กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม
กรมศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการ “Made in Thailand” ปลอม พร้อมแถลงผลงานปราบปรามพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ในรอบ 10 เดือน เสียหายกว่า 1,377.8 ล้านบาท
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณลานของกลาง พื้นที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสวนปราบปราม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเป็นประธานการแถลงข่าวการตรวจยึดและสกัดกั้น สินค้านำเข้าและส่งออก ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ มูลค่ากว่า 1,377.8 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศผนึกกำลังกรมศุลกากร มาอย่างต่อเนื่องในการป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย ป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าและสกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากร AD/AC สร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ
...
พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยมีแนวทางการใช้มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยคำนึงถึงผลกระทบรอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับ ผลการดำเนินการป้องกันและปราบปรามในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 อาทิ กรณีสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ จำนวน 41 ราย ปริมาณ 8.8 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหาย 442.64 ล้านบาท ประเภทสินค้า เช่น บุหรี่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน และอุปกรณ์มีด เป็นต้น
ในขณะเดียวกันยังพบ สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สินค้าแบรนด์เนม รองเท้ากระเป๋า หมวก จำนวน 35 ราย ปริมาณ 303,472 ชิ้น
นอกจากนี้ยังมีขยะอันตราย ประเภทอนุสัญญาบาเซิล จำนวน 88 ราย ปริมาณกว่า 5.66 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลาง 204.56 ล้านบาท และช่อดอกกัญชา จำนวน 13 ราย ปริมาณ 14,840 กิโลกรัม มูลค่าของ 148.40 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ กว่า 1,377.8 ล้านบาท
สำหรับการแสดงประเทศกำเนิดสินค้าอันเป็นเท็จ ไม่เพียงผิดกฎหมายแต่ยังเป็นการบิดเบือนข้อมูลทางการค้า ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก กรมศุลกากรจึงได้ยกระดับมาตรการการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยแก้ไขมาตรการทางกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษกรณีแสดงข้อมูลอันเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมกำหนดมาตรการระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทุกประเภท อีกทั้งบูรณาการความร่วมมือกรมการค้าต่างประเทศเพื่อป้องกันปราบปรามตัดวงจรผู้กระทำความผิดอย่างเป็นรูปธรรม
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวต่อว่า การแถลงข่าวจับกุมสินค้าผิดกฎหมายร่วมกับกรมศุลกากร เป็นผลจากความร่วมมือดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งหลายประเทศนำมาตรการทางการค้ามาใช้อย่างเข้มข้นขึ้นเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า อีกทั้งการหลบเลี่ยงมาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้าของไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาวที่ผ่านมา
...
จากสถิติที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าไทยอยู่ท่ามกลางกระแสการถูกใช้มาตรการทางการค้าที่รุนแรง กรมการค้าต่างประเทศ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การค้าเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้า และรักษาส่วนแบ่งการตลาดสำหรับสินค้าส่งออกในตลาดเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมการค้าต่างประเทศ กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4808 และ 0 2547 5132 และกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4722 สายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th