Cover Image

KBANKเผยMSMEไทยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ดึง AI-Machine Learning แก้โจทย์

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • หุ้น 
  • ข่าวการเงิน-การคลัง 
  • KBANKเผยMSMEไทยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ดึง AI-Machine Learning แก้โจทย์

    เผยแพร่: 13 ต.ค. 2569 18:19   ปรับปรุง: 13 ต.ค. 2569 18:19   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    "ขัตติยา อินทรวิชัย " บิ๊กบอสแบงก์กสิกรไทย วางยุทธศาสตร์ หนุนMSME เข้าถึงสินเชื่อ นำ AI และ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมทางดิจิทัล เพื่อสร้างระบบ Credit Scoring รูปแบบใหม่ ช่วยปลดล็อกสินเชื่อในไทย

    การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในวันที่ 13 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร มีการจัดเสวนา WBG Flagship: MSME Finance: Leveraging Data for Jobs

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK กล่าวในหัวข้อ MSME Finance: Leveraging Data for Jobs ว่า MSME ในไทยและอาเซียนยังเผชิญต่อความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยในไทย เช่น แม่ค้าออนไลน์ ร้านค้าแผงลอย หรือเกษตรกร แม้ว่าจะมีกระแสเงินสดหมุนเวียนจริง แต่ไม่มีงบการเงินในระบบธนาคารให้เห็นอย่างชัดเจน และธนาคารยังต้องมีความระมัดระวังความเสี่ยง ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวถูกจัดเป็นกลุ่ม Underbanked

    ขณะเดียวกันธนาคารยังเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้าที่แท้จริง เนื่องจากพฤติกรรมของ MSME แม้จะเริ่มปรับตัวสู่ดิจิทัล แต่ระบบบัญชีหรือเครื่องมือภายในยังคงแยกส่วน เช่น การทำบัญชีหลายเล่ม แยกบัญชีภาษี ธนาคาร และเจ้าของรวมถึงการใช้บัญชีส่วนตัวปะปนกับบัญชีธุรกิจ ทำให้ยากต่อการประเมินสถานะทางการเงินที่แท้จริง ซึ่งธนาคารได้มองเห็นถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าวโดยนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมทางดิจิทัล เพื่อสร้างระบบ Credit Scoring รูปแบบใหม่ เช่น พฤติกรรมการรับชำระเงินผ่าน QR Code ความถี่ของกระแสเงินสด และความสม่ำเสมอในการชำระค่าบริการ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยพัฒนาบริการด้านสินเชื่อให้ผู้ประกอบการสามารถขออนุมัติผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

    นอกจากนี้ยังได้สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ เช่น Grab Shopee Lazada และผู้ให้บริการชำระเงินต่างๆ เพื่อนำข้อมูลยอดขายจริงและพฤติกรรมการให้บริการมาประเมินวงเงินสินเชื่อ พร้อมประยุกต์ใช้โมเดล Embedded Finance ฝังบริการสินเชื่อลงในระบบปฏิบัติการของแม่ค้าหรือคนขับรถโดยตรง ทำให้สามารถส่งมอบเงินทุนหมุนเวียนได้ทันทีในเวลาที่ธุรกิจต้องการ

     ทั้งนี้ การเข้ามาของ FinTech และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ให้บริการทางการเงิน ธนาคารมองว่าเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และช่วยยกระดับสัดส่วนการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม Unbanked ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารอาจยังไม่เข้าใจความเสี่ยงได้ดีเท่ากับ FinTech ที่มีข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินเฉพาะกลุ่ม และธนาคารได้สนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัล เช่น Open Data Data Bureau ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการดึงข้อมูลทางเลือกใหม่ๆ จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ในอนาคต และทำให้ MSME สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้มากขึ้น

    ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งตลาด (Market share) ของสินเชื่อสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็นอันดับ 1 ของตลาด หรือมี Market share 28% คิดเป็นมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท หรือ 25% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคาร แม้ว่าภาพรวมของธุรกิจเอสเอ็มอีจะเผชิญภาวะชะลอตัว แต่ธนาคารจะมุ่งเน้นการดูแลและรักษาฐานลูกค้าปัจจุบันที่ใช้บริการของธนาคารเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเน้นปล่อยสินเชื่อที่มีหลัก พร้อมกับได้สนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัล เช่น Open Data Data Bureau ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการดึงข้อมูลทางเลือกใหม่ๆ จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ในอนาคต และทำให้ MSME สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกันยังยึดมั่นในหลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) โดยเปลี่ยนจากการตรวจงบการเงินรายปี มาเป็นการติดตามการเคลื่อนไหวของเงินแบบ Real-time เพื่อช่วยเตือนภัยและปรับวงเงินกู้ให้ยืดหยุ่นตามสภาวะจริง ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ในวงเงินที่พอเหมาะกับความสามารถในการชำระคืน ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการตกอยู่ในกับดักหนี้สินเกินตัว และช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    "ธนาคารยังคงวางงบลงทุนด้านเทคโนโลยีไว้ที่ 10% ของกำไรสุทธิ โดยเน้นบทบาทการเป็นผู้ใช้งาน AI เพื่อประยุกต์ใช้โซลูชันที่ดีที่สุดในการดำเนินงาน และพร้อมปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ"
    นางสาวขัตติยากล่าว

    Back To Top