Cover Image

KFC ในสหรัฐฯ ทิ้ง Pepsi อดีตเจ้าของ หันจับมือ Coca-Cola ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

KFC ในสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนผู้จำหน่ายเครื่องดื่มจาก PepsiCo มาเป็น Coca-Cola ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เครือร้านไก่ทอดในเครือ Yum Brands เปลี่ยนค่ายเครื่องดื่ม โดยจะเริ่มทยอยเปลี่ยนตั้งแต่เดือนมกราคม และคาดว่าจะเสิร์ฟเครื่องดื่มของ Coca-Cola ได้ครบทุกสาขาในสหรัฐฯ ภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี 2027

โรเบิร์ต มอสโคว์ นักวิเคราะห์ของ TD Cowen ประเมินว่าการเปลี่ยนครั้งนี้จะกระทบ KFC ในสหรัฐฯ ราว 3,700 สาขา ซึ่งใช้เครื่องดื่มของ PepsiCo มาตลอดนับตั้งแต่ PepsiCo ซื้อกิจการ KFC เมื่อปี 1986

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของแผนพลิกฟื้น KFC การมีเมนูเครื่องดื่มใหม่ร่วมกับพันธมิตรใหม่อย่าง Coca-Cola จะเปิดโอกาสให้เราคิดค้นสิ่งใหม่ ตอบโจทย์รสนิยมที่เปลี่ยนไป และทำให้ลูกค้ามีเหตุผลมากขึ้นที่จะเลือกเรา” แคเธอรีน แทน-กิลเลสพี ประธานของ KFC สหรัฐฯ ระบุในบันทึกถึงแฟรนไชส์ซีและพนักงาน ซึ่ง CNBC ได้รับมา

ทั้งนี้ การเปลี่ยนครั้งนี้มีผลเฉพาะ KFC ในสหรัฐฯ ส่วน KFC ในต่างประเทศหลายตลาด ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนที่ใหญ่กว่ามาก จะยังใช้เครื่องดื่มของ PepsiCo เช่นเดียวกับ Taco Bell อีกแบรนด์ในเครือ Yum Brands โดยแทน-กิลเลสพีระบุว่า PepsiCo ยังเป็นพันธมิตรสำคัญของบริษัทแม่และ KFC ในตลาดต่างประเทศ

เครื่องดื่มกลายเป็นอาวุธใหม่ของร้านฟาสต์ฟู้ด

การเปลี่ยนค่ายเครื่องดื่มเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดึงลูกค้าชาวอเมริกันกลับมา หลังจำนวนมากหันไปหาคู่แข่งอย่าง Chick-fil-A และ Popeyes ข้อมูลของ Technomic ระบุว่า KFC ซึ่งเคยเป็นเครือร้านไก่อันดับ 1 ของสหรัฐฯ ตอนนี้มียอดขายเป็นอันดับ 5 หลังยอดขายลดลงต่อเนื่องหลายปีและต้องปิดสาขาบางส่วน

KFC จึงพยายามขยายเมนูให้หลากหลายกว่าไก่ทอดแบบมีกระดูกที่ขายเป็นถัง ทั้งแซนด์วิช ปีกไก่ และไก่เทนเดอร์ รวมถึงเปิดแบรนด์ย่อย Saucy by KFC ที่ขายไก่เทนเดอร์ ซอส และเครื่องดื่ม

เครื่องดื่มเป็นสินค้าที่ทำกำไรสูง และกลายเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในร้านอาหาร เพราะเครือร้านต่างมองหาเมนูใหม่ที่ดึงดูดผู้บริโภควัยรุ่นและสร้างกำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางสงครามลดราคาของร้านฟาสต์ฟู้ด ขณะที่ผู้บริโภคต้องเจอค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ร้านอย่าง McDonald’s และ Taco Bell ต่างขยายเมนูเครื่องดื่มให้หลากหลายขึ้น ทำแบบเดียวกับ Starbucks และร้านกาแฟอื่นๆ ที่ใช้เครื่องดื่มเย็นเมนูแปลกใหม่ดึงยอดขายมาหลายปี

ส่วน KFC เพิ่งเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่อย่างกาแฟเย็นและมิลค์เชกที่ร้าน Open House ร้านทดลองเมนูของบริษัทในรัฐเท็กซัส รวมถึงน้ำเลมอนโซดาและเครื่องดื่มไข่มุกในบางสาขาทั่วโลก

ด้าน Coca-Cola เคยบอกกับ CNBC เมื่อต้นปีว่าบริษัทได้ช่วยพันธมิตรร้านอาหารหลายรายคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ ขณะที่ PepsiCo มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Taco Bell มากกว่า KFC โดยเคยพัฒนา Mountain Dew Baja Blast ให้กับ Taco Bell โดยเฉพาะ จนเครื่องดื่มนี้สร้างยอดขายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

PepsiCo เสียลูกค้ารายใหญ่ต่อเนื่อง

สำหรับ PepsiCo การเสีย KFC ถือเป็นเรื่องที่เจ็บกว่าลูกค้ารายอื่น เพราะ PepsiCo เคยเป็นเจ้าของ KFC ก่อนจะแยกธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งรวมถึง Pizza Hut และ Taco Bell ออกมาเป็นบริษัทใหม่ในปี 1997 และที่ผ่านมา KFC ก็ยังคงใช้เครื่องดื่มของเจ้าของเดิมมาตลอด

ย้อนไปในตอนที่ PepsiCo ซื้อ KFC เมื่อปี 1986 KFC ถือเป็นลูกค้าเครื่องดื่มแบบกดตู้รายใหญ่อันดับ 2 ของ Coca-Cola รองจาก McDonald’s เท่านั้น

ข้อมูลของ Beverage Digest ระบุว่า KFC เป็นหนึ่งในเครือร้านอาหารที่ขาย Pepsi ได้มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยสาขาในสหรัฐฯ เสิร์ฟทั้ง Pepsi, Starry, Mountain Dew และน้ำดื่ม Aquafina รวมถึงน้ำมะนาวและชาเย็นสูตรของร้านเอง

ช่วงที่ผ่านมา PepsiCo ยังเสียลูกค้ารายใหญ่ไปอีกหลายราย ทั้งเครือโรงแรม Marriott เมื่อต้นปีนี้ และศูนย์อาหารของ Costco เมื่อปีก่อน ขณะที่ Coca-Cola ก็ดึงลูกค้าของ Pepsi ไปได้อีกหลายราย เช่น Culver’s, Arby’s และ Panda Express

การเปลี่ยนค่ายเครื่องดื่มของเครือร้านอาหารรายใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ก็เคยมีมาก่อน โดยในปี 2024 PepsiCo ดึง Subway เครือร้านอาหารที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐฯ ไปจาก Coca-Cola ได้ราว 20,000 สาขา อย่างไรก็ตาม มอสโคว์ระบุว่า “ไม่มีบริษัทไหนพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อยอดขายตลอดทั้งปี”

นักวิเคราะห์ห่วงทิศทางของ PepsiCo

มอสโคว์ระบุว่าข้อมูลค้าปลีกของ TD Cowen พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Coca-Cola มีส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมเพิ่มขึ้น 0.7 จุด ขณะที่ Pepsi ลดลง 1.3 จุด ส่วน Keurig Dr Pepper ก็มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเมื่อนับรวมเครื่องดื่มชูกำลัง

“เรามองว่า 2 บริษัทนี้ลงทุนในตลาดเครื่องดื่มสหรัฐฯ หนักและต่อเนื่องกว่า เพื่อผลักดันการเติบโตของรายได้ ขณะที่ PepsiCo มักพูดถึงการลดต้นทุนและการเพิ่มอัตรากำไรว่าเป็นเรื่องสำคัญ” มอสโคว์ระบุ

ราโมน ลากัวร์ตา ซีอีโอของ PepsiCo เองก็ยอมรับว่าบริษัทแข่งขันได้ไม่ดีในตลาดน้ำอัดลม รวมถึงแบรนด์ Pepsi ที่เคยชิงอันดับ 1 กับ Coca-Cola มายาวนาน แต่ตอนนี้กลับเสียพื้นที่ให้ Dr Pepper ส่วนยอดขาย Mountain Dew ก็ซบเซา เพราะผู้บริโภคหันไปดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้น

ในปีนี้หุ้น PepsiCo ลดลงราว 10.6% เพราะผู้บริโภคที่เจอเงินเฟ้อต่างลดงบซื้อขนมขบเคี้ยว และหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ห้างที่ราคาถูกกว่า บริษัทเคยลดราคาขนมอย่าง Doritos และ Cheetos เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อเดือนกันยายนกลับมีรายงานว่าวางแผนขึ้นราคาขนม น้ำอัดลม และดิปบางรายการ จนนักวิเคราะห์บางส่วนงงกับทิศทางของบริษัท

เมื่อต้นเดือนตุลาคม PepsiCo ยังปรับลดคาดการณ์กำไร และระบุว่าจะเร่งลดต้นทุน “อย่างเร่งด่วนที่สุด” แต่มอสโคว์ยังสงสัยว่าอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ PepsiCo ทำงานได้แย่ลง “แล้วพวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร เรายังหาคำตอบที่เจาะจงสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ยาก”

ในวันที่ข่าวนี้ออกมา หุ้น PepsiCo ปิดลดลง 0.7% ขณะที่หุ้น Yum Brands ปิดเพิ่มขึ้น 2.8% และหุ้น Coca-Cola ขยับขึ้น 0.2%

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569

ภาพ: Summer_Wind / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

Back To Top