Cover Image

ผอ.JIC โต้กัมพูชา ปัดข้อกล่าวหาไทยรุกราน ชี้ไทยมีสิทธิป้องกันตนเอง

วันนี้ (25 ส.ค. 2569) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) โต้ข้อกล่าวหาของผู้บัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา ที่อ้างไทยเป็นฝ่ายรุกราน ไม่เคารพ MOU ปี 2543 และใช้อาวุธหนักอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ว่า การกล่าวหาที่รุนแรงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่การกล่าวซ้ำจนทำให้เสมือนเป็นความจริง

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า หากมีการกล่าวหาว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกราน จำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นผู้กระทำก่อน และมีหลักฐานใดที่สามารถตรวจสอบได้ เพราะการนำเสนอเฉพาะช่วงเวลาที่ฝ่ายหนึ่งตอบโต้ โดยไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า ไทยไม่ได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง และไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเกิดการโจมตีกำลังฝ่ายไทย รวมถึงการใช้อาวุธจรวด BM-21 ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนไทย จนมีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ไทยย่อมมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล

ทั้งนี้ การใช้กำลังของไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตนเอง หยุดยั้งภัยคุกคาม และปกป้องประชาชน กำลังพล และอธิปไตยของประเทศ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายประชาชนกัมพูชา

อ่านข่าว : ผอ. JIC ตรวจแนวรบชายแดน "ปราสาทตาควาย-เนิน 350"

พล.อ.อ.ประภาส ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปศึกษาถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการลดความตึงเครียด รักษาการหยุดยิง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย โดยย้ำหลักการสำคัญคือกำลังของทั้งสองฝ่ายควรอยู่ในจุดที่ตกลงกันไว้ ไม่เคลื่อนย้ายหรือใช้สถานการณ์หลังหยุดยิงสร้างความได้เปรียบทางทหาร

ส่วนข้อกล่าวหาว่าไทยไม่เคารพ MOU ปี 2543 นั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐาน พร้อมย้ำว่าการนำเสนอแผนที่หรือการตีความพื้นที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ไม่สามารถทำให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นของฝ่ายนั้นโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นหากยังมีพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่าง สิ่งที่ถูกต้องคือใช้กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศฝ่ายเดียวว่าเป็นดินแดนของตน และกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้รุกราน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า ไม่ควรนำความสูญเสียของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลข่าวสาร โดยไทยเสียใจกับความสูญเสียของประชาชนทุกฝ่าย แต่การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม ต้องพิจารณาจากเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนฝ่ายตน

พร้อมตั้งคำถามต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ต้องพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธ ใช้อาวุธประเภทใด ยิงไปยังพื้นที่ใด เป้าหมายคืออะไร และแต่ละฝ่ายมีมาตรการคุ้มครองพลเรือนอย่างไร

ส่วนคำกล่าวอ้างว่า "ทั่วโลกรู้ว่าใครผิดใครถูก" พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ไม่ควรกล่าวอ้างแทนประชาคมระหว่างประเทศ แต่ควรนำเสนอหลักฐาน ลำดับเหตุการณ์ และข้อมูลที่ตรวจสอบได้เข้าสู่กระบวนการที่เกี่ยวข้อง

ใครถูกใครผิด ไม่ได้ตัดสินจากว่าใครพูดดังที่สุด หรือใครกล่าวหาอีกฝ่ายบ่อยที่สุด แต่ต้องตัดสินจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และกฎหมาย

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า ไทยยังยืนยันแนวทางสันติภาพ โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดการยั่วยุ ลดถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง และกลับมาแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาบนพื้นฐานของหลักฐานและความจริงใจ ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม และไม่ต้องการดินแดนของใคร แต่เมื่อประชาชน กำลังพล หรืออธิปไตยของประเทศไทยถูกคุกคาม ไทยมีหน้าที่ต้องปกป้อง

อ่านข่าว :

"โอเลี้ยง เชิญยิ้ม" เสียชีวิตในวัย 63 ปี

"อนุทิน" ถกความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

หน.พรรคฝ่ายค้านเตรียมหารือพรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ม.151

Back To Top