Cover Image

Minotaur (2026) ‘เมียพี่มีชู้’ และการเมืองเรื่องรัสเซียของ อันเดรย์ ซเวียกินต์เซฟ

“ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย หยุดการนองเลือดครั้งนี้เสียเถิด” 

อันเดรย์ ซเวียกินต์เซฟ (Andrey Zvyagintsev) ผู้กำกับชาวรัสเซีย ประกาศเช่นนั้น หลังจาก Minotaur (2026) หนังยาวลำดับล่าสุดของเขาคว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ (Grand Prix) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และนั่นดูจะเป็นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ทั้งต่อตัวประธานาธิบดีที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ผู้ชมในงานเทศกาลหนัง คนในประเทศบ้านเกิด และต่อประชาคมโลก หลังสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนอุบัติขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2022 ยังไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งที่กินเวลามาเนิ่นนานกว่าทศวรรษ

และไม่ว่าจะอย่างไร สารที่เขากล่าวนั้นก็สอดรับกับตัวหนังซึ่งดัดแปลงมาจาก The Unfaithful Wife (1969) ภาพยนตร์ระทึกขวัญโดย โคลด ชาโบรล คนทำหนังชาวฝรั่งเศส ว่าด้วยสามีนักธุรกิจที่จับได้ว่าภรรยานอกใจ และหาทางจัดการชู้รักของเธอเสีย และโดยคร่าวแล้ว Minotaur ของซเวียกินต์เซฟก็เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ในลักษณะนั้น เกลบ (ดมิทรี มาซูรอฟ) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งในมอสโก ถูกนายกเทศมนตรีของเมืองร้องขอกึ่งบังคับ ให้ส่งพนักงานชายไปเกณฑ์เป็นทหาร เพราะประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่การบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบ ขณะที่ชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ กาลินา (ไอริส เลเบเดวา) ภรรยา ก็เริ่มระหองระแหง กระทั่งเขาจับได้ในที่สุดว่าเธอแอบเป็นชู้กับ อันตอน (ยูรี ซาวัลนยุก) ช่างภาพหนุ่มคนหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจกระทำการบางอย่างที่รุนแรงหลังจากนั้น

Minotaur สามารถเป็นหนังดราม่าว่าด้วยความสัมพันธ์ผัวเมียแบบหนังของชาโบรลได้ และเป็นได้แม้กระทั่งหนังอีโรติกซึ่งก็ดัดแปลงมาจากหนังของชาโบรลอีกทีอย่าง Unfaithful (2002) หากแต่เมื่ออยู่ในมือของซเวียกินต์เซฟ เรื่องราวว่าด้วย ‘เมียพี่มีชู้’ จึงกลายเป็นพื้นที่แห่งการสำรวจบทบาทของกองทัพรัสเซียที่เข้ามารุกรานชีวิตประชาชน รวมถึงสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในสังคมด้วย

ไอเดียการรีเมกหนังอยู่ในใจซเวียกินต์เซฟมานานหลายปี ก่อนหน้านี้เขาเคยตั้งใจจะหยิบ Scenes from a Marriage (1974) ซีรีส์ดราม่าของ อิงมาร์ เบิร์กแมน มาทำใหม่ แต่ด้วยปัญหาลิขสิทธิ์ ทำให้เขาต้องมองหาหนังเรื่องอื่น “ตอนนั้นแหละที่ผมนึกถึง The Unfaithful Wife เพราะถ้าไม่นับชื่อเรื่องแล้ว เอาแค่ 3 นาทีแรกของหนัง คนดูก็รับรู้ได้ว่าคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่คือตัวละครหญิง มันเลยไม่ใช่หนังที่ต้องมาสืบค้นหรือสงสัยว่าเธอทำจริงหรือไม่” เขาบอก “ผมตั้งใจจะรีเมกหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2018 แล้วล่ะ ตอนนั้นยังไม่มีสงครามเลย แค่คิดว่าอยากดัดแปลงให้เข้ากับบริบทความเป็นรัสเซียขึ้นอีกหน่อย และรู้สึกว่าชาโบรลไม่ได้ใส่ใจจะสำรวจหน้าที่การงานของตัวละครนัก เหมือนเขาทิ้งประเด็นนี้ไปเลย คนดูแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวละครหลักทำงานทำการอะไรกันแน่ และผมก็ตั้งใจจะปั้นเสริมเติมแต่งส่วนนี้ลงไปน่ะ”

อย่างไรก็ดี ซเวียกินต์เซฟยังไม่ทันได้เริ่มโปรเจกต์หนังรีเมกของเขา โลกก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะชะงักงันด้วยโรคโควิด-19 ตัวเขาเองป่วยไข้อย่างหนัก ทั้งร่างกายยังตอบสนองรุนแรงต่อวัคซีนโควิด-19 สปุตนิกวีของรัสเซีย ที่ส่งผลให้เขาตกอยู่ในภาวะโคม่านานถึง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นเขายังต้องรับมือกับอาการปลายประสาทอ่อนแรงซึ่งทำให้เขานอนติดเตียงอยู่นานร่วมปี 

“ช่วงนั้นผมอ่านอะไรต่อมิอะไรนิดๆ หน่อยๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับมาเดินหรือใช้ชีวิตแบบคนอื่นเขาได้ไหม” ซเวียกินต์เซฟให้สัมภาษณ์กับ IndieWire เมื่อปี 2022 “จนตอนนี้ก็ยังมีอาการบางอย่างตกค้างอยู่ ยังไม่ได้กลับคืนสภาพดีเต็มที่ มืออาจจะกลับมาขยับได้ตามปกติแล้ว แต่การเดินยังเป็นเรื่องยากอยู่นิดหน่อย”

และในช่วงเวลาแห่งการรักษาตัว ซเวียกินต์เซฟก็พบว่ารัสเซียเดินหน้าบุกรุกยูเครนเต็มกำลัง และในความหมายว่าพ้นจากบรรยากาศตึงเครียดของการสู้รบ ยังมีนัยเรื่องความเข้มข้นของการสอดส่องประชาชนจากรัฐอย่างสลักสำคัญ และด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจไปใช้ชีวิตในปารีส ประเทศฝรั่งเศสแทน “ถ้ากลับไปรัสเซีย ก็อาจถูกมองว่าเป็นสายลับให้ต่างประเทศเอาได้ง่ายๆ” เขาบอก “คุณอาจถูกมองเป็นสายลับก็ได้ หรืออาจไม่มีใครสนใจอะไรคุณเลยก็ได้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้อยากมองโลกแง่ดีนัก แต่ตอนนั้นสื่อมวลชนอิสระทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า พวกเขาเจอแรงกดดันจากภาครัฐหนักขึ้น

“มันหายนะชัดๆ” เขาเล่าต่อ “เป็นหายนะต่อชาวรัสเซียด้วย สงครามทำลายทุกสิ่ง ทำลายทุกชีวิตอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ เพราะงั้นด้านหนึ่งแล้วผมจึงรู้สึกว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้มันหาทางเข้ามาปรากฏตัวในภาพยนตร์ของมันเอง ไซมอน ไลอาเชนโก มือเขียนบท กับผมเลยตัดสินใจว่า จะใช้บริบทนี้เพื่อสร้างความตึงเครียดด้านการงานของตัวละครหลัก จึงเอาเรื่องการเมืองกับเรื่องส่วนตัวของตัวละครเข้ามาสอดประสานกันในที่สุดน่ะ”

หนึ่งในเงื่อนไขที่ซเวียกินต์เซฟระมัดระวังอย่างมาก คือบรรดานักแสดงที่ร่วมงานกับเขา “ผมจะคุยเรื่องสคริปต์ให้พวกเขาฟังทุกคน เอาบางส่วนของบทให้พวกเขาอ่าน เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจว่าจะต้องเจอกับอะไร” ซเวียกินต์เซฟบอก “เพราะเอาจริงๆ การมาแสดงหนังเรื่องนี้ก็เสี่ยงจะโดนขึ้นบัญชีของรัฐเหมือนกัน หลายคนจำต้องปฏิเสธหนังเรื่องนี้ไปทั้งที่อยากแสดงมาก 

“นักแสดงคนหนึ่งที่มารับบทนำคือดมิทรี มาซูรอฟ ซึ่งผมนับถือความกล้าหาญของเขามากๆ ผมถามเขาว่า แน่ใจหรือครับว่าอยากมาแสดงในหนังเรื่องนี้กับผม และเขาตอบมาว่า ก็ถ้าผมไม่แสดงเรื่องนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแสดงอะไรต่อไปแล้ว”

Minotaur คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และการที่ซเวียกินต์เซฟขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีพร้อมปาฐกถาถึงผู้นำรัสเซีย ก็นับเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งของเขา แม้ก่อนหน้านี้ หนังยาวเรื่องก่อนๆ ของซเวียกินต์เซฟจะพูดถึง ‘ความเป็นรัสเซีย’ ร่วมสมัยบางอย่างเรื่อยมาก็ตาม

ซเวียกินต์เซฟเติบโตที่เมืองโนโวซีบีสค์ ไซบีเรีย เขาฝันอยากทำงานในแวดวงละครเวทีตั้งแต่เรียนมัธยม และถ้าเป็นไปได้ก็อยากเป็นนักแสดงอาชีพ เขาจึงเริ่มเข้าโรงเรียนสอนการแสดงในไซบีเรียตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็ค้นพบว่างานแสดงในบ้านเกิดตัวเองอาจไม่ได้ใหญ่โตหรืองอกงามอย่างง่ายดาย เขาจึงย้ายเข้ามาเรียนในมอสโกแทน ทว่าเช่นเคย ไม่มีอะไรง่ายดายสำหรับเขาและคนหนุ่มสาวในยุคนโยบายการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองในสหภาพโซเวียต (Post-Perestroika) ซเวียกินต์เซฟได้งานแสดงบ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากพอจะทำให้เขาเลี้ยงชีพได้ในระยะยาว

“ตอนนั้นปี 1993 ผมหางานทำแทบไม่ได้ เลยไปรับงานถ่ายโฆษณาสำหรับร้านเฟอร์นิเจอร์” เขาเล่า “มันทำให้ผมเรียนรู้การทำงานอย่างประณีต และวิธีการถ่ายทำต่างๆ อยู่เหมือนกัน

“และตอนนั้นแหละที่ผมได้ดูหนังเรื่อง L’Avventura ซึ่งทำเอาผมเตลิดเปิดเปิงไปเลย”

ซเวียกินต์เซฟย้ำอยู่เสมอว่า หนังของ มีเกลันเจโล อันโตนีโอนี สร้างแรงสะเทือนให้กับชีวิตเขาอย่างมหาศาล อาจพูดได้ว่า ทำให้เขาสนใจหันมาทำหนังอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียด้วยซ้ำ “ระดับที่ว่าหลังจากที่เดินออกมาจากโรงหนัง ผมขยับเนื้อขยับตัวไม่ได้ ตอนนั้นยืนอยู่ริมถนนกับเพื่อน เขาเอาแต่เร่งผมไม่หยุดว่า ‘ชักช้าอะไรอยู่วะ ไปกันเถอะ’ ส่วนผมบอกเขาแค่ว่า ยูริ ขอล่ะ เงียบสักเดี๋ยวได้ไหม”

หนังของอันโตนีโอนีทำให้เขากระโจนเข้าหาหนังเรื่องอื่นๆ ของคนทำหนังชาวยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ลูชิโน วิสคอนตี คนทำหนังชาวอิตาลี และอีริก โรแมร์ คนทำหนังชาวฝรั่งเศส และนับตั้งแต่นั้น เส้นทางของซเวียกินต์เซฟก็เบนมาสู่การทำหนังเต็มตัว

หนังเรื่องแรกของเขาอย่าง The Return (2003) ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย เมื่อหนังคว้า 5 รางวัลรวดหลังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รวมทั้งรางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลหนังเวนิส และเป็นตัวแทนหนังจากรัสเซียเข้าชิงรางวัลสาขาภาพยนตร์พูดภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมบนเวทีลูกโลกทองคำ 

หนังเล่าเรื่องของ อันเดรย์ (วลาดิมีร์ การิน) เด็กหนุ่มผู้เป็นพี่ชายของ อิวาน (อิวาน โดบรอนราวอฟ) น้องชายผู้เป็นที่รักยิ่ง ด้านหนึ่งก็เพราะพ่อของทั้งสองทิ้งพวกเขาไปตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้พวกเขาอยู่กับแม่และยายจนโต กระทั่งวันหนึ่ง สองพี่น้องพบว่าพ่อที่หายไปกว่า 10 ปีปรากฏตัวอยู่ที่บ้าน และแม้จะงุนงง แต่ทั้งคู่ก็ดีใจที่เห็นพ่อหวนกลับมาอีกครั้ง 

ทว่าเรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อชายตรงหน้าพยายามเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเขา ทั้งพยายามแนะนำ สอนสั่ง หรือแม้กระทั่งทดสอบความเป็นลูกผู้ชายของสองพี่น้อง การออกเดินทางไปทริปสั้นๆ ด้วยกัน ซึ่งแรกเริ่มดูเหมือนมีขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์พ่อลูกที่เหือดหายไป กลับยิ่งทำให้อันเดรย์และอิวานอึดอัด ก่อนที่ทุกอย่างจะนำไปสู่แรงระเบิดด้านความรู้สึกในท้ายที่สุด

The Return ถูกตีความว่าอาจหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจริงๆ หรืออาจหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เมื่อพ่อคือภาพแทนของเยซู และสองพี่น้องคือภาพแทนของคาอินกับอาเบลในคัมภีร์ไบเบิล 

“ไม่รู้สิ ผมไม่คิดอยากอธิบายอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นจินตนาการให้ผมขนาดนั้นนะ” ซเวียกินต์เซฟบอก “ถ้าจะให้พูด ผมคงบอกแค่ว่า คุณนึกภาพใครสักคนที่เฝ้ารอโอกาสทำหนังสักเรื่องมาตลอดสิบปีออกไหมล่ะ มันก็คือแบบนั้นแหละ

“เวลามีคนมาถามเกี่ยวกับหนัง ผมว่ามันก็ไม่มีคำตอบอะไรตายตัวหรอก และไม่มีใครที่จะมาอธิบายอะไรได้ด้วย ก็แค่ว่าคุณรู้สึกยังไงกับหนังเท่านั้นเอง หรือไม่รู้สึกอะไรเลยด้วย”

ยุคแรกๆ ของการทำหนัง ซเวียกินต์เซฟมักสำรวจประเด็นความสัมพันธ์และศีลธรรมผ่านภาพยนตร์ อันจะเห็นได้จากหนังเรื่องต่อมาของเขาอย่าง The Banishment (2007) ที่ว่าด้วยการตัดสินใจของชายคนหนึ่ง เมื่อภรรยาสารภาพความจริงบางอย่างที่รุนแรงถึงขั้นคอขาดบาดตายสำหรับเขา และ Elena (2011) ที่ขยับมาเล่าประเด็นความเหลื่อมล้ำผ่านการช่วงชิงมรดกของครอบครัวหนึ่ง แต่ที่ชัดที่สุดคือ Leviathan (2014) ซึ่งซเวียกินต์เซฟพูดถึงการคุกคามของรัฐผ่านกระบวนการทางกฎหมาย และการต่อสู้อย่างจนตรอกของคนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชน ตัวหนังเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และได้เป็นตัวแทนรัสเซียเข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

นิโกไล (อเล็กเซย์ เซเรียบรียาโคฟ) ช่างซ่อมรถยนต์หัวร้อน อาศัยอยู่กับเมียและลูกชายวัยรุ่นแถบเมืองชายฝั่งทางตอนเหนือของรัสเซีย ว่าไปแล้วชีวิตของเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก กระทั่งเมื่อนายกเทศมนตรีเมืองหน้าไหว้หลังหลอกอย่าง วาดิม (โรมัน มาดยานอฟ) ก้าวเข้ามาในชีวิต โดยวาดิมตั้งใจจะยึดที่ดินแถบชายฝั่งของนิโกไล ด้วยการใช้กลไกทางกฎหมายบีบอีกฝ่ายทุกทาง

“ผมว่าเรื่องมันปัจจุบันมาก เกิดขึ้นในวันนี้ เวลานี้” ซเวียกินต์เซฟว่า “ผมก็อยากให้มันเดินทางไปถึงผู้ชมในวงกว้างให้มากที่สุดนะ เพราะมันเล่าในสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่องของรัสเซีย แต่พูดเรื่องชะตากรรมของมนุษยชาติทุกที่ทุกแห่ง 

“ผมคิดด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าคนดูจะอยู่ตรงไหนของมุมโลก พวกเขาก็จะเข้าใจหนังเรื่องนี้ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์น่ะ ต่อต้านระบบค่านิยมที่รัฐกำหนดอยู่แล้วล่ะ”

ขณะเดียวกันหนังของเขายังถูกอ่านว่าเกี่ยวโยงอยู่กับคริสต์ศาสนา อันจะเห็นได้จากการใช้ชื่อ เลอไวอาธัน (Leviathan) อันเป็นสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ดุร้ายใต้ท้องทะเลลึก ขณะที่ในความหมายการเมืองร่วมสมัย มันถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายสภาวะที่รัฐมีอำนาจในการกำหนดทุกอย่างอย่างเบ็ดเสร็จ 

ซเวียกินต์เซฟไม่ปฏิเสธวิธีคิดนี้ “ผมได้ยินมาจากไหนสักแห่ง เรื่องเล่าเก่าแก่ที่ว่าคลื่นลมใต้มหาสมุทรลึกนั้น เกิดจากเลอไวอาธันที่กวนน้ำทะเลอยู่ และสำหรับผม มันเป็นภาพที่ทรงพลังสุดๆ ไปเลย!”

หนังเรื่องต่อมาของเขาอย่าง Loveless (2017) ยังคงฟอร์มยอดเยี่ยมเสมอต้นเสมอปลายด้วยการเข้าชิงปาล์มทองคำ และเป็นตัวแทนเข้าชิงออสการ์จากรัสเซีย ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเช่นเคย 

โดยซเวียกินต์เซฟได้แรงบันดาลใจมาจากองค์กร ไลซา อเลิร์ต (Liza Alert) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของรัสเซีย ที่ทำงานติดตามผู้สูญหาย โดยหนังเล่าเรื่องของ อัลโยชา (มัตเวย์ โนวิคอฟ) เด็กชายวัย 12 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งพ่อแม่กำลังจะหย่าร้างกัน บอริส (อเล็กเซย์ โรซิน) ผู้เป็นพ่ออยู่ในช่วงสร้างครอบครัวใหม่ ภรรยาคนปัจจุบันของเขากำลังตั้งท้อง ส่วน เชนยา ผู้เป็นแม่ (มารียานา สปีวัก) ก็ไปแต่งงานกับเศรษฐี ทั้งคู่กำลังหาทางขายอพาร์ตเมนต์เพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด ปัญหาคือ ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากรับอัลโยชาไปเลี้ยงดูเลย 

Loveless เป็นหนังที่มุ่งสำรวจความเปราะบางของความสัมพันธ์ กับภาษาภาพยนตร์ที่ทั้งแห้งแล้ง เย็นชา ตัวละครแวดล้อมด้วยอากาศหนาวเหน็บตลอดเวลา ป่าที่อัลโยชาเดินหายลับไปก็ตายซาก ราวกับความสัมพันธ์ของอดีตสามีภรรยาทั้งคู่ 

“ความเข้าใจที่ผมมีต่อความรัก ใกล้เคียงกับนิยามที่ชาวกรีกโบราณบอกไว้ พวกเขานิยามความรักออกเป็น 7 ประเภท แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ที่หมายถึงความรักแต่ละขั้น แต่ละลำดับ” ซเวียกินต์เซฟอธิบาย “ผมว่าจำเป็นนะ ที่เราต้องเข้าใจว่าความรักมีหลายรูปแบบ เพราะความเข้าใจร่วมสมัยที่เรามีต่อความรัก มันรวบยอดทุกขั้นตอนไว้ภายใต้นิยามเดียวเท่านั้น เหมือนเวลาเราสับสนระหว่างความหลงใหลกับความรักน่ะ 

“เมื่อความหลงใหลผ่านพ้นไปแล้ว ก็ดูราวกับว่าความรักก็ผ่านพ้นไปด้วย ทั้งที่จริงๆ มันแค่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น”

และเช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนๆ ของเขา Loveless ยังบันทึกบรรยากาศของรัสเซียในเวลานั้น อันเป็นช่วงที่ วลาดีมีร์ ปูติน ขึ้นดำรงตำแหน่ง มีข่าวลือเรื่องโลกแตกที่ทำให้คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์สั่นคลอน ขณะที่ตัวละครก็ผลักไสกันและกันให้ออกห่างจากชีวิตไปเรื่อยๆ 

ว่าไปแล้ว Minotaur ก็ดูจะรับไม้ต่อจาก Loveless ได้เป็นอย่างดี เพราะมันเล่าถึงรัสเซียที่สั่นคลอนง่อนแง่นหลังปูตินขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในฉากหน้าที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์สุดดราม่าของสองผัวเมีย จึงกลายเป็นหนังที่วิพากษ์ความเละเทะและบ้าอำนาจของรัสเซียอย่างหนักมือเช่นกัน 

“คนดูจะคิดยังไงกับหนังก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของเขาเถอะ ผมแค่ทำหนัง” ซเวียกินต์เซฟบอก “ผมเป็นคนทำหนังรัสเซียที่ออกมาใช้ชีวิตนอกประเทศตัวเองนะ แต่ก็พยายามบอกเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในใจผู้คน เล่าถึงสิ่งที่ครอบงำทั้งความคิดและอารมณ์ของชาวรัสเซียในเวลานี้อยู่”

Tags: อันเดรย์ ซเวียกินต์เซฟ, Andrey Zvyagintsev, The Return, Leviathan, Loveless, ภาพยนตร์, รัสเซีย, ผู้กำกับ, People Also Watch, Minotaur

Back To Top