‘นพ.นพรัตน์’ย้ำการแพทย์ไทยพร้อมสุด Medical Tourism ธุรกิจท็อป‘ทำเงิน’

‘นพ.นพรัตน์’ย้ำการแพทย์ไทยพร้อมสุด Medical Tourism ธุรกิจท็อป‘ทำเงิน’
หมายเหตุ – นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ร่วมเวทีเสวนา Next Gen Business Talk ในงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย จัดโดยเครือมติชน ณ เดอะ คริสตัล บ็อกซ์อาคารเกษรทาวเวอร์ กทม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH)
เล่าถึงเศรษฐกิจสุขภาพที่มีบทบาท
ต่อการท่องเที่ยวต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย
●ทำไมในแวดวงธุรกิจถึงเริ่มมีการใช้คำว่า wellness กันมากขึ้น
“คำว่า Wellness มีความหมายที่กว้างมาก แต่สำหรับมุมมองทางการแพทย์คือ การส่งเสริมให้คนมีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่การรักษาที่ดี การป้องกันโรคที่ดี และก็การส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ”
●อยากให้ BNH แชร์โมเดลอสังหาริมทรัพย์แบบ Wellness Real Estate
“ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มมีเทรนด์ซื้อที่อยู่อาศัยใกล้กับโรงพยาบาล ซึ่งเทรนด์ดังกล่าว เริ่มมามีอิทธิพลกับประเทศไทย ยกตัวอย่าง หากผู้ป่วยเกิดอาการ stroke ผู้ป่วยจะมีเวลาแค่ 4 นาทีก่อนที่เซลล์สมองจะเริ่มตายและกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งเมื่อ 10 นาทีผ่านไปเซลล์สมองจะเริ่มตายมากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะ Heart attack ก็เช่นเดียวกันที่เมื่อเกิดอาการต้องวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งหากผู้ป่วยอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีฝนตก รถติด การเดินทางไปยังโรงพยาบาลไม่รู้จะใช้เวลากี่นาที แต่หากเรามีที่พักอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากๆ การเดินทางอาจใช้เวลาประมาณ 1 นาที หรือเรียกรถเข็นไปรับอาจใช้เวลาเพียง 2 นาที ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเคยพยายามทำการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และสร้าง Community ที่เชียงใหม่ แต่ไม่มีสถานพยาบาล (Medical facility) ที่รองรับได้จึงไม่เกิด คนไทยก็เลยกลับมาทำ เราก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เข้ามาอยู่ใกล้และเราก็พร้อมดูแล เป็นจุดที่ทำให้เป็นโมเดลใหม่สำหรับคนที่คิดจะสร้างที่พักในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ โดยคนอายุ 50 ขึ้นไปก็เริ่มพบการเสียชีวิตกะทันหัน สาเหตุส่วนมากคือ Heart attack และ Stroke attack นักท่องเที่ยว ก็ให้ความสำคัญว่าถ้าเกิด Heart attack จะทำยังไง ไปประเทศที่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับจะทำยังไงปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยกลายเป็นที่นิยมของการท่องเที่ยว”
●ข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนเรื่อง Longevity Economy เป็นไปได้จริงแค่ไหน
“มีข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 18.5 ล้านคน ลดลงไป 3.19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ภาพของโรงพยาบาล BNH มีไฟลต์บินเข้ามาเพื่อรักษาโรคเพิ่มขึ้น 18.35% ทั้งนี้ ในด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (Average Expenditure) นักท่องเที่ยวกลุ่ม Quality Wellness Tourism มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าการท่องเที่ยวแบบทั่วไปถึง 35% โดยตัวเลขการใช้จ่ายของกลุ่ม GCC สูงกว่า 100,000 บาทต่อทริป และที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เข้ามารับการรักษาเฉพาะทาง เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลังที่โรงพยาบาล BNH (BNH Spine Surgery) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 500,000 บาทต่อคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางการแพทย์และการบริการเชิงสุขภาพที่มีคุณภาพสูงของไทย
นักท่องเที่ยวที่เข้ามารักษาตัวในประเทศไทยจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย หากมีครอบครัวมาด้วย จะยิ่งเพิ่มกิจกรรมที่ทำในประเทศนั้นด้วย เช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อผ่าตัดกระดูกสันหลังนั้น ค่าผ่าตัดอย่างเดียวประมาณ 500,000 กว่าแล้ว หรือการทำคีโม อาจใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องมีที่อยู่ หากมีแฟนหรือญาติมาด้วย จะต้องเกิดกิจกรรมที่ทำในประเทศ ทั้งการ
ช้อปปิ้ง การนวด การสปา การเสริมความงาม จึงทำให้ระยะเวลาที่ต้องอาศัยในประเทศและค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นตาม ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศใกล้เคียงเช่นอาเซียน มองว่าไทยมีความพร้อมมาก บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลก็มีเยอะ”
●จุดแข็งและโอกาสของประเทศไทยนอกจากบุคลากรทางการแพทย์แล้วมีในด้านอื่นอีก
“จุดแข็งและโอกาสของไทย นอกเหนือจากบุคลากรการแพทย์ที่มีความสำคัญมาก คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศต่างประทับใจใน Hospitality ของคนไทย และลักษณะของคนไทย ซึ่งหาไม่ได้จากที่อื่น และไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งอาหารที่มีตั้งแต่ Street food จนถึง Fine dining โรงแรมก็หลากหลาย ภาคใต้มีทะเล ภาคเหนือมีภูเขา มีความหลากหลายทั้งภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ถ้าหากปิดประเทศไทย เตียงโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ จะว่างประมาณ 30% เพราะคนไข้ต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาในไทยมีจำนวนเยอะมาก พอเปิดประเทศความพร้อมเหล่านี้ก็มารองรับ
อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการรักษาหรือบุคลากร ซึ่งจะทำให้เกิด Healthcare นำการท่องเที่ยวในไทย นำคนเข้ามาในประเทศไทย และทำให้เกิดการใช้จ่ายนอกเหนือค่าใช้จ่ายในการรักษา”
●ในมุมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในโซนเพื่อนบ้านและเอเชีย ที่อื่นเขามีแบบไหนบ้าง ของไทยถือเป็นอันดับต้นๆ หรือไม่
“ถ้าดูรอบๆ อย่างเช่น ประเทศลาว กัมพูชา เมียนมา ก็นับว่า Healthcare Infrastructure ยังรองรับไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างเมียนมา ก็มีปัญหาเรื่องการเมืองมายาวนาน คิดว่าความพร้อมอาจจะยังไม่ดี
นัก ลงไปดูที่สิงคโปร์ จะเป็นเทคโนโลยีเบสที่เริ่มทำ แต่ผมคิดว่าหลากหลายที่สุดคือ ‘ไทย’ เวียดนาม เพิ่งเปิดเป็นภาคเอกชนสัก 20 ปี เพิ่มเริ่มต้น ซึ่งเราเปิดมานาน อย่างเช่น BNH ก็ 128 ปีแล้ว ซึ่งเขาอาจจะพัฒนาขึ้นมาเร็ว แต่ความพร้อมในการดูแล Nursing Care ก็ยังไม่ได้ช่วย คนที่ไปเวียดนามอาจจะมองในแง่ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาไทย แต่ไทยมีความหลากหลายเยอะมาก และผมคิดว่าอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยซัพพอร์ตให้ Medical Tourism เกิดขึ้นทั้งเรื่องการบริการ ต้อนรับพูดคุยและอัธยาศัย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ”
●สำหรับประเทศไทยน่าจะพร้อมแล้ว
“จากที่ดูมาทั้งหมด คิดว่าประเทศไทยน่าจะพร้อมสุด อย่างบรูไนเองมีโครงสร้างพื้นฐานติดทะเลและสร้างสวย แต่ว่าเขาก็ไม่สามารถทำได้ เพราะ Infrastructure ไม่พร้อม แพทย์ไม่พอ ยังต้องบินมารักษาที่ไทยอยู่ ดังนั้น ในแอเรียนี้ ไทยน่าจะมีโอกาสสูงสุด ในช่วง 5 ปีจากนี้ไป เพราะฉะนั้น ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันทำให้ระบบเกิดขึ้น และเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแรง”