Kingston อันดับ 1 โมดูล DRAM ปีที่ 23 ส่วนแบ่งรายได้ 62%
6 ตุลาคม 20266 ตุลาคม 2026
Kingston Technology ครองอันดับ 1 ในตลาดโมดูล DRAM ประเภทบุคคลที่สาม หรือ Third-party ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ด้วยส่วนแบ่งตลาดตามรายได้ประมาณ 62% จากการจัดอันดับล่าสุดของ TrendForce ขณะที่รายได้ของ Kingston ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตลาดโมดูล DRAM ทั่วโลกมีรายได้รวมประมาณ 21.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เติบโต 59% จากปีก่อน เร่งขึ้นจากการเติบโต 7% ในปี 2567 โดยราคา DRAM ที่สูงขึ้นและปริมาณจัดส่งที่เพิ่มขึ้นช่วงครึ่งปีหลังเป็นแรงหนุนสำคัญ ซัพพลายเออร์ 5 อันดับแรกมีรายได้รวมกัน 77% ของตลาด ขณะที่ Kingston รายเดียวครองส่วนแบ่งประมาณ 62%
ช่วงต้นปี 2568 ผู้ผลิตโมดูลเพิ่มสินค้าคงคลัง DDR4 เพื่อรับมือความกังวลด้านภาษีศุลกากรและเตรียมพร้อมก่อนซัพพลายเออร์ DRAM ทยอยยุติการผลิต DDR4 แต่ในครึ่งปีหลัง ความต้องการของผู้ให้บริการคลาวด์เพื่อรองรับ Agentic AI ทำให้การใช้ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้น และจำกัดปริมาณที่จัดสรรให้พีซีหรือผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำปรับสูงขึ้น
Kingston ใช้ขนาดการจัดซื้อและการบริหารสินค้าคงคลังรองรับความต้องการจากช่องทางจำหน่ายในช่วงที่ราคาเพิ่มขึ้น พร้อมขยายธุรกิจ B2B สำหรับองค์กร ดาต้าเซ็นเตอร์ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการด้านความต่อเนื่องในการจัดหา โซลูชันที่ผ่านการตรวจสอบ และการสนับสนุนระยะยาว
ทิศทางดังกล่าวเกิดควบคู่กับผู้ผลิตโมดูลที่ให้น้ำหนักตลาดอุตสาหกรรมและเซิร์ฟเวอร์องค์กรมากขึ้น รวมถึงปรับพอร์ตสู่ DDR5 โดย Kingston มีโซลูชันตั้งแต่ DDR4 ถึง DDR5 ครอบคลุมพีซีทั่วไป พีซีเกมมิ่ง เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI ระบบอุตสาหกรรม ระบบฝังตัว ระบบเฝ้าระวัง และระบบอัตโนมัติ
Kingston มองว่าการรักษาความเป็นผู้นำมาจากกลยุทธ์ระยะยาว ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ การคาดการณ์ตลาด และการบริหารสินค้าคงคลัง โดยธุรกิจ B2B เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรได้ต่อเนื่อง พร้อมรองรับการขยายระบบประมวลผลของลูกค้า
อันดับล่าสุดสะท้อนตำแหน่งของ Kingston ในตลาดโมดูล DRAM ตามรายได้ ท่ามกลางความต้องการหน่วยความจำจากองค์กรและ AI ที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ DDR4–DDR5 รองรับทั้งพีซีและระบบองค์กร ติดตามรายละเอียดโซลูชันเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Kingston
ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok