ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน - มติชนสุดสัปดาห์

รายงานพิเศษ | จารุวิชญ์ สิงคะเนติ
“ครัวไทยสู่ครัวโลก วิสัยทัศน์นี้พูดกันมา 20 ปีแล้ว แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย สุดท้ายแล้วถึงเวลาเกษตรกรยิ่งผลิตยิ่งหนี้เพิ่ม เพราะว่าโครงสร้างของรัฐบาลเองไม่ได้เอื้อทำให้เกษตรกรทำแล้วเขามีกำไรที่สูงขึ้น แล้วก็ไม่ได้มีโครงสร้างที่ทำให้เขาลดความเสี่ยงตรงนั้น” ดร.นุ่น รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ คณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเป็นนักวิจัยก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพเทคโนโลยีการเกษตรสัญชาติไทย-ญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาภาคเกษตรเกษตรของประเทศกับมติชนสุดสัปดาห์
รัสรินทร์มองถึงชุดความคิดที่ว่า ทำไมเกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจนจริงหรือเปล่า?
โดยไปดูในเชิงตัวเลขหนี้ของเกษตรกร พบว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่าหนี้เกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่า 70%
8 ปีที่แล้วหนี้ที่อยู่ประมาณ 200,000 กว่า ต่อครัวเรือน แต่ตอนนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 กว่า
เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ทีนี้มาดูเรื่องรายได้ เพราะหนี้มันเพิ่มแล้วรายได้มันเพิ่มหรือเปล่า กลายเป็นว่ารายได้มันเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3% แต่รายจ่ายมันเพิ่มปีละ 6-7%
กลายเป็นว่าทุกๆ ปี เกษตรกรยิ่งทำหนี้มันยิ่งขึ้น
ดังนั้น คือตอบโจทย์จริงๆ ว่าเกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจน อันนี้เป็นปัญหาหลักจริงๆ
มีคำถามที่ถามต่อกันอีกว่า เป็นเพราะเกษตรกรขี้เกียจหรือมันเป็นที่โครงสร้างที่ทำให้ยิ่งทำยิ่งจนกันแน่
ตัวเลขบ่งชี้ว่าถ้าเป็นความขี้เกียจ หนี้มันต้องไม่ขึ้นโดยเฉลี่ยเท่ากัน
แต่ทั้งหมดนี้คือหนี้เขาเพิ่มขึ้นทั้งหมด แสดงว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
แล้วโครงสร้างนี้มันคืออะไรบ้าง เกษตรกรไทยพบความเสี่ยงในการทำการเกษตรสูงมาก คือกำไรที่ได้รับมันต่ำมาก
ปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตร เรื่องปุ๋ย ยา ซึ่งเป็นส่วนค่าใช้จ่ายมันสูงขึ้น มันสูงขึ้นโดยที่เขาไม่สามารถควบคุมได้
นอกจากนี้ ในเรื่องพื้นฐานที่ต้องมีในภาคการเกษตรคือเรื่องของน้ำ ปรากฏว่าประเทศไทยเรามีระบบชลประทานที่จะไปถึงเกษตรกรแค่เพียง 20%-30% ที่เหลือตามมีตามเกิดตามปริมาณน้ำฝน
เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเลยทำให้เห็นว่าทั้งหมดมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจน
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นว่าเราไปแตะแต่ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งหมดเลย ไม่ได้มีการลงทุนในเชิงของโครงสร้างที่ทำให้ความเสี่ยงของเกษตรกรมันลดน้อยลง
มันเลยทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายของการเกษตรที่บอกจะทำให้ครัวไทยเป็นครัวโลกสักที
มันจะเป็นครัวโลกได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะควบคุมความเสี่ยงได้เลย ทั้งในเรื่องของสภาพอากาศ เรื่องของปัจจัยสำคัญคือน้ำ นอกจากนี้ เราไม่มีการพัฒนาในเรื่องของการทำให้ดินของเรามีคุณภาพ กลายเป็นว่าเราต้องไปพึ่งและใช้ในเรื่องของปุ๋ยที่เราควบคุมซัพพลายไม่ได้ นำเข้าปุ๋ยกว่า 90% เพื่อที่จะมาใช้ในการผลิตผลผลิตทางการเกษตร พอควบคุมไม่ได้ทุกปีๆ ยิ่งเกิดสงคราม ราคาปุ๋ยก็ยิ่งสูงขึ้นก็ทำให้เรื่องของค่าใช้จ่ายการผลิตยิ่งสูงขึ้นเข้าไปอีก
เราจำอะไรได้บ้างกับนโยบายการเกษตรใน 20 ปีที่ผ่านมา มีแค่พักชำระหนี้ มีเรื่องการเยียวยา มีในเรื่องของการจำนำการประกันราคา
ซึ่งมันเป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้หายใจได้ทั้งหมดเลย แต่มันไม่ได้มาแตะในเรื่องให้โครงสร้างพื้นฐานตรงนี้เลย
แล้วโครงสร้างแบบไหนที่จะส่งเสริมการเกษตรของเราให้แบบมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ดร.รัสรินทร์บอกว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นเลยคือ การที่ต้องมองอะไรแบบตลอดห่วงโซ่การผลิต ดิฉันเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ไปดูอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลมีความต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยคือน้ำตาลของเราผลิตจากอ้อย แต่ของเขาผลิตจากบีทรูท
สิ่งที่ต่างกันคือ เขามองตลอดซัพพลายเชน มองว่าเขาจะได้ผลผลิตที่ดีได้อย่างไร และทำให้ต้นทุนต่ำอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะต่ำแต่กับโรงงาน แต่เกษตรกรที่อยู่ในห่วงโซ่นี้จะต้องได้รับประโยชน์ด้วย
เขาก็เลยทำงานวิจัยในเชิงที่ว่าจะปลูกยังไงให้ได้ผลผลิตที่ดี จะเก็บเกี่ยวยังไงให้ได้ผลผลิตที่ดี แล้วเครื่องจักรกลอะไรที่จะนำมาใช้ทำให้เกิดกลไกสิ่งนี้
จนกระทั่งจากหัวบีทรูทมาถึงโรงงานแล้วได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด ลดในเรื่องของต้นทุนในการขนส่ง ต้นทุนในการผลิต จนกระทั่งได้มาเป็นน้ำตาล
อันนี้คือการวางแผนโดยการร่วมมือกันทั้งภาคเอกชนทั้งรัฐบาล สิ่งนี้แหละมันถึงจะทำให้เกิดในเรื่องของการเกษตรที่ทำให้มีรายได้ที่สามารถที่เป็นอาชีพได้ไม่ใช่การเกษตรเพื่อวิถีหรือการเกษตรที่สร้างหนี้เพิ่มขึ้นทุกปีๆ
ถามว่าทำไมบ้านเรายังขาดวิสัยทัศน์ด้านการเกษตรมายาวนาน ดร.รัสรินทร์บอกว่า ไปไล่ย้อนดูว่าตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ บ้าง ไล่มาแล้วก็ดูต่อว่า คาแรกเตอร์ของพรรคนั้นๆ อยู่แนวไหนในเชิงไหน เชิงอนุรักษนิยม เชิงขับเคลื่อนด้วยกลไกพื้นที่ หรือประชานิยม
กลายเป็นว่าสิ่งที่น่าสนใจคืออะไรรู้ไหม ที่ผ่านมา 20 ปีของเรากระทรวงเกษตรฯ ถูกบริหารจัดการด้วยเครือข่ายเชิงอนุรักษนิยม แล้วก็ถูกรัฐประหารไปเป็นทหาร เป็นเทคโนแครต เป็นส่วนใหญ่นะตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
และอีกสิ่งหนึ่งคือ ต่อ 20 ปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีมาทั้งหมดกี่คน 12 คน แปลว่าอะไร แปลว่าคนหนึ่งอยู่ในวาระประมาณ 1-2 ปี มันก็เลยกลับไปที่บอกว่ารัฐปะผุมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะว่าถึงเวลา 1-2 ปีมันจะทำอะไรได้ มันก็ได้แต่แก้หนี้นั่นแหละ
ในเรื่องของการเกษตรอะไรที่เป็นเชิงโครงสร้าง กว่าจะเห็นผลมันต้องใช้เวลา 10-20 ปีถึงจะพัฒนา กว่าจะพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ 1 สายพันธุ์ยังใช้เวลา 7-8 ปี มันกลายเป็นว่ามันมีช่องว่างที่ต่างกันมาก การบริหารจัดการที่ปรับเปลี่ยนทุกปี 1-2 ปี กับการที่จะได้เห็นผลอะไรในเชิงของการเกษตรกว่าจะได้ 1 วงจร (Cycle) กว่าจะได้สายพันธุ์ที่ดี กว่าจะมีระบบน้ำที่ดีมันต้องใช้เวลา 10-20 ปี
กลับไปที่ว่า เราจะทำให้ครัวไทยสู่ครัวโลก 20 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นถามว่า เรามี vision อะไรแบบนี้อีกไหม มันไม่มีเลย พอมันไม่มี vision อะไรแบบนี้มันก็เลยจะทำให้เราไม่รู้จะไปทางไหน ปัญหาเฉพาะหน้าที่ตอนนี้เกษตรกรหนี้เยอะ
แต่แก้หนี้แล้วคือแบบเราจะทำมาหากินอะไรอย่างนี้มันไม่รู้จะไปในทิศทางไหน กลายเป็นว่าคนที่จะเอาตัวรอดก็คือคนเก่งที่สามารถจะเอาตัวรอดได้เอง
มันก็เป็นเรื่องของบุคคล แต่ไม่ใช่การที่สามารถพัฒนาแบบที่มีวิสัยทัศน์ มีการบริหารจัดการที่ต่อเนื่อง มีการมองในเชิงที่อยากจะพัฒนาหรือแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง
ชมคลิป