Cover Image

“เราต้องการการพลิกโฉมระบบการค้าโลก” ถอดรหัสการค้าเสรียุคใหม่ที่อาจพาโลกห่างไกลความเป็นธรรม กับ Joseph Purugganan

เป็นเวลาราวหนึ่งปีกว่านับตั้งแต่วันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้หวนคืนกลับสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก พร้อมประทับตราวันที่ 2 เมษายน 2025 ในฐานะ ‘วันปลดแอกสหรัฐฯ’ (Liberation Day) แม้ต่อมาอำนาจทางกฎหมายของสหรัฐฯ อาจไม่เอื้อให้การ ‘ปลดแอก’ เกิดขึ้นตามที่ทรัมป์วางแผนไว้แต่แรก ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การประกาศนโยบายการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 นี้เป็นเสมือนการฉีกภาพมายาคติการค้าเสรีและบทบาทผู้นำเสรีนิยมใหม่ที่สหรัฐฯ ปลุกปั้นมายาวนานหลายทศวรรษ รวมถึงเป็นการสั่นคลอนสถาปัตยกรรมการค้าที่นำโดยองค์การการค้าโลก (WTO) มาอย่างยาวนาน

ถ้ามองในภาพใหญ่กว่านั้น นี่คล้ายจะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์นำพาโลกเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อระเบียบโลกและสถาปัตยกรรมการค้าชุดเก่ากำลังถูกรื้อถอน และยังไม่มีระบบระเบียบใดเกิดขึ้นมาแทนที่ได้ เมื่อโครงสร้างใหญ่ถูกสั่นคลอน หลายประเทศจึงเริ่มหันหาทางเอาตัวรอดด้วยการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรหรือเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ทว่าคำถามที่น่าขบคิดต่อคือ การเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะบรรดา FTA ฉบับใหม่ๆ คือทางออกที่แท้จริง หรือเป็นอีกหนึ่งกับดัก เมื่อพิจารณาว่าหลายประเทศในซีกโลกใต้จัดอยู่ในตำแหน่งปลายสุดของห่วงโซ่อุปทาน และมีหน้าที่ส่งป้อนทรัพยากรราคาถูกให้ประเทศอื่นจนไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองได้

ไม่เพียงแต่พลวัตทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศ ทว่าอีกหนึ่งประเด็นชวนขบคิดคือ แท้ที่จริงแล้ว ข้อตกลงการค้ายุคใหม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในประเทศได้จริง หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งเครื่องมือขยายอำนาจของกลุ่มทุนใหญ่และบรรษัทข้ามชาติที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียงหยิบมือ ผลักไสคนตัวเล็กตัวน้อยให้กลายเป็นเสมือนคนชายขอบในประเทศของตนเอง

วันโอวันชวนอ่านพลวัตเศรษฐกิจใหม่ผ่านบทสนทนากับ โจเซฟ ปูรุกกานัน (Joseph Purugganan) ผู้อำนวยการร่วมองค์กร Focus on the Global South เกี่ยวกับมุมมองต่อความตกลงการค้าเสรียุคใหม่ ไล่เรียงตั้งแต่โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป วาระเบื้องหลังที่ซ่อนเร้นใต้ความสวยงามของ FTA ไปจนถึงอนาคตและทางรอดที่เป็นไปได้ของประเทศซีกโลกใต้

Joseph Purugganan

คุณมองพลวัตการค้าเสรีโลกในทุกวันนี้อย่างไร โดยเฉพาะตั้งแต่ วันปลดแอกสหรัฐฯ เป็นต้นมา

ผมคิดว่ายุคทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนแปลงพลวัตของการค้าเสรีไปโดยสิ้นเชิง การปลดแอกของทรัมป์ได้เปิดเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างการค้าเสรีโลก ซึ่งผมมองว่านี่เป็นเรื่องที่น่าขบขันมาก เพราะจริงๆ แล้ว สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศหัวหอกที่ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างโครงสร้างการค้าเสรีนี้ขึ้นมา ผมเลยมองว่าเรากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ระเบียบแบบเก่าที่เกิดจาก WTO หรือข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีที่พยายามปลุกปั้นกันมาตั้งแต่ราวทศวรรษที่ 1990 กำลังถดถอยลง และที่สำคัญคือ เรายังไม่มีระเบียบใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นประเทศจำนวนมากต้องอยู่กันแบบกระจัดกระจายและพยายามสร้างกฎกติกาใหม่ของเกมขึ้นมา บางกลุ่มพยายามรื้อฟื้นระเบียบเก่า บางกลุ่มก็พยายามจะสร้างระเบียบใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นว่า การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกนี้จะเป็นผลดีต่อซีกโลกใต้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังเดินตามทิศทางการบริหารของทรัมป์อยู่ ระเบียบใหม่ที่เกิดขึ้นจึงย่อมอยู่บนหลักการอำนาจคือความถูกต้อง (might is right) หมายความว่าประเทศที่มีอำนาจมากกว่าจะสามารถกำหนดวาระต่างๆ ได้ และซีกโลกใต้ก็จะโดนบีบให้ประสานผลประโยชน์ของตนเองให้เข้ากับระเบียบที่กำลังถูกสร้างนี้

ที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกนี้ไม่เป็นผลดีกับประเทศในซีกโลกใต้ ช่วยขยายความเพิ่มเติมได้ไหม

ผมคิดว่าถ้าจะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์โครงสร้างการค้าโลกก่อน

นับตั้งแต่ WTO ได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 1995 หรืออาจนับจากทศวรรษที่ 1990 มาจนถึงราวปี 2008 ถูกมองว่าเป็นยุครุ่งเรืองของโครงสร้างการค้าโลกที่ตั้งอยู่บนข้อตกลงการค้าทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคี ทว่าตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 เป็นต้นมา ผมเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในรูปแบบของข้อตกลงการค้า ซุ่งเราอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ข้อตกลงการค้าในศตวรรษที่ 21’ มันเน้นย้ำว่าการค้าโลกในปัจจุบันไม่ได้เป็นการค้าขายตัวสินค้าโดยตรง (trade in good) อีกต่อไป แต่กลายเป็นการค้าในรูปแบบของงาน (trade in task) แทน พูดง่ายๆ คือ เมื่อประเทศไหนทำการค้าขายระหว่างกันแล้ว พวกเขากำลังรับผิดชอบกระบวนการผลิตที่เน้นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีจุดเน้นอยู่ที่ห่วงโซ่มูลค่า (value chain) คล้ายกับการมองภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ดังที่ริชาร์ด บอลด์วิน (Richard Baldwin) หนึ่งในนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า กระบวนทัศน์การพัฒนาในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบของการเข้าร่วม (join) แทนที่จะเป็นการสร้าง (build)

ดังนั้น คุณจะเห็นว่าทุกประเทศเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเหมือนกันหมด คำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ว่าผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศอย่างไทยหรือของฟิลิปปินส์จะอยู่ที่การนำเข้าหรือการส่งออก เพราะทั้งสองประเทศต่างก็อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก ซึ่งพวกเรามีบทบาทเฉพาะของตัวเอง และสำหรับไทยและฟิลิปปินส์ การไปเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานนั้นง่ายกว่าจะพยายามพัฒนาเส้นทางของตนเองขึ้นมา เพราะนั่นจะต้องอาศัยแรงผลักดันที่ใหญ่มากๆ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรากำลังอยู่ในยุคที่นักวิชาการอย่าง ดานี โรดริก (Dani Rodrik -นักวิชาการชาวตุรกี) เรียกว่า ‘โลกาภิวัตน์สุดขั้ว’ (hyperglobalisation) หมายความว่าระดับของการเชื่อมต่อหรือระดับการพึ่งพิงกันของแต่ละประเทศพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ทั้งในแง่การไหลเวียนของการค้าชายแดน ทุน ข้อมูล และผู้คน ดังนั้นอำนาจในการตัดสินใจหรือความเป็นอิสระในระดับชาติและภูมิภาคจึงถูกลดความสำคัญลงจนกลายเป็นเรื่องรอง เพราะทุกประเทศถูกคาดหวังให้สนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่านี้

เราพูดได้ไหมว่ากระแสการเมืองที่เราเห็นในทุกวันนี้ โดยเฉพาะการปลดแอกสหรัฐฯ ของทรัมป์ เป็นกระแสตีกลับที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านกระบวนทัศน์ทางการค้าในปัจจุบัน

เป็นคำถามที่น่าสนใจ อย่างที่เราเห็นกันว่ามีกระแสตีกลับ (backlash) ที่ค่อนข้างรุนแรงในแง่นโยบาย โดยเฉพาะที่เกิดจากความไม่พอใจทางการเมือง และเห็นผู้นำประชานิยมฝ่ายขวาอย่างทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ถ้าเราย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่งเป็นสมัยแรกของทรัมป์ จะเห็นว่าเขาได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากรัฐที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการค้าถึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในวาระนโยบายของทรัมป์จวบจนปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ดี ผมต้องพูดถึงประเด็นเรื่องการถูกทิ้งไว้ข้างหลังทางเศรษฐกิจ (economic marginalisation) ด้วย เพราะโลกาภิวัตน์แบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้ช่วยยกระดับฐานะหรือคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นพร้อมกัน แต่เอื้อประโยชน์ให้กับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น สถานการณ์เช่นนี้อยู่ภายใต้กระบวนทัศน์ที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ เราเห็นปัญหาการตกงาน ค่าจ้างชะงักงัน และสิ่งที่นักวิชาการบางคนเรียกว่าเป็นการผลักดันโลกาภิวัตน์ที่มีผู้ได้รับประโยชน์เพียงหยิบมือเดียว

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายด้านโลกาภิวัตน์หรือผลักดันการจัดระเบียบโลกาภิวัตน์ใหม่ (re-globalisation) โดยพยายามทำให้โลกาภิวัตน์มีความครอบคลุมมากขึ้น เช่น เริ่มคิดถึงสิทธิของแรงงานหรือตอบสนองต่อขีดจำกัดทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เราเริ่มได้ยินคำศัพท์ฮิตๆ (buzzword) เช่น คนงานเป็นศูนย์กลาง (worker-centric) หรือการค้าที่ยั่งยืน (inclusive trade)

หลายคนมองว่าการระบาดของโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เผยให้เห็นปัญหาของระเบียบการค้านี้ชัดขึ้น รวมถึงเป็นปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างการค้าต้องเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน คุณคิดอย่างนั้นไหม

ในตอนแรกที่เราพูดถึงความเปราะบางในโครงสร้างการค้า ผมมองว่าโควิด-19 เป็นตัวเปิดเผยให้เห็นความเปราะบางตรงนี้ด้วยเช่นกัน เพราะหนึ่งในความเปราะบางของโครงสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคุณต้องพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานมากเกินไป พอเกิดเหตุฉุกเฉินที่แม้จะสกัดกั้นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของห่วงโซ่เอาไว้ ทว่าทั้งสายธารห่วงโซ่อุปทานกลับพลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

นี่จึงเป็นที่มาของความคิดที่ว่า เราจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่น (resilience) เพื่อรับประกันว่าห่วงโซ่อุปทานจะยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้อุปสรรค ถ้าพูดให้ถึงที่สุด สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงคือจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ คือเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงแค่การบริหารต้นทุนให้คุ้มค่าที่สุดมาสู่การสร้างความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือในเชิงยุทธศาสตร์ ผมมองว่านี่คือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทว่าพอมองประเทศในซีกโลกใต้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นไทย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย พวกเราล้วนอยู่ที่ปลายของห่วงโซ่อุปทานนี้กันหมดเลย

ผมขอยกตัวอย่างฟิลิปปินส์แล้วกัน ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีแร่ธาตุ แต่บทบาทที่แท้จริงของฟิลิปปินส์คือการเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุเท่านั้น เมื่อแร่ดิบถูกขุดขึ้นมาแล้วก็จะถูกส่งออกไป โดยแทบจะไม่มีกระบวนการแปรรูปใดๆ เกิดขึ้นในประเทศเลย นี่ถือเป็นความเปราะบางประการหนึ่ง เพราะคุณจะไม่สามารถก้าวขึ้นไปบนบันไดแห่งการพัฒนาได้ เนื่องจากคุณติดอยู่กับตรรกะที่ว่า นั่นคือบทบาทหน้าที่เฉพาะของคุณในห่วงโซ่อุปทาน

ถ้าเราขยับมาคุยในประเด็นข้อตกลงทางการค้า คุณมองว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ทรัมป์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ส่งผลต่อรูปแบบการเจรจาการค้าทั่วโลกอย่างไร

ถ้าเป็นในแง่กระบวนการ อย่างที่ผมบอกไปเลยว่าอำนาจกลายเป็นความถูกต้องไปแล้ว

ถ้ามองในอดีตที่ผ่านมา มันยังระเบียบที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ (rule-based order) ไม่ว่าเราจะพูดถึง WTO หรือข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี ทุกอย่างใช้กฎกติกาเดียวกันหมด นี่อาจจะฟังดูเป็นมายาคติไปเสียหน่อย แต่ผมคิดว่าอย่างน้อย กฎกติกาเหล่านี้ก็ยังช่วยรับประกันความโปร่งใสในการเจรจาทางการค้าได้บ้าง ทว่าในตอนนี้ ผมคิดว่ากฎกติกาด้านการค้าแขวนอยู่บนกลยุทธ์อำนาจ ซึ่งก็คือความถูกต้องของทรัมป์ไปแล้ว เหมือนที่คุณถามผมเรื่องวันปลดแอกสหรัฐฯ นั่นแหละ รัฐบาลของประเทศในอาเซียนถึงกับแตกตื่นกันทันทีที่มีการประกาศตารางอัตราภาษี นี่แสดงถึงระดับการพึ่งพาทางเศรษฐกิจของเรากับของสหรัฐฯ ที่สูง เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศปลายทางของการส่งออกในอันดับต้นๆ ของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน

เพราะฉะนั้น ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของประเทศส่วนใหญ่คือการเร่งรีบดิ้นรนเพื่อเจรจาต่อรองให้ได้ และเราแทบไม่เห็นความพยายามของอาเซียนในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อจัดการประเด็นนี้ร่วมกัน นี่จึงกลายเป็นสถานการณ์แบบตัวใครตัวมันอย่างแท้จริง คุณถูกปล่อยให้ต้องเจรจาเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเองโดยไม่ต้องไปสนใจผลประโยชน์ของเพื่อนบ้านอาเซียน

การที่แต่ละประเทศต้องเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมันส่งผลต่อตำแหน่งแห่งที่ในการเจรจาการค้าอย่างไร

ผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะยิ่งบั่นทอนอำนาจของรัฐ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ในการดึงเอาอำนาจและข้อได้เปรียบของตนเองมาใช้ในการเจรจาต่อรองครั้งนี้ ซึ่งผมมองผลกระทบเกิดขึ้นในสองแบบ

ประการแรก ประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้จึงเป็นการเจรจา โดยแทบจะไม่มีการต่อต้านขัดขืนใดๆ เลย และประการที่สองที่เป็นผลสืบเนื่องกันคือ เมื่อคุณพยายามที่จะถอยห่างออกจากการพึ่งพิงสหรัฐฯ คุณถึงเริ่มตระหนักได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมองหาหุ้นส่วนรายใหม่ ทว่าหุ้นส่วนรายใหม่ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) ก็หาประโยชน์จากโอกาสนี้เช่นกัน อย่าง FTA ระหว่างอียูกับประเทศในอาเซียน เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เห็นได้ชัดเลยว่าการเดินหน้าเจรจาตกลงเกิดขึ้นเร็วจนน่าทึ่งนับตั้งแต่วันปลดแอก อย่าง FTA ระหว่างฟิลิปปินส์กับอียูสหภาพยุโรปน่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันภายในปีนี้ ซึ่งผมมองว่าค่อนข้างเร็วเลยล่ะ ซึ่งนี่เป็นผลมาจากนโยบายของทรัมป์ ทำให้รัฐบาลแต่ละชาติพยายามจะเจรจาข้อตกลงกับหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศอื่นๆ  และหาช่องทางตลาดที่หลากหลายมากขึ้น

ในกรณี FTA ระหว่างอียูกับชาติอาเซียน มีประเด็นอะไรที่คุณคิดว่าน่าขบคิดกันบ้าง

ในกรณีของ FTA ฟิลิปปินส์-อียู การเจรจาเริ่มขึ้นในปี 2015 แต่ถูกระงับชั่วคราวจนถึงปี 2017 และเริ่มเจรจาอีกครั้งในปี 2024 ทว่ามีองค์ประกอบสองข้อเพิ่มขึ้นมาในข้อตกลงระหว่างการเจรจาครั้งใหม่นี้ ข้อแรกคือการค้าดิจิทัล และข้อที่สองคือพลังงานและวัตถุดิบ และประเด็นแร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถ้าเราพูดถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบกับการค้า หรือเรื่องการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน ประเด็นหลักที่ขับเคี่ยวกันก็คือสองประเด็นที่พูดถึงนี้ ทั้งเรื่องดิจิทัล และพลังงาน-วัตถุดิบ ถูกไหมครับ โดยในเรื่องดิจิทัล เราเห็นได้ว่ามีสงครามปัญญาประดิษฐ์ (AI War) และในแง่เพลังงานและวัตถุดิบ สองประเทศนี้ก็แข่งกันอยู่ว่าใครจะได้เข้าถึงและควบคุมวัตถุดิบ

จากการแข่งขันชิงความเป็นใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนี่เองที่ทำให้เราเห็นสหรัฐฯ ผลักดันการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทานของตนไปสู่ประเทศพันธมิตรมากขึ้น (friend-shoring) เพื่อมองหาหุ้นส่วนภายนอกและลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากจีน ผมมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งความเปราะบางที่เกิดขึ้นเมื่อเราพูดถึงห่วงโซ่อุปทาน เป็นความเปราะบางของประเทศพัฒนาแล้วในเรื่องของวัตถุดิบ ตอนนี้เราจึงเห็นหลายประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นหุ้นส่วนอย่างมาก เช่น ข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และยังมีความริเริ่มใหม่ๆ ของสหรัฐฯ เรียกว่า ‘Paxilica’ ที่มีฟิลิปปินส์ อิสราเอล และประเทศอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

ผมมองว่าปรากฏการณ์การทำข้อตกลงการค้าที่เห็นอยู่นี้เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการแข่งขันกับจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และยังเป็นกลยุทธ์การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรเพื่อพยายามสร้างความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือกับบางประเทศ เพื่อรับประกันการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญเหล่านั้นได้

เมื่อพูดถึง FTA ของอียู มันมีข้อกังวลหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือประเด็น TRIPS-plus ที่เกี่ยวกับข้อกำหนดกฎเกณฑ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มข้นมากขึ้น โดยในกรณี FTA ไทย-อียู ก็มีการพูดถึงประเด็นนี้กันเยอะ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร และในกรณีของ FTA อียู-ฟิลิปปินส์ มีข้อกังวลเรื่องนี้ประมาณไหน

เรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว ในฟิลิปปินส์ เรามีประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ซึ่งมันมีอยู่สามเรื่องที่เป็นประเด็น

ประเด็นแรกคือเรื่องผลกระทบจาก FTA ต่อความสามารถในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาในราคาที่จับต้องได้ ผมคิดว่าการรณรงค์ของไทยในประเด็นนี้ค่อนข้างเข้มแข็งมากทีเดียว เช่น กลุ่ม FTA Watch (กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน) ซึ่งเราก็ทำงานกับพวกเขาด้วย

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า TRIPS คือ ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreements on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ภายใต้ WTO ดังนั้นถ้าพูดถึง TRIPS-plus นั่นหมายความว่าข้อกำหนดนั้นมีขอบเขตหรือเงื่อนไขที่เกินกว่าข้อผูกมัดภายใต้ความตกลงเดิมไปอีก หนึ่งในนั้นคือข้อกำหนดเกี่ยวกับการผูกขาดข้อมูล (data exclusivity) ที่ค่อนข้างเอื้อให้กับผู้ถือสิทธิบัตร ในที่นี้คือสิทธิบัตรยา ซึ่งปกติแล้วสิทธิบัตรจะมีอายุ 20 ปี และเมื่อสิทธิบัตรหมดอายุก็จะสามารถผลิตยาสามัญที่มีราคาถูกลงได้ ทว่าด้วยข้อกำหนดการผูกขาดยาทำให้การต่ออายุสิทธิบัตรเกิดขึ้นไปโดยปริยาย เพราะข้อกำหนดนี้ระบุว่า แม้สิทธิบัตรจะหมดอายุไปแล้ว บริษัทยา (ซึ่งมักจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่) ยังมีสิทธิในการผูกขาดควบคุมสูตรยาที่ใช้ในการผลิตไปอย่างน้อย 7-10 ปี ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวออกมาเพื่อให้ผู้ผลิตยาสามัญสามารถนำไปผลิตยาในเวอร์ชันที่ราคาถูกกว่าได้ นี่คือข้อกังวลหลักเลย คุณลองคิดดูนะว่าเงื่อนไขนี้จะยิ่งถ่วงเวลาการเข้าถึงยาที่มีราคาจับต้องได้ให้ล่าช้าลงไปอีก ซึ่งเรื่องการเข้าถึงยานี้คือเงื่อนไขระหว่างความเป็นกับความตายเลย

ประเด็นที่สองเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกรในประเด็นเมล็ดพันธุ์ เพราะข้อบทว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญามีข้อกำหนดที่บังคับให้ประเทศภาคีต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำหนดโดยสหภาพนานาชาติเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Union for the Protection of New Varieties of Plants: UPOV) หรือถ้าพูดให้เจาะจงกว่านั้นคือข้อตกลง UPOV-91 นี่เป็นความกังวลอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่กลัวว่าตนเองจะสูญเสียสิทธิในการผลิต ขยายพันธุ์ หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ของตนเองเอาไว้

และประเด็นสุดท้ายซึ่งเรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในฟิลิปปินส์ คือความขัดแย้งระหว่างข้อบทว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญากับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง เพราะฟิลิปปินส์มีปัญหาใหญ่มากเกี่ยวกับโจรสลัดชีวภาพ (biopiracy) ที่บริษัทต่างๆ จะถือโอกาสฉกฉวยความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีปฏิบัติของชนเผ่าพื้นเมืองไปจดสิทธิบัตรเป็นของตนเอง

ทั้งสามประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่ผมมองว่ายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการค้ากับสิทธิมนุษยชน นั่นคือเรื่องข้อตกลงทางการค้าที่สามารถนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ แม้กระทั่งงานศึกษาการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนของอียูในปี 2019 เองก็พบประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเหมืองและอุตสาหกรรมเหมือง

นอกจากประเด็นที่เราพูดคุยกันอยู่แล้ว ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่ คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

นี่เป็นคำถามสำคัญมาก อันที่จริงแล้ว เรานิยามข้อตกลงทางการค้าเหล่านี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนหรือบรรษัทขนาดใหญ่ (corporate-driven agreement) เสียด้วยซ้ำ เพราะหากมองในแง่ของกระบวนการ ข้อตกลงเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านการเจรจาที่แทบจะเป็นความลับ คือพวกเรารับรู้ว่ามีการเจรจา แต่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาเจรจาอะไรกันอยู่ เราไม่สามารถเข้าถึงข้อบทได้ และรัฐบาลก็บอกแค่ว่าข้อบทเหล่านั้นเป็นความลับ และกว่าเราจะเข้าถึงข้อบทเหล่านั้นได้ก็เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้นลงแล้ว

ผมไม่รู้สถานการณ์ในไทย แต่ถ้าเป็นในฟิลิปปินส์ หากรัฐบาลเจรจาและลงนามข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ทางเดียวที่เราจะโต้แย้งได้คือในรัฐสภา เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศซึ่งรัฐบาลจะต้องนำเสนอต่อวุฒิสภา และวุฒิสภาจะต้องมีมติ 2 ใน 3 เพื่อเห็นชอบต่อรองข้อตกลงก่อนที่จะมีผลบังคับใช้จริง กระบวนการเหล่านี้เป็นความท้าทายใหญ่สำหรับภาคประชาสังคมที่ไม่สามารถเข้าถึงเอกสารใดๆ ได้เลย ตรงข้ามกับกลุ่มทุนหรือบรรษัทใหญ่ที่เหมือนจะได้รับสิทธิพิเศษ และถึงแม้พวกเราจะได้เข้าร่วมในกิจกรรมการรับฟังความคิดเห็น แต่กิจกรรมดังกล่าวก็จัดโดยรัฐบาลอยู่ดี ทำให้การรับฟังความคิดเห็นเป็นพื้นที่สำหรับผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจมากกว่า มันกลายเป็นว่าพื้นที่การรับฟังความคิดเห็นกลายเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลจะถามกลุ่มนักธุรกิจว่า พวกคุณจะนำอะไรไปเจรจา ส่วนภาคประชาสังคมอย่างพวกเราก็กลายเป็นตัวร้ายที่เอาแต่พูดข้อกังวลของตัวเอง คือพวกเขารับฟังความคิดเห็นของเรานะ แต่ก็แค่รับฟัง ไม่ได้สะท้อนอะไรออกมาจริงจังเท่าไร

อีกประเด็นหนึ่งคือ เราเห็นการผลักดันวาระที่เอื้อให้กลุ่มทุนหรือบรรษัทปรากฏอยู่ในข้อบทของข้อตกลง เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ คุณรู้ไหมว่า กติกาที่ถูกผลักดันในข้อบทถูกเขียนโดยบริษัทยาขนาดใหญ่ กติกาดังกล่าวจึงถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ถือสิทธิบัตร ซึ่งก็มักจะเป็นบรรษัทขนาดใหญ่นั่นแหละ

แต่บางคนอาจมองว่า การมีข้อตกลงหรือข้อบทที่เอื้อประโยชน์ให้นักลงทุนหรือบรรษัทมักปรากฏในข้อตกลงทางการค้าอยู่แล้ว คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

ใช่ครับ ในบางข้อตกลงของอียูถึงกับมีข้อบทเกี่ยวกับการปกป้องนักลงทุนแยกออกมาเลย แต่ในข้อตกลงอื่นๆ มักจะรวมเรื่องนี้อยู่ในข้อบทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน นอกจากนี้ ข้อบทเกี่ยวกับการลงทุนมักจะมีข้อกำหนดที่เรียกว่า กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน (Investor-State Dispute Settlement Mechanism) รวมอยู่ด้วย ผมมองว่านี่เป็นข้อกำหนดที่ค่อนข้างแปลก เพราะข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่ารัฐบาลยอมรับสิทธิของบรรษัทในการฟ้องรัฐบาล หากรัฐบาลละเมิดข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงต่างๆ เช่น ข้อตกลงการค้าเสรีหรือสนธิสัญญาการลงทุนระดับทวิภาคี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วมากมาย

ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมคิดว่ามีกรณีหนึ่งที่น่าสนใจในประเทศไทยเกี่ยวกับการสร้างทางยกระดับ โดยบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนคาดหวังว่าจะมีคนมาใช้ทางยกระดับที่พวกเขาสร้างเป็นจำนวนมาก มีการคำนวณกำไรอะไรเรียบร้อย แต่รัฐบาลไทยกลับสร้างทางหลวงใหม่ขึ้นมาทำให้มีคนจำนวนหนึ่งหันไปใช้ทางหลวงนั้นแทน บริษัทที่สร้างทางยกระดับเลยฟ้องร้องรัฐบาลไทยเพราะการที่คนหันไปใช้ทางหลวงนั้นกระทบการลงทุนของพวกเขา นี่แหละที่ผมกำลังจะสื่อว่ากลไกดังกล่าวในข้อตกลงการค้าอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนักลงทุนได้จริงๆ

มีทางไหนไหมที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันที่อำนาจอันน้อยนิดที่เราเคยมีถูกลดทอนไปหมดแล้ว เพราะพวกเราต้องพยายามดิ้นรนที่จะเจรจาต่อรองให้ได้ในยุคของทรัมป์และข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART)

แต่ทั้งนี้ เราก็อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอยู่แล้วตอนไปเจรจา เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า อัตราภาษีที่สูงลิ่วเหล่านั้นถูกบังคับใช้ไปเรียบร้อย การเจรจาที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อขอลดอัตราภาษีลงมามากกว่า และเราก็จะถูกเรียกร้องให้ยอมผ่อนปรนหรือให้ข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง

คุณคิดว่าสถานการณ์หรือผลลัพธ์การเจรจามีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ หากแต่ละประเทศอาเซียนรวมตัวกันและเจรจาในนามอาเซียน

ผมมองว่าเป็นเรื่องโชคร้ายนิดหน่อยที่อาเซียนไม่ยอมรวมตัวกันในเรื่องนี้ เพราะจริงๆ แล้ว อาเซียนมีศักยภาพในการรวมตัวเพื่อเจรจาได้ เพราะฉะนั้น การรวมตัวและเจรจากันในนามอาเซียนก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่ง แต่แน่นอน เรื่องบางเรื่องก็พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะแต่ละประเทศยังแข่งขันด้านการค้ากันอยู่เลย

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจที่ผมเห็นในฟิลิปปินส์ ซึ่งบางครั้งรัฐบาลก็ยอมรับในเรื่องนี้คือ การที่ภาคประชาสังคมยังออกมารณรงค์และส่งเสียงคัดค้านในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลสามารถใช้ประเด็นกระแสต่อต้านในประเทศไปอ้างกับคู่เจรจาได้

ผมคิดว่าในแง่หนึ่ง มันก็สะท้อนให้เห็นถึงพลังที่อยู่ในมือของภาคประชาสังคมในการที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดและแสดงจุดยืนที่แท้จริงของตน ท่ามกลางการเจรจาเหล่านี้

Joseph Purugganan

ทุกวันนี้ การเจรจาการค้ายุคใหม่มักจะรวมเอา บทบัญญัติเพิ่มเติม (non-traditional provision) เข้าไป เช่น ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และประเด็นที่เราพูดถึงกันเยอะมากในประเทศไทยก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หลายฝ่ายมองว่าข้อตกลงลักษณะนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์หรือช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ คุณมองเรื่องนี้อย่างไร จริงๆ แล้วบทบัญญัติเพิ่มเติมจะสร้างประโยชน์หรือก่อให้เกิดข้อควรกังวลอะไรบ้าง

ถ้าเจาะจงไปที่การเจรจากับสหภาพยุโรป พวกเขามีข้อบทเกี่ยวกับการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งพวกเขาภูมิใจกับข้อบทนี้มากๆ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของสหภาพยุโรปแตกต่างจากข้อตกลงการค้าเสรีอื่นๆ ที่จะแตะประเด็นสิทธิแรงงานหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่ผมมองว่านี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย เพราะข้อบทเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเกราะกำบังให้กับข้อตกลงทั้งฉบับจากข้อบทอื่นๆ ที่ปัญหามากกว่า เช่น การดึงเสียงสนับสนุนจากคนงานและสหภาพแรงงานโดยอ้างว่าข้อตกลงการค้าเสรีมีข้อกำหนดที่จะช่วยส่งเสริมสิทธิแรงงาน หรือดึงเสียงสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มันเหมือนกับการนำผลเชอรีไปวางประดับบนอาหารที่เน่าเสีย หรือพยายามฉีดน้ำหอมกลบกลิ่นที่ไม่ดี เพราะมันอาจจะนำไปสู่ตรรกะที่ว่า นี่คือข้อตกลงที่ดีเพราะมีบทบัญญัติเพิ่มเติมเหล่านี้ แต่ความเป็นจริงนั้นแย่กว่านั้นมาก

อีกอย่างที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ บทบัญญัติเพิ่มเติมจำนวนมากมีหน้าที่แค่ทำให้ข้อตกลงดูดีขึ้นเท่านั้น เป็นเหมือนแรงบันดาลใจแต่ไม่ได้มีผลจริงในทางปฏิบัติ ลองนึกภาพว่าข้อตกลงนั้นอาจบอกว่าพยายามสนับสนุนสิทธิแรงงาน แต่ถ้าข้อตกลงนั้นนำไปสู่การตกงานล่ะ มันจะดีหรือถ้าเราจะเลือกสนับสนุนสิทธิแรงงานแลกกับผลกระทบคือการที่คนต้องตกงาน

ส่วนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่คุณพูดถึง ผมเห็นด้วยว่านี่เป็นประเด็นที่ใหญ่มากเช่นกัน ในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเคยถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเพราะมันเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ผมไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจจะมีมูลค่ามหาศาลถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยก็เป็นได้ และนี่เป็นตลาดเป้าหมายของกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ด้วย โดยในอดีต แนวทางการเจรจามักจะเป็นเพียงแค่การพูดคุยถึงเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการ แต่ตอนนี้การเจรจาก้าวหน้าไปถึงเรื่องข้อผูกพันในการเข้าสู่ตลาดแล้ว นี่สะท้อนให้เห็นถึงการถดถอยของพื้นที่การกำหนดนโยบายของรัฐบาล เพราะภาครัฐสามารถใช้อำนาจการจัดซื้อจัดจ้างสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นได้ ผมมองว่านี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งเช่นกัน

อันที่จริงนอกจาก FTA อียูแล้ว เรายังเห็นการทำข้อตกลงการค้าเสรีที่มีมาตรฐานสูง (high-standard FTA) อีกหลายฉบับ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ถ้ามองในด้านดี หลายฝ่ายคงเห็นพ้องว่าข้อตกลงเช่นนี้เป็นเสมือนโอกาสในการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถยกระดับมาตรฐานของตนเองให้สูงขึ้น หรือเป็นโอกาสในการขยายช่องทางการทางการค้า โดยเฉพาะในยุคทรัมป์ที่แต่ละประเทศต้องพยายามหาตลาดทางเลือกใหม่ๆ แต่แน่นอนว่า การลงนามข้อตกลงเหล่านี้ก็อาจจะมีข้อเสียหรือสร้างผลกระทบที่เราคาดไม่ถึงได้เช่นกัน คุณว่าฝั่งไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน และเราพอมีวิธีสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนี้ได้ไหม

การสร้างความสมดุลเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของรัฐบาล และจากประสบการณ์ของผมในฟิลิปปินส์ นโยบายการค้ามักจะเอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่า โดยตั้งอยู่บนความคิดที่ว่า ถ้าคุณสนับสนุนกลุ่มทุน พวกเขาจะสนับสนุนวาระหรือเป้าหมายการพัฒนาประเทศ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องการสร้างสมดุลจริงๆ ตัวเลือกที่เหลืออยู่คือการคำนึงถึงกลุ่มชายขอบ (marginalised sector) เพราะถ้าคุณอยากจะสร้างสมดุลในแง่ผลประโยชน์จริงๆ ก็ควรจะสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มชายขอบเหล่านี้ ดังนั้น เราจึงต้องท้าทายไปถึงรูปแบบของข้อตกลงการค้าเสรีเลย เพราะอันที่จริงข้อตกลงดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาของซีกโลกใต้

ต้องบอกให้ชัดก่อนว่า การค้าเป็นเรื่องสำคัญเพราะเราไม่สามารถผลิตสินค้าทุกอย่างที่เราต้องการได้ แต่ในภาคส่วนที่เราสามารถผลิตสินค้าที่ต้องการได้ และมีกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยการผลิตสินค้าเหล่านั้น เช่น เกษตรกรและชาวประมงรายย่อยนับล้านคน เราก็ต้องทำให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ และไม่ถูกบีบให้ไร้ที่ยืนไปมากกว่านี้ เพียงเพราะบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะเข้ามาฮุบตลาด

ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เราไม่ได้คัดค้านการค้า หากแต่เราคัดค้านข้อตกลงทางการค้าที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสมดุล แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน หรือก็คือฝั่งของกลุ่มทุนนั่นเอง

ในอาเซียน ยังมีข้อตกลงการค้าอื่นที่เป็นประเด็น โดยเฉพาะข้อตกลงพหุภาคีอย่าง CPTPP และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) คุณว่ามีอะไรที่น่ากังวลหรือน่าขบคิดไหมในข้อตกลงเหล่านี้

ถึงข้อตกลงที่ว่ามานี้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันอยู่ แต่ผมมองว่าสิ่งที่พวกมันมีเหมือนกันคือ มันเป็นข้อตกลงที่ทั้งครอบคลุมและทะเยอทะยาน แต่โชคร้ายหน่อยที่เวลาพูดถึง CPTPP, RCEP หรือข้อตกลงการค้าเสรีกับอียู สิ่งที่เป็นแก่นหลักของมันคือวาระของกลุ่มทุน และเราก็ยังเห็นองค์ประกอบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในข้อตกลงเหล่านี้ เช่น การค้าดิจิทัล แร่ธาตุสำคัญ หรือพลังงาน ซึ่งประเด็นใหม่ๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้ข้อตกลงทางการค้ากลายเป็นเครื่องมือในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ และการทำให้การค้ากลายเป็นอาวุธเช่นนี้เองที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบ

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ข้อตกลง RCEP ซึ่งบางครั้งจะถูกเรียกว่าเป็นข้อตกลงที่นำโดยจีน ทั้งที่จริงๆ แล้วประเทศที่เข้าร่วมมีทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพราะฉะนั้น ผมไม่มองว่า RCEP เป็นข้อตกลงที่นำโดยจีน แต่เป็นข้อตกลงที่ถูกครอบงำโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังเบียดบังผลประโยชน์ของประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าหรือมหาอำนาจขนาดกลางอยู่

ข้อตกลง CPTPP เองก็เช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ข้อตกลงนี้นำโดยสหรัฐฯ ส่วนข้อตกลงกับสหภาพยุโรปก็แน่นอน ใครล่ะที่เป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ เพราะมีแต่ชาติมหาอำนาจเท่านั้นที่สามารถจะกำหนดเงื่อนไขในการเจรจาได้

ผมคิดว่าสิ่งที่คู่เจรจาที่มีอำนาจน้อยกว่าสามารถทำได้คือความพยายามในการประสานความต้องการของตนเองให้สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีอำนาจมากกว่า และถ้าพูดให้ถึงที่สุด นี่สามารถนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำระดับโลกระหว่างประเทศคู่เจรจาได้อย่างแน่นอน

กรอบวิเคราะห์กรอบหนึ่งที่ผมพยายามใช้อยู่คือ ‘การใช้ความพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นอาวุธ’ (weaponisation of interdependence) เมื่อเรามองการเจรจาเหล่านี้ในแง่ของพลวัตทางอำนาจ เราจะเห็นว่าประเทศที่แข็งแกร่งกว่าก็คือประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงกว่า มีอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานมากกว่า และสามารถบังคับให้ประเทศที่มีอำนาจน้อยกว่าประสานผลประโยชน์ด้วยได้

ลองดูสหภาพยุโรป แม้พวกเขาพยายามแสดงท่าทีว่าตนเองมีเจตนาดีกว่าและต่างจากทรัมป์ แต่ถ้าคุณลองพิจารณาข้อตกลงทางการค้าที่พวกเขากำลังผลักดันอยู่ จะเห็นว่าสหภาพยุโรปก็ไม่ได้ลดละจากการใช้เงื่อนไขที่บีบบังคับเพื่อผลักดันวาระพัฒนาของตนเองสักเท่าไรหรอก

ถ้าพูดถึงในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เราเห็นว่ามีบางประเทศได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีเหล่านี้ไปแล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ที่ลงนามกับ FTA กับอียู หรืออย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่เข้าร่วม CPTPP แล้ว คุณพอจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์บ้างไหมว่า ข้อตกลงเหล่านี้ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีสถานการณ์ที่แย่ลง หรือว่าได้รับประโยชน์และดีขึ้นจริงๆ กันแน่

เป็นคำถามที่ตอบยากอยู่ ถ้ามองจากมุมมองของฟิลิปปินส์ ผมมองว่าประเทศอื่นๆ ดูเหมือนจะบริหารจัดการข้อตกลงการค้าได้ดีกว่าฟิลิปปินส์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการข้อตกลงทางการค้าที่ดี และมีนโยบายภายในประเทศที่สามารถปกป้องและผลักดันผลประโยชน์ของชาติควบคู่ไปด้วย แต่ในฟิลิปปินส์แทบจะไม่มีการสนับสนุนนโยบายภายในประเทศเลย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงกว่ามาก

ผมพยายามหาหลักฐานเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันค่อนข้างยากที่เราจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการเจรจาได้ อีกอย่างคือ ถ้าคุณลองหางานศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น คุณจะเห็นตัวเลขเท่าไหร่ ก็ขึ้นกับว่าคุณมองหาอะไรอยู่ เช่น ถ้าคุณมองหาตัวเลขเกี่ยวกับการขยายตัวทางการค้า แน่นอนว่าคุณก็จะเห็นว่ามันขยายตัว

ในกรณีของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามและอียู เราเห็นว่ามูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นจริง แต่เวลาเราพูดถึงการค้า เรากำลังพูดถึงเรื่องการนำเข้าและส่งออก ถูกไหม แต่ถ้าคุณมองให้ลึกขึ้น คุณจะพบว่ามูลค่าการนำเข้าสูงกว่ามูลค่าการส่งออก กรณีของ RCEP ก็เช่นกัน ข้อกังวลหนึ่งของเราที่มีต่อ RCEP คือข้อตกลงนี้จะเพิ่มมูลค่าการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าการขาดดุลการค้าให้สูงขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ตอนนี้ ถ้าคุณดูสถิติการนำเข้าตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาจะเห็นว่ามูลค่าการนำเข้าของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมาตลอด ส่วนเรื่องการขาดดุลทางการค้า ผมคิดว่ามีหลายประเทศในอาเซียนที่ขาดดุลทางการค้าโดยเฉพาะกับจีน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือแม้กระทั่งไทยเองก็ตาม อย่างในฟิลิปปินส์ เราขาดดุลทางการค้ากับจีนถึงประมาณร้อยละ 23 เลย

ดังนั้น ผมคิดว่ามันอาจจะชวนให้เข้าใจผิดได้ง่าย ถ้าเราไปสรุปว่าข้อตกลงเหล่านี้ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้า มันมีส่วนจริงอยู่ แต่ผลกระทบที่ตามมาจากมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง มันอาจจะมีได้ทั้งผลบวก ผลลบ หรืออาจจะเป็นผลกระทบเชิงลบที่ซ้อนทับกันอยู่ก็ได้ และแน่นอน การจ้างงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องพิจารณา ซึ่งผมยังไม่ค่อยเห็นการศึกษาเรื่องนี้สักเท่าไร ก็นับได้ว่าอาจเป็นจุดอ่อนของภาคประชาสังคมและภาคการศึกษาด้วย

ถ้าพูดให้ถึงที่สุด ภาคประชาสังคมและภาคการศึกษาอย่างเราทุ่มสุดตัว[ในการวิพากษ์ข้อตกลงเหล่านี้] ในช่วงที่ข้อตกลงเหล่านี้อยู่ในขั้นตอนเจรจา จนกระทั่งเราหมดไฟไปตอนที่ข้อตกลงเหล่านี้ได้ข้อสรุปแล้ว มันก็อาจจะเพราะพอเราพ่ายแพ้ในการคัดค้านการเจรจาเหล่านี้ เราก็พลอยเลิกติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ตั้งคำถามหรือท้าทายสมมติฐานของรัฐบาล เพราะพวกเขามักจะอ้างว่า ข้อตกลงเหล่านี้จะนำไปสู่การเติบโตของจีดีพี ทว่ามีงานวิจัยในออสเตรเลียที่พบว่า ข้อตกลง CPTPP ทำให้ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นน้อยมากๆ ในขณะที่ผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานเพิ่มขึ้นชัดเจน

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องหันมาติดตามและประเมินผลกระทบหลังการเจรจาอย่างเป็นระบบให้มากขึ้นกว่านี้ด้วย นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราขัดแย้งกับรัฐบาลฟิลิปปินส์มาตลอด เราบอกตลอดว่า คุณจะเดินหน้าผลักดันข้อตกลงการค้าทั้งหมดเลยก็ได้ แต่คุณจำเป็นต้องมีนโยบายภายในประเทศมารองรับด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมในประเทศจะยังสามารถแข่งขันได้ มิเช่นนั้นอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็อาจจะถูกกวาดล้างไปจนหมด

ถ้าเราอยากจะปฏิรูปข้อตกลงทางการค้าในลักษณะนี้ให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกับทุกชาติและทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น คุณคิดว่าเราต้องทำอย่างไร

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้เข้าร่วมเวทีหารือนโยบายด้านการค้า และมีผู้ถามคำถามเกี่ยวกับการตอบสนองของรัฐบาลต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่าคำตอบส่วนหนึ่งของรัฐบาลเป็นคำตอบที่ดีและน่าใช้ขับเคลื่อนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ปัญหาในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ว่านโยบายถูกนำไปปฏิบัติได้จริงไหม

ถ้าพูดให้เป็นรูปธรรมขึ้น มีแนวคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และแนวคิดนี้มักจะถูกมองในแง่ลบเสมอ ผมกำลังพูดถึงนโยบายอุตสาหกรรม (industrial policy) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่ารัฐบาลสามารถกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่ภาครัฐจะใช้ทรัพยากรของตนเองเข้าไปสนับสนุนเพื่อพัฒนาต่อยอด ทว่าในปัจจุบันนี้ นโยบายอุตสาหกรรมกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง และผมได้ยินรัฐบาลฟิลิปปินส์กล่าวว่า หลายประเทศกำลังผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมอยู่ แต่รัฐบาลก็บอกว่าเรื่องนี้ต้องอาศัยการรักษาสมดุลให้ดีเพื่อดูว่า เมื่อใดควรจะหันมามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ

แต่ถ้ามองในแง่วาระการปฏิรูป ผมมองว่านโยบายอุตสาหกรรมเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ในมุมของรัฐบาลอาจจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะในแง่หนึ่ง ภาครัฐบอกว่าพวกเขาจะสนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรม แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็เปิดเศรษฐกิจต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การสนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรมชะงักงันได้

นอกจากนี้ ถ้าเรามองว่าข้อตกลงการค้าเหล่านี้เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน อีกหนึ่งการปฏิรูปเชิงนโยบายที่สำคัญคือ การทำให้กฎระเบียบแข็งแรงขึ้น เพราะตอนนี้กลุ่มทุนหรือบรรษัทใหญ่ๆ แข็งแรงมากเสียจนพวกเขาสามารถเข้าไปครอบงำการกำหนดนโยบายได้แล้ว เหมือนที่บางทีเราเห็นกลุ่มทุนเรียกร้องผลักดันให้มีการปรับกฎหมายและนโยบายเพื่อจำกัดอำนาจของภาครัฐในการควบคุมเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น การทำให้กฎระเบียบแข็งแรงขึ้นจะทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการลงทุนในเบื้องต้นได้ เพื่อรับประกันว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างงานและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่ต้องกำหนดด้วยว่า คุณจะทำให้กลุ่มทุนหรือบรรษัทมีความรับผิดรับชอบอย่างไร หากพวกเขาละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการลงทุน พวกเรายังรณรงค์เรื่องนี้อยู่ และมีการรณรงค์ในระดับโลกเพื่อต่อต้านการลงทุนแบบตามืดบอดและเรียกร้องให้กลุ่มทุนข้ามชาติต้องมีความรับผิดรับชอบในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

คุณมองว่าความร่วมมือในระดับภูมิภาคสามารถมีบทบาทในการร่วมผลักดันประเด็นเหล่านี้ได้หรือไม่

ผมคิดว่าการตอบสนองในระดับภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่รู้หรอกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองให้ชาติอาเซียนได้มากแค่ไหน เพราะอย่างที่เราเห็นว่า พอทรัมป์ประกาศอัตราภาษีแล้ว แต่ละประเทศต่างก็สนใจผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองมากกว่าร่วมมือกันในระดับภูมิภาค เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะสู้กับ ‘การใช้ความพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นอาวุธ’ ผมว่าเราต้องสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน (collective resilience) ซึ่งผมคิดว่าอาเซียนสามารถเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นร่วมกันเพื่อแสดงจุดยืนและสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่าได้ แทนที่จะเป็นเพียงการยอมโอนอ่อนผ่อนปรน หรือประสานผลประโยชน์ของเราให้คล้อยตามกลุ่มประเทศร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่แน่นอนว่า การสนับสนุนจากสาธารณชนและภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอเรื่องนโยบายอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น เราจะต้องไม่หยุดอยู่แค่การสนับสนุนด้านกฎหมาย โครงการ หรือแผน แต่ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมด้วย

แล้วถ้าเป็นในระดับโลก เช่น WTO หรือสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คุณมองว่ากฎระเบียบหรือหลักเกณฑ์อะไรที่ต้องการการ ‘คิดใหม่’ หรือแม้กระทั่ง ‘ยกเครื่องใหม่’ บ้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นใน WTO ตอนนี้ก็น่าตกใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สนับสนุนองค์การการค้าโลกและมักจะตั้งข้อสงสัยต่อนโยบายหรือความตกลงภายใต้องค์กรนี้ แต่อย่างที่ผมพูดไปตอนต้น อย่างน้อยภายใต้องค์การการค้าโลก ประเทศกำลังพัฒนายังสามารถทำงานร่วมกัน พวกเขาตั้งกลุ่มความร่วมมือต่างๆ ขึ้น เช่น G77 G20 หรือ G33 และกลุ่มประเทศที่มีจุดยืนตรงกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในการผลักดันวาระต่างๆ เพื่อคานอำนาจกับประเทศมหาอำนาจได้ ดังนั้น เราจึงพอเห็นระเบียบแบบแผนบางอย่างในช่วงแรก

แต่สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้คือ ความยากลำบากในการผลักดันวาระเรื่องการเปิดค้าเสรี ทำให้หลายประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามบ่อนเซาะทำลายระเบียบที่อิงกฎกติกาดังกล่าว โดยอ้างว่ากระบวนการที่เป็นอยู่ทำให้การบรรลุข้อตกลงต่างๆ ล่าช้าลงสำหรับพวกเขา ประเทศเหล่านี้จึงหันมาผลักดันสิ่งที่เรียกว่าความตกลงหลายฝ่าย (plurilateral agreement) หรือข้อริเริ่มแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement Initiative: JSI) ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มประเทศเล็กๆ ไม่กี่ประเทศสามารถเริ่มต้นการเจรจาเพื่อเปิดเสรีในสาขานั้นๆ ได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้จะไม่มีฉันทามติจากประเทศสมาชิก WTO ทั้งหมด พวกเขาก็สามารถผลักดันความตกลงหลายฝ่ายให้คืบหน้าต่อไปได้เพราะมีบางประเทศได้ข้อตกลงร่วมกันแล้ว

ดังนั้น ผมเรียกสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ว่าเป็นการกัดเซาะพื้นที่ทางประชาธิปไตย จากแต่เดิมมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วให้ลดลงไปอีก นี่เป็นพัฒนาการที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และการปฏิรูปต่างๆ ที่กำลังถูกผลักดันใน WTO ตอนนี้ก็ไม่ใช่การปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือตอบสนองต่อปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา แต่กลายเป็นว่าจะทำอย่างไรให้ WTO ตอบสนองต่อกลุ่มทุนและบรรษัทใหญ่มากขึ้นต่างหาก

สรุปคือ เรากำลังเดินไปผิดทาง ต่อให้จะมีการพูดถึงการปฏิรูป ก็เป็นการก้าวไปในทิศทางที่ผิดอยู่ดี

ในอดีต มีนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าการค้าเสรีจะทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่เท่าที่เราพูดคุยกันมา มันกลายเป็นว่าสิ่งนี้กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รวมถึงทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง ซึ่งก็ทำให้คนบางส่วนมองว่าแนวคิดเรื่องการค้าเสรี หรือแนวคิดเสรีนิยมใหม่ กำลังไม่ได้ผลอีกต่อไป คุณคิดอย่างนั้นไหม

ผมค่อนข้างกังขาถึงความเป็นไปได้ที่ระเบียบโลกในลักษณะนี้น่าจะยังไปรอด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพยายามในการนำระเบียบโลกเหล่านี้มาปัดฝุ่นในชื่อ re-globalisation เพื่อหวังให้ระบบครอบคลุมคนทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น ให้ความสำคัญกับแรงงานมากขึ้น และทำให้ข้อตกลงทางการค้ามีความเท่าเทียมกันมากขึ้น แต่อย่าลืมว่า เรากำลังพูดถึงระบบทั้งระบบ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ หรือเปลี่ยนองค์ประกอบตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงคือการพลิกโฉมระบบการค้าโลกมากกว่า

แล้วเราจะสามารถพลิกโฉมระบบการค้าโลกได้อย่างไร

ตอนนี้เรากำลังหาทางไปสู่จุดนั้นอยู่ ในปัจจุบัน เรามีแนวคิดหลักสองประการที่กำลังศึกษากันอยู่เพื่อนำไปสู่ระบบการค้าที่ยุติธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น

แนวคิดแรกคือกระบวนทัศน์ของการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (deglobalisation) ซึ่งวอลเดน เบลโล (Walden Bello) ได้นำเสนอในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ในฐานะกระบวนทัศน์ทางเลือกสำหรับการค้า ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดสำคัญของกระบวนทัศน์นี้คือ วิธีที่เราจะใช้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้า ตอนนี้ทิศทางการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของเราในปัจจุบันมีลักษณะมุ่งเน้นภายนอก (outward-looking) มากขึ้น หรือก็คือมุ่งเน้นการส่งออกมากขึ้น (export-oriented) เราประเมินการพัฒนาในมิติของการส่งออกและมองหาวิธีที่เราจะสนับสนุนบริษัทที่ผลิตสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาดโลก แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยนทิศทางนโยบายไปมุ่งเน้นที่ภายในประเทศมากขึ้นล่ะ คือเปลี่ยนแค่จากการเน้นการส่งออกไปสู่การผลิตและจัดหาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศแทน พูดง่ายๆ คือ ถ้าท้องถิ่นสามารถผลิตสินค้าอะไรขึ้นมาได้ เราควรที่จะสนับสนุนเขามากกว่าไปบอกว่า คุณไม่ควรผลิตสินค้าชนิดนี้ เพราะการนำเข้าจะถูกกว่า

ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ ฟิลิปปินส์ต้องการที่จะเป็นประเทศผู้ผลิตข้าว แต่แน่นอนว่าเราไม่สามารถแข่งกับไทยหรือแม้กระทั่งเวียดนามได้เพราะเรื่องราคา รัฐบาลเลยไม่มีนโยบายสนับสนุนการผลิตข้าว และเราก็ไม่สนับสนุนชาวนาผู้ปลูกข้าวอีกต่อไป เราเปลี่ยนไร่นาที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่น หรือที่แย่กว่านั้นคือใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือรองรับอุตสาหกรรม แทนที่จะมองว่าเราสามารถสนับสนุนชาวนาต่อไปได้ เพราะประเด็นอธิปไตยทางอาหารก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกัน และอีกประเด็นหนึ่งที่เราได้พูดคุยกันไปแล้วคือ แนวคิดเรื่องการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อหันมาสนับสนุนภาคการผลิตภายในประเทศอย่างไรบ้าง

แนวคิดที่สองคือ ‘ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่’ (New International Economic Order) ที่พูดกันตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 แต่ปัจจุบันมีความพยายามรื้อฟื้นแนวคิดนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแบบใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งผมคิดว่ามีหลายข้อที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทุกประเทศมีสิทธิที่จะเลือกระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาของตนได้ วิธีนี้จะไม่ไปกัดเซาะพื้นที่เชิงนโยบายของรัฐบาล ทำให้แต่ละรัฐยังมีพื้นที่อิสระหรือพื้นที่เชิงนโยบายของตนเองเพื่อรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาที่มีบริบทเฉพาะตัวได้ นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังพูดเรื่องการกำกับดูแลและตรวจสอบกิจกรรมของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นอะไรที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันอยู่แล้ว รวมถึงหลักการว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมและเท่าเทียมของราคาสินค้า การขยายความช่วยเหลือไปยังประเทศกำลังพัฒนา หรือการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา

พูดให้ถึงที่สุด ขณะที่เรากำลังพยายามจินตนาการถึงทางเลือกใหม่ๆ เพื่อมาแทนที่กระบวนทัศน์แบบเดิม ผมว่าเราสามารถมองย้อนกลับไปและใช้ประโยชน์จากหลักการที่เคยถูกหยิบยกมาแล้วได้ด้วย เหมือนที่ผมเคยพูดไปตอนต้นว่า การค้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการค้าเสรี ซึ่งต้องการการกำกับดูแลบนฐานของหลักการต่างๆ

จากที่พูดคุยกันมาทั้งหมดและด้วยสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ คุณคิดว่า เราสามารถสร้างระบบการค้าเสรีที่เที่ยงตรงและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริงได้หรือไม่ เรื่องนี้จะเป็นอุดมคติเกินไปหรือไม่

ผมมองว่าเราต้องเริ่มจากการสร้างความเป็นไปได้ ตอนแรก ผมจำได้ว่าเราคุยกันเรื่องความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากทรัมป์ และตอนนี้เราก็อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ถึงการเปลี่ยนผ่านนี้จะยังเป็นช่วงที่ไร้ระเบียบแบบใหม่ แต่มันก็เป็นช่วงที่เราสามารถใช้ผลักดันทางเลือกหรือความเป็นไปได้อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ผมไม่ปฏิเสธว่าการค้าในรูปแบบปัจจุบันไม่เที่ยงตรงและไม่เที่ยงธรรมเอาเสียเลย แถมยังเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและบรรษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ทำให้คนจำนวนมากต้องจ่ายให้กับราคาของความอยุติธรรมนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอยู่แล้ว

แต่นี่ก็เป็นจังหวะเวลาที่เราควรมีกลไกที่เอื้อให้กลุ่มคนชายขอบได้มีส่วนร่วมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของพวกเขาก่อนบ้าง อย่าลืมว่ากลุ่มผู้ผลิต ชาวนา ชาวประมง หรือคนงานต่างๆ ไม่ได้ถูกกีดกันเพียงเพราะเรื่องผลประโยชน์หรือเพราะราคาที่ต้องจ่ายของโลกาภิวัตน์ แต่พวกเขายังถูกกีดกันการมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ด้วย

ดังนั้น ถ้าจะก้าวต่อไปข้างหน้าและทำให้ระบบที่เป็นอยู่เที่ยงธรรมขึ้น เราจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านการเมืองด้วย เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราตระหนักถึงบทบาทของกลุ่มชายขอบ นำไปสู่ความคิดในการออกแบบระบบที่จะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของพวกเขามากกว่ากลุ่มทุนนั่นเอง


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย (FNF Thailand) และ The101.world

FTA FTA ไทย-อียู Joseph Purugganan การค้าเสรี การเจรจาความตกลงการค้าเสรี ข้อตกลงการค้า ข้อตกลงการค้าเสรี ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล ระเบียบเศรษฐกิจการค้า ระเบียบเศรษฐกิจโลก วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

สัมภาษณ์: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

บรรณาธิการ The101.world อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยและญี่ปุ่น จบป.ตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาฯ จบป.โทด้านเอเชียศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์

Back To Top