Cover Image

‘เอกนิติ’ เผยหารือรมช.คลังสิงคโปร์ วาง KPI ร่วมกัน หวังเพิ่มการค้าขายในอาเซียน ดันเศรษฐกิจดิจิทัล 700 ล้านคน

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผยหารือ รมช.คลังสิงคโปร์เพื่อวาง KPI และแผนงานต่อเนื่องหลายปีร่วมกัน หวังยกการค้าภายในอาเซียนที่ยังอยู่เพียง 22% ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อม National ID และ ASEAN Power Grid พร้อมสรุปสิ่งที่ประเทศไทยได้รับและเรียนรู้จากการเป็นเจ้าภาพงานประชุม IMF – WBG 2026 ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนกว่า 19,000 คน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

วันนี้ (17 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยบนเวที Bangkok Dialogue Notes ระหว่างการประชุมประจําปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ถึงการกำหนดเกณฑ์การวัดผล (KPI) ร่วมกันเพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนภายในอาเซียน เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการหารือ

ระหว่างงานประชุมในครั้งนี้ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวถึงสัดส่วนการค้าภายในอาเซียนว่าอยู่ที่เพียง 22% เทียบกับภูมิภาคยุโรป (EU) ที่สูงถึง 60%

4 แนวทาง ดันการค้าและการลงทุนในอาเซียน

ดร.เอกนิติระบุว่า โจทย์ของอาเซียนไม่ใช่แค่การค้าขายสินค้าระหว่างกัน แต่ต้องเพิ่มการลงทุนร่วมกันและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยวางแนวทางที่ต้องผลักดันไว้ 4 ด้าน

  1. เศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับประชากร 700 ล้านคน อาเซียนมีประชากรราว 700 ล้านคน แต่ยังพึ่งพาแอปพลิเคชันจากชาติตะวันตก ดร.เอกนิติตั้งคำถามว่าทำไมภูมิภาคจึงไม่สนับสนุนวิศวกรในอาเซียนให้พัฒนาโมเดลสำหรับอาเซียนเอง โดยมีกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เป็นกลไกสำคัญ
  2. เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure: DPI) ตัวอย่างคือการเชื่อมระบบ National ID เพื่อยืนยันตัวตนข้ามประเทศ หากเชื่อม National ID ของไทยกับอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคนได้ จะเกิดตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนที่กว้างกว่าการค้าสินค้าทั่วไป โดยอาเซียนควรเปิดให้ภาคบริการเชื่อมถึงกันมากขึ้น และพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน
  3. การลงทุนข้ามพรมแดนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร บริษัทไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคมีความต้องการอาหาร รัฐบาลจึงส่งเสริมให้บริษัทไทยออกไปลงทุนในอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยืดหยุ่นให้ภูมิภาค
  4. แผนงานต่อเนื่องหลายปี (Multi-year Programs) ดร.เอกนิติชี้ว่า แต่ละประเทศมักผลักดันวาระของตนเองจนไม่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมระหว่างกัน อาเซียนจึงต้องมีแผนงานระยะหลายปีและตัวชี้วัดร่วมกัน เพื่อให้เกิดการลงมือทำจริง

ASEAN Power Grid ตัวอย่างของ ‘Trusted Connector’

หนึ่งในโครงการที่ ดร.เอกนิติยกเป็นตัวอย่างจากการหารือกับประเทศอาเซียนคือโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เนื่องจากประเทศในภูมิภาคต่างพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง และเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นเหมือนกัน จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน

สปป.ลาวมีทรัพยากรพลังน้ำ (Hydropower) อุดมสมบูรณ์และมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ไทยซึ่งมีพรมแดนติดกันจึงนำเข้าพลังงานสะอาดจากลาวได้ แต่สิงคโปร์อยู่ไกลจากลาวและไม่มีพื้นที่พัฒนาพลังงานหมุนเวียน

เพราะฉะนั้นไทยสามารถเป็น Trusted Connector ในการสร้าง ASEAN Power Grid เชื่อมไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ผ่านไทย มาเลเซีย ไปถึงสิงคโปร์ และอาจต่อไปถึงอินโดนีเซีย ดร.เอกนิติระบุว่า นี่คือการเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความยืดหยุ่น และเป็นตัวอย่างจริงของบทบาท Trusted Connector ที่ไทยต้องการแสดงให้ทั่วโลกเห็น

‘สร้างสะพานข้ามกำแพง’ เชื่อมอาเซียนกับยุโรป

ดร.เอกนิติระบุว่า แม้หลายประเทศจะสร้างกำแพงทางการค้าและการลงทุน แต่จุดยืนของไทยคือการสร้างสะพานข้ามกำแพง โดยยึดความเปิดกว้าง กฎระเบียบสากล และการค้าการลงทุนเสรี

ดร.เอกนิติเผยว่าได้หารือกับรัฐมนตรีจากยุโรปถึงแนวคิดฟื้นการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซม (ASEM Finance Ministers’ Meeting) เพื่อเชื่อมอาเซียนกับสหภาพยุโรป

ประชุม IMF – WBG 2026 ผู้ลงทะเบียนกว่า 19,000 คน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สำหรับภาพรวมการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกกว่า 19,000 คน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัด Annual Meetings นับเป็นครั้งที่สองที่ไทยเป็นเจ้าภาพ หลังจากครั้งแรกเมื่อ 35 ปีก่อน

ดร.เอกนิติเผยว่า ตลอดสัปดาห์ได้เข้าร่วมการประชุมราว 50 นัด หากรวมการพูดคุยนอกรอบ (Corridor Meetings) และสรุปสิ่งที่ไทยได้รับไว้ 3 ประการ คือ การได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าไทยจัดงานที่เปรียบเสมือน ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ ได้ การมีส่วนร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก (Global Agenda Setter) เคียงข้าง IMF และธนาคารโลก และการแสดงบทบาท Trusted Connector ที่เชื่อมโยงประเทศสมาชิก 191 ประเทศให้มาแลกเปลี่ยนกัน

จุดยืนวินัยการคลังของไทย

บนเวที ดร.เอกนิติสรุปความไม่แน่นอนที่ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นตรงกันไว้ 4 ประการ ได้แก่ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ การผงาดขึ้นของ AI ที่มาพร้อมทั้งโอกาสและความเสี่ยง ราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่องจนกระทบค่าครองชีพ และอัตราดอกเบี้ยกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

ด้านพลังงาน ไทยเสนอว่าการช่วยเหลือประชาชนควรเป็นแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง แทนการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห เพราะทุกประเทศมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ขณะที่หลายประเทศกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่พุ่งขึ้น ดร.เอกนิติระบุว่ายีลด์พันธบัตรไทยอยู่ที่ราว 2.4% ผลจากการยึดวินัยการคลังและทำ Fiscal Consolidation ล่วงหน้า จนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองต่อไทยจาก Negative เป็น Stable

ส่วนความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ดร.เอกนิติมองว่าเป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยไทยมีจุดเด่นเฉพาะด้าน เช่น โฟโทนิกส์ (Photonics) เซมิคอนดักเตอร์สำหรับหน่วยพลังงาน หน่วยเซนเซอร์ และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) แต่การดึงเงินลงทุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถของคนและธุรกิจไทย เพราะหากสร้างความไว้วางใจในท้องถิ่นไม่ได้ ก็เชื่อมต่อกับโลกไม่ได้

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ หวังต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ โดยจะรวมผู้นำภาคธุรกิจไทย 5 ราย ร่วมเดินทางไปการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอสในนาม ‘ทีมไทยแลนด์’

ดร.เอกนิติทิ้งท้ายว่า “เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตเต็มศักยภาพในอนาคต เราจำเป็นต้องลงทุนอย่างมหาศาล สภาพแวดล้อมใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว เราจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น และเพื่อที่จะปรับตัวและพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ เราจำเป็นต้องลงทุนในทุนมนุษย์”

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

Back To Top