร้อมกับ เปิดตัว Pajero รุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างยอดขายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เอกสารชุดนี้ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของ Pajero ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน หรือวันเปิดตัวอย่างละเอียด
ดังนั้นจากเอกสารนี้ สิ่งที่ยืนยันได้คือ Mitsubishi วาง Pajero รุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของแผน FY2026 อย่างเป็นทางการ
Mitsubishi คงเป้ายอดขายทั้งปี 857,000 คัน
แม้ยอดขายในไตรมาสแรกจะลดลง แต่ Mitsubishi Motors ยังคงประมาณการยอดขายทั้งปีไว้ที่ 857,000 คัน เพิ่มจาก 797,000 คันใน FY2025 หรือเพิ่มขึ้น 60,000 คัน คิดเป็น 8%
- ASEAN ถูกตั้งเป้าไว้ที่ 266,000 คัน เพิ่มขึ้น 9%
- ญี่ปุ่น 140,000 คัน เพิ่มขึ้น 15%
- ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และตลาดอื่นที่เกี่ยวข้อง 155,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%
- ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 69,000 คัน ลดลง 3%
- อเมริกาเหนือ 157,000 คัน ลดลง 5%
- ยุโรป 55,000 คัน เพิ่มขึ้น 31%
- ตลาดอื่น ๆ 15,000 คัน เพิ่มขึ้น 36%
จะเห็นได้ว่า Mitsubishi ไม่ได้ตั้งเป้าให้ทุกภูมิภาคเติบโตพร้อมกัน แต่เลือกเน้นการเติบโตในญี่ปุ่น ASEAN และยุโรป ขณะที่อเมริกาเหนือถูกวางเป้ายอดขายลดลงจากปีก่อน
คาดรายได้ทั้งปี 3.26 ล้านล้านเยน
Mitsubishi Motors ยังคงประมาณการรายได้ FY2026 ที่ 3.26 ล้านล้านเยน เพิ่มจาก 2.8965 ล้านล้านเยนใน FY2025 คิดเป็น 13% คำนวณเป็นเงินบาทตามอัตรา 1 เยน = 0.2095 บาท เท่ากับประมาณ 682,970 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานคาดไว้ที่ 90 พันล้านเยน หรือประมาณ 18,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จาก FY2025 อัตรากำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะเพิ่มจาก 2.6% เป็น 2.8% กำไรปกติคาดอยู่ที่ 80 พันล้านเยน เพิ่มขึ้น 1% ส่วนกำไรสุทธิคาดไว้ที่ 25 พันล้านเยน หรือประมาณ 5,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10 พันล้านเยนในปีก่อนถึง 150% ยอดขายปลีกทั่วโลกยังคงเป้าที่ 857,000 คัน เพิ่มขึ้น 8%
รายได้ ASEAN ทั้งปีตั้งเป้า 710 พันล้านเยน
เมื่อแยกประมาณการรายได้ตามภูมิภาค Mitsubishi คาดว่า ASEAN จะสร้างรายได้ 710 พันล้านเยน เพิ่มจาก 613.5 พันล้านเยนใน FY2025
- ญี่ปุ่นถูกตั้งเป้ารายได้ไว้สูงที่สุดที่ 765 พันล้านเยน
- อเมริกาเหนืออยู่ที่ 710 พันล้านเยน
- ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา อยู่ที่ 460 พันล้านเยน
- ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ที่ 335 พันล้านเยน
- ยุโรปอยู่ที่ 270 พันล้านเยน
- ตลาดอื่น ๆ อยู่ที่ 10 พันล้านเยน
- รวมทั้งบริษัทอยู่ที่ 3.26 ล้านล้านเยน
เงินบาทอาจกดดันทั้งปีถึง 31 พันล้านเยน
สำหรับ FY2026 Mitsubishi ตั้งสมมติฐานค่าเงินบาทไว้ที่ 1 บาท = 4.97 เยน เทียบกับ FY2025 ที่ 1 บาท = 4.65 เยน บริษัทประเมินว่าปัจจัยจากเงินบาทจะสร้างผลกระทบประมาณ -31 พันล้านเยน หากคำนวณด้วยอัตรา 1 เยน = 0.2095 บาท เท่ากับประมาณ 6,495 ล้านบาท ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลียถูกคาดว่าจะสร้างผลบวกประมาณ 27.9 พันล้านเยน และดอลลาร์สหรัฐสร้างผลบวกประมาณ 8.5 พันล้านเยน จึงเห็นได้ว่าเงินบาทเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อผลประกอบการของ Mitsubishi อย่างมีนัยสำคัญ
งบลงทุน FY2026 เพิ่มถึง 64%
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Mitsubishi เตรียมเพิ่มงบลงทุนอย่างมากในปีงบประมาณนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวรไว้ที่ 140 พันล้านเยน เพิ่มจาก 85.3 พันล้านเยนใน FY2025 หรือเพิ่มขึ้น 64% คิดเป็นเงินไทยประมาณ 29,330 ล้านบาท งบวิจัยและพัฒนา หรือ R&D อยู่ที่ 117 พันล้านเยน หรือประมาณ 24,512 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน ส่วนค่าเสื่อมราคาคาดอยู่ที่ 88 พันล้านเยน หรือประมาณ 18,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ระดับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Mitsubishi กำลังเดินหน้ารถรุ่นใหม่หลายรุ่นและขยายพื้นที่จำหน่ายในหลายภูมิภาค
ฐานะการเงิน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026
ณ สิ้น Q1 FY2026 Mitsubishi Motors มีสินทรัพย์รวม 2.3135 ล้านล้านเยน ลดลงจาก 2.4181 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 เงินสดและเงินฝากลดจาก 438.9 พันล้านเยน เหลือ 307 พันล้านเยน หนี้สินรวมลดจาก 1.4548 ล้านล้านเยน เหลือ 1.3519 ล้านล้านเยน ขณะที่หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มจาก 395.4 พันล้านเยน เป็น 413.6 พันล้านเยน ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 961.6 พันล้านเยน อัตราส่วนส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มจาก 38.0% เป็น 39.6% ส่วน Net Cash ในธุรกิจรถยนต์และรายการตัดบัญชีลดจาก 406.2 พันล้านเยน เหลือ 269.7 พันล้านเยน
สรุป
ผลประกอบการ Q1 FY2026 ของ Mitsubishi Motors สะท้อนภาพที่น่าสนใจ เพราะแม้ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกลดลง 8% เหลือ 179,000 คัน แต่บริษัทกลับสามารถเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 80% เป็น 10.1 พันล้านเยน
ในฝั่งตลาด ASEAN ยังคงมีความสำคัญสูง แม้ไทยและฟิลิปปินส์จะลดลง ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามยังมีสัญญาณบวก
ด้านผลิตภัณฑ์ Mitsubishi จะเร่งขยาย Destinator เดินหน้า Xforce HEV ใน ASEAN ใช้ Delica D:5 และ Delica Mini รักษาโมเมนตัมในญี่ปุ่น และที่สำคัญคือ Pajero รุ่นใหม่ถูกระบุเป็นหนึ่งในรถสำคัญของแผน FY2026 อย่างชัดเจน
สำหรับทั้งปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 857,000 คัน รายได้ 3.26 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 682,970 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 90 พันล้านเยน หรือประมาณ 18,855 ล้านบาท
ช่วงที่เหลือของ FY2026 จึงต้องจับตาว่า Mitsubishi จะสามารถใช้รถรุ่นใหม่ การขยายตลาด และการลงทุนที่เพิ่มขึ้น มาชดเชยแรงกดดันจากค่าเงิน ต้นทุนวัตถุดิบ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มากเพียงใด.
