Cover Image

JPMorgan เลิกคาดการณ์ราคาน้ำมันโลก.!?


ตลาดพลังงานโลก กำลังเผชิญหน้ากับความ “ไม่แน่นอนครั้งประวัติศาสตร์” เมื่อสถาบันการเงินระดับโลก อย่าง JPMorgan ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า “พวกเขาล้มเลิกและไม่สามารถสร้างกรอบคาดการณ์หลัก สำหรับทิศทางรา คาน้ำมันได้อีกต่อไป” นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น..

สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เดินทางมาถึงจุดที่เกินกว่าจะประเมินเนื่องจากสมมติ ฐานทางเศรษฐกิจที่เคยคาดไว้ถูกทำลายลงทั้งหมด

เดิมทีนักวิเคราะห์เชื่อว่า“แรงกดดันด้านเศรษฐกิจมหภาค” จะเป็นตัวบังคับให้สหรัฐต้องหาทางยุติศึก แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันเบนซิน เข้าใกล้ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นทะยานเหนือระดับ 5%

ทว่าความเป็นจริง เส้นแบ่งความอดทนทางเศรษฐกิจเหล่านี้ถูกทะลุผ่านทั้งหมดแล้ว แต่รัฐบาลของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” และคู่กรณีกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย ทำให้สงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยไร้ซึ่งทางออกหรือแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ยังทรงตัวอยู่ระดับสูงราว 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์เท่านั้นช่วงเวลานี้

ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานยังคงทวีความรุนแรง และขยายวงกว้างออกขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น แต่ยังลามถึงภัยคุกคามทะเลแดงบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ รวมถึงเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันสำคัญของประเทศซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกันทางฝั่งยุโรปตะวันออก โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียก็โดนโจมตีต่อเนื่อง

ปัจจัยลบเหล่านี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วทั้งโลก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ราคาน้ำมันยังไม่ได้พุ่งงขึ้นรุนแรงอย่างที่กลัว สาเหตุสำคัญมาจากความต้อง การใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับการที่ภาครัฐและภาคเอกชน ช่วยกันดึงเอาสินค้าคงคลังที่มีอยู่ออกมาใช้ ทำให้ตลาดสามารถดูดซับแรงกระแทกจากอุปทานที่หายไปประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันได้

ประเทศผู้บริโภครายใหญ่ในเอเชียและยุโรป ยังคงมีน้ำมันสำรองทำหน้าที่เป็นกันชน แต่อย่างไรก็ตามบัฟเฟอร์เหล่านี้กำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่องทุกวัน หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณการเจรจาทางการทูตเชิงบวก

ทำให้โลกอาจต้องเผชิญกับคลื่นกระแทกด้านราคาพลังงานระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม ช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมา ถึง ที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นตามฤดูกาล

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและนโยบายของผู้นำสหรัฐอย่างแท้จริง..!!

Back to top button

Back To Top