Cover Image

รีวิว JAECOO 6T REEV 2WD ราคา 879,9000 บาท รถจีนทรงกล่องคันนี้ “ไม่ธรรมดา” โดยเฉพาะราคาที่ทำเอาสงสัยว่า…ขายได้ไงราคานั้น ?  - รถใหม่วันนี้ ข่าวรถยนต์ EV ราคารถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Spread the love

Advertisement

Advertisement

อยู่กับ JAECOO 6T REEV 2WD มา 2–3 วัน รถจีนทรงกล่องคันนี้ “ไม่ธรรมดา” โดยเฉพาะราคาที่ทำเอาสงสัยว่า…ขายได้ไงราคานั้น ? 

หลังจากได้ทดลองขับและใช้ชีวิตร่วมกับ JAECOO 6T REEV 2WD มาประมาณ 2–3 วัน ต้องยอมรับว่ารถรุ่นนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า CHERY ไม่ได้เข้ามาเล่นๆ (ตั้งแต่ J5 EV แล้ว) โดยเฉพาะเมื่อดูสเปกเทียบกับราคาจำหน่ายในประเทศไทย

เหมือนพวกเขากำลังปักธงยึดหัวหาดตลาดรถทรงกล่องเอาไว้ก่อน แล้วค่อยถามคู่แข่งทีหลังว่า “จะลงมาเล่นด้วยไหม?”

ทำไมถึงเลือกทดสอบรุ่น 2WD?

คำตอบง่ายมาก เพราะผมไม่ใช่สายออฟโรด ไม่ได้คิดจะเอารถไปปีนเขา ลุยโคลน หรือพิชิตเส้นทางที่ต้องใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เน้นขับในเมืองและรอบเมืองสบายๆ มากกว่า ส่วนพี่ๆ สายลุย ถ้าต้องการพละกำลังและระบบ 4WD ก็จัดรุ่นท็อปไปตามความเหมาะสมครับ

อีกเหตุผลคือมีคนอยากรู้ว่า JAECOO 6T REEV รุ่น 2WD ประหยัดแค่ไหน เพราะข้อมูลการใช้งานจริงของรุ่นนี้ยังไม่มาก เราจึงเลือกนำเสนอด้านที่คนใช้งานทั่วไปน่าจะอยากรู้มากที่สุด

2WD ถูกตัดอะไรออกบ้าง?

รุ่น 2WD ไม่มีหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ไม่ได้ชุดลำโพง Infinity 12 ตำแหน่ง และใช้ล้อขนาด 19 นิ้ว ส่วนระบบขับเคลื่อนและกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าก็น้อยกว่ารุ่น 4WD เกือบเท่าตัว

แต่อุปกรณ์และระบบช่วยเหลือส่วนใหญ่มาให้ใกล้เคียงกัน ที่สำคัญ รุ่น 2WD ได้ระยะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าตามมาตรฐาน NEDC เพิ่มเป็น 190 กม./ชาร์จ ขณะที่รุ่น 4WD เคลมไว้ 160 กม./ชาร์จ

ถ้าเน้นขับในเมือง ไม่ได้ต้องการแรงแบบหลังติดเบาะทุกครั้งที่แตะคันเร่ง รุ่น 2WD ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

ตัวถังทรงกล่องกับสีเหลืองที่เด่นเกินต้าน

คันทดสอบมาในสีเหลืองสด ชนิดที่จอดตรงไหนก็มองเห็นตรงนั้น รอบก่อนได้ Honda City สีแดง รอบนี้ได้ J6T REEV สีเหลือง ช่วงนี้ชีวิตน่าจะกำลังสดใสเป็นพิเศษ

ด้านหน้ามาพร้อมไฟ LED รูปทรงคล้ายตัว L กลับหัว ออกแบบเข้ากับตัวรถได้ดี ส่วนไฟท้ายดูสวยแต่ไม่ได้โดดเด่นมาก ด้านหลังมีกล่องตกแต่งทรงล้ออะไหล่แต่ไม่มีอะไร ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความเป็นรถออฟโรดให้ดูบึกบึนขึ้น

จุดที่ผมยังไม่ค่อยถูกใจคือล้อของรุ่น 2WD ฝาครอบล้อดูไม่ดุดันเท่าตัวรถ เรียกตรงๆ ว่า “ไม่ค่อยสวย” ก็ได้ เพราะตัวรถมาอย่างล่ำ แต่ล้อเหมือนยังแต่งตัวไม่เสร็จ

ข้อดีคือรถมีความสูงจากพื้นมากพอสมควร ถนนเมืองไทยบางแห่งที่มีสภาพใกล้เคียงพื้นผิวดาวอังคารก็น่าจะผ่านไปได้สบาย

มือจับประตูไฟฟ้า เท่แต่ผมยังไม่รัก

รถใช้มือจับประตูไฟฟ้าแบบก้าน ซึ่งส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบระบบลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะมองว่าในระยะยาวย่อมมีโอกาสเสียหรือสร้างค่าใช้จ่ายมากกว่ามือจับแบบธรรมดา (ก็แค่มือจับประตูทำให้มันง่ายๆดีกว่า)

ผมยังชอบอะไรที่จับแล้วเปิดได้ทันที ไม่ต้องรอระบบ ไม่ต้องลุ้นไฟ และไม่ต้องมีพิธีกรรมก่อนขึ้นรถ

อย่างไรก็ตาม J6T REEV มีกุญแจสำรองและระบบเปิดประตูฉุกเฉินจากภายใน กรณีระบบไฟฟ้ามีปัญหาหรือผู้โดยสารติดอยู่ในรถ ตรงนี้ถือว่าคิดเผื่อมาให้ดีครับ แต่ถ้าไม่อยากวุ้นวาย OJ ทำมือจับง่ายๆดีกว่า แล้วหันความสนใจระบบอื่นๆ

ภายในออกแบบดี แต่ทุกอย่างไปรวมกันอยู่ในจอ

ห้องโดยสารคันทดสอบเป็นสีดำ การออกแบบภาพรวมทำได้ดี คอนโซลกลางมีราวจับขนาดใหญ่สองข้าง จะเข้าโค้งแรงหรือลุยเส้นทางขรุขระก็มีอะไรให้จับไว้ก่อน

ด้านหน้าคอนโซลมีช่องวางของ สามารถวางกระเป๋าหรือของใช้ชิ้นเล็กได้ พร้อมช่อง USB Type-A และ Type-C อย่างละหนึ่งตำแหน่ง แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายวางในตำแหน่งที่ใช้งานสะดวก ส่วนกล่องเก็บของตรงกลางเปิดแยกได้สองฝั่ง อันนี้ชอบครับ แต่ก็เปิด 2 ช่องพร้อมกันอยู่ดี

สิ่งที่ยังไม่ค่อยโอเคคือ แทบไม่มีปุ่มกายภาพ

ทั้งโหมดการขับขี่ การควบคุมระบบปรับอากาศ และการตั้งค่าหลายอย่างถูกรวมไว้ในหน้าจอกลางขนาดใหญ่ แม้จอจะใหญ่และสวย แต่การตอบสนองยังมีอาการหน่วงเล็กน้อย

ถ้ามีปุ่มปรับแอร์หรือสลับโหมดการขับขี่แยกออกมาบ้าง รถจะใช้งานสะดวกและสนุกขึ้นมาก เพราะตอนนี้แม้แต่การปรับกระจกมองข้างยังต้องเข้าไปทำผ่านหน้าจอ เรียกว่าไฟฟ้าแทบทุกอย่างจนบางครั้งก็รู้สึกคิดถึงปุ่มธรรมดาขึ้นมาเฉยๆ

กล้อง 540 องศาดี แต่การเรียกใช้ยังไม่สะดวก

กล้องรอบคัน 540 องศาทำงานได้ดีและช่วยให้กะระยะตัวรถได้ง่าย แต่ความละเอียดไม่ได้คมกริบ โดยเฉพาะกล้องหลังที่เมื่อมองดีๆ จะเห็นว่าภาพแตกเล็กน้อย

กล้องจะเปิดให้อัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอย แต่บางจังหวะที่กำลังเทียบจอดหรือเดินหน้าช้าๆ กล้องไม่แสดงขึ้นมา ต้องกดเรียกจากหน้าจอกลางเอง และไม่มีปุ่มลัดบนพวงมาลัย รวมถึงยังตั้งค่าให้ทำงานตามต้องการได้ไม่มากนัก หรือมันมีวิธีไหนช่วยบอก T

ลำโพง 8 ตำแหน่ง ฟังได้แต่ไม่ถึงกับว้าว

รุ่น 2WD ได้ลำโพงมาตรฐาน 8 ตำแหน่ง คุณภาพเสียงอยู่ในระดับพอฟังได้ ไม่ได้มีมิติหรือพลังเสียงโดดเด่นมากนัก การปรับอีควอไลเซอร์ก็มีตัวเลือกค่อนข้างน้อย

ส่วนรุ่น 4WD ได้ชุดลำโพง Infinity 12 ตำแหน่ง ซึ่งคาดว่าคุณภาพเสียงน่าจะดีขึ้นจากรุ่นนี้พอสมควร

สำหรับรุ่น 2WD ก็เปิดเพลงฟังได้ตามปกติ เพียงแต่อาจเป็นการฟังแบบยิ้มบางๆ ไม่ใช่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่

ไม่มีซันรูฟ ผมกลับไม่ซีเรียส

รุ่นนี้ไม่มีหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ซึ่งส่วนตัวไม่ติด เพราะไม่ต้องเสียเงินติดฟิล์มเพิ่ม และไม่ต้องรับความร้อนจากแดดเมืองไทยมากเกินความจำเป็น

ระบบปรับอากาศด้านหน้าทำความเย็นได้ดี ช่องแอร์มีกรอบด้านข้างหนาและนูนออกมา ดูแปลกตาแต่มีเอกลักษณ์ ส่วนช่องแอร์หลังความเย็นยังไม่มากนัก และปรับองศาได้ค่อนข้างจำกัด

เบาะนั่งคู่หน้าสบาย รองรับร่างกายได้ดี ขับนานแล้วไม่ปวดหลัง ปรับไฟฟ้าได้ทั้งสองฝั่ง พร้อมระบบระบายอากาศ อันนี้ไม่มีอะไรให้บ่นครับ

พวงมาลัยใช้ง่าย แต่สั่งงานได้ไม่เยอะ

ปุ่มบนพวงมาลัยมีฟังก์ชันไม่มากนัก ลูกกลิ้งสามารถควบคุมเสียงและปรับอุณหภูมิแอร์ได้ แต่เป็นรูปแบบฟังก์ชันตายตัว ไม่สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้มาก

ถ้าอยากเปิดกล้อง 540 องศา ก็ยังต้องกลับไปกดบนหน้าจอกลางเหมือนเดิม โชคดีที่ก้านควบคุมที่ปัดน้ำฝนยังเป็นก้านแบบปกติ เหลืออะไรให้มือได้กดเล่นอยู่บ้าง

หน้าจอผู้ขับขี่แสดงแรงดันลมยางและข้อมูลการเดินทางได้ แต่หน้าที่เลือกไว้ไม่ถูกบันทึก เมื่อปิดรถแล้วเปิดใหม่ก็ต้องเข้าไปเลือกอีกครั้ง ส่วนข้อมูลการขับขี่ด้วยไฟฟ้าจะอยู่ในเมนูบนหน้าจอกลาง

การดูอัตราสิ้นเปลืองยังเข้าใจยาก และไม่มีข้อมูลว่าน้ำมันเหลืออยู่กี่ลิตร ทั้งที่รถมีทั้งแบตเตอรี่และถังน้ำมัน หากเพิ่มข้อมูลตรงนี้มาให้ก็จะช่วยคำนวณระยะทางได้ง่ายขึ้นมาก ตอนนี้ถ้าอยากวัดแบบจริงจัง ก็ยังต้องใช้วิธีดั้งเดิมคือวิ่ง เติมเต็ม แล้วคำนวณเองตามปริมาณน้ำมันที่เติม

กล้องมุมอับช่วยได้ แต่ยังต้องมองกระจกเอง

เมื่อเปิดไฟเลี้ยว รถจะแสดงภาพจากกล้องด้านข้าง ช่วยลดจุดอับสายตาได้มาก แต่บางองศายังมองเห็นได้ไม่ครบ ระบบเตือนมุมอับช่วยเสริมได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ขับยังต้องตรวจสอบกระจกและสภาพรอบรถด้วยตัวเองเสมอ

ฝาท้ายใช้โช้คแก๊สช่วยเปิด ไม่ใช่ระบบเปิด-ปิดไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จึงต้องออกแรงช่วยเล็กน้อยทั้งตอนเปิดและปิด แต่ไม่ได้หนักจนใช้งานลำบาก

อายุของโช้คขึ้นอยู่กับสภาพอากาศความร้อน และความถี่ในการใช้งาน โดยทั่วไปเมื่อผ่านไปหลายปีอาจเริ่มอ่อนแรง และสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ตามสภาพ

ขับสนุกกว่าที่คิด แต่เบรกจิกไปหน่อย

แม้เป็นรุ่น 2WD แต่อัตราเร่งก็ยังพุ่งและกระชากพอสมควร แตะคันเร่งแล้วรถตอบสนองไว ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นรุ่นกำลังน้อยเลย

ส่วนแป้นเบรกค่อนข้างจิก แม้กดด้วยน้ำหนักเท้าไม่มาก ตัวรถก็ยังมีอาการกระตุกเล็กน้อย หากเบรกกะทันหันอาการหน้าทิ่มจะยิ่งชัด ต้องใช้เวลาปรับน้ำหนักเท้าให้คุ้นเคย

ตำแหน่งนั่งสูง ทัศนวิสัยดี และขับง่าย แต่รูปทรงตัวถังแบบกล่องอาจต้องใช้เวลาปรับตัวสำหรับคนที่ไม่เคยขับรถลักษณะนี้มาก่อน

การเข้าโค้งไม่ใช่จุดเด่นของรถ หากเป็นโค้งแคบหรือโค้งหักศอกควรลดความเร็วและเข้าอย่างนุ่มนวล เพราะตัวรถสูงและไม่ได้เกิดมาเพื่อไล่โค้งแบบรถเก๋ง

ช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงก์ H-Arm ให้ความนุ่มและยืดหยุ่นดี แต่ต้องแลกกับอาการโยกที่รู้สึกได้ชัด โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลัง ถ้าถนนมีคลื่นต่อเนื่องอาจรู้สึกเวียนหรืออึดอัดได้บ้าง

ราวจับขนาดใหญ่และที่พักแขนจึงไม่ได้ติดมาเพื่อความสวยอย่างเดียว จับไว้บ้างก็ดีครับ

โหมด EV เงียบดี แต่เครื่องปั่นไฟมาเมื่อไรได้ยินแน่นอน

เมื่อขับด้วยไฟฟ้าล้วน รถให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป อัตราเร่งทันใจและไม่มีเสียงเครื่องยนต์รบกวน

แต่เมื่อเครื่องยนต์เริ่มทำหน้าที่ปั่นไฟ เสียงจะดังเข้าห้องโดยสารค่อนข้างชัด บางช่วงให้บรรยากาศคล้ายมีโรงสีข้าวขนาดย่อมเดินทางไปด้วยกัน

การเก็บเสียงโดยรวมยังไม่ใช่จุดเด่น ล้อขนาดใหญ่ ตัวถังทรงกล่องที่ต้านลม เสียงจากพื้นถนน และเสียงเครื่องยนต์ปั่นไฟ รวมพลังกันเข้ามาในห้องโดยสารตั้งแต่ความเร็วยังไม่ถึง 80 กม./ชม.

เมื่อเพิ่มความเร็ว เสียงลมและเสียงจากระบบขับเคลื่อนจะยิ่งชัดเจนขึ้น ใครชอบรถเงียบแบบห้องอัดเสียงอาจต้องลองขับก่อนตัดสินใจ

อัตราประหยัดจากการทดลองจริง

แน่นอนว่าขับช้าย่อมประหยัดกว่าขับเร็ว หลักการนี้ใช้ได้กับรถทุกรุ่น และ JAECOO 6T REEV 2WD ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

จากการทดลองที่ความเร็วเฉลี่ย 80–90 กม./ชม.

หากแบตเตอรี่เต็มและเติมน้ำมันเต็มถัง 45 ลิตร คาดว่าจะวิ่งรวมได้ประมาณ 778 กม. ที่ช่วงความเร็วดังกล่าว

หากเพิ่มความเร็วเป็น 90–100 กม./ชม. คาดว่าระยะทางรวมจะอยู่ที่ประมาณ 690–745 กม.

เมื่อใช้ความเร็ว 100–120 กม./ชม. ระยะทางรวมอาจลดลงเหลือประมาณ 525–635 กม.

ดังนั้น หากต้องการเน้นความประหยัด ช่วงความเร็วประมาณ 80–90 กม./ชม. ถือว่าเหมาะสมที่สุดจากข้อมูลที่ทดลองได้ครั้งนี้

หมายเหตุ: ตัวเลขช่วงความเร็ว 80–90 กม./ชม. เป็นผลจากการทดสอบจริง ส่วนช่วงความเร็วอื่นเป็นค่าประเมินจากข้อมูลที่วัดได้ สภาพการจราจร อุณหภูมิ น้ำหนักบรรทุก ลมยาง เส้นทาง และพฤติกรรมการขับขี่ล้วนส่งผลต่อระยะทางจริง

การชาร์จ DC

ทดสอบชาร์จจาก 10–95% ใช้เวลาประมาณ 34 นาที โดยวัดกำลังชาร์จสูงสุดได้ 82 kW

จาก 95% ไปจนเต็ม 100% ระบบประเมินว่าต้องรอเพิ่มอีกราว 10 นาที แต่ผมขอจบการทดสอบไว้เท่านี้ก่อน เพราะช่วงท้ายกำลังชาร์จลดลงมาก และเวลาชีวิตก็มีราคาครับ

สรุปหลังอยู่ด้วยกัน 2–3 วัน

JAECOO 6T REEV 2WD เป็นรถที่ให้อุปกรณ์และสมรรถนะมาเกินราคาพอสมควร จุดเด่นคือรูปลักษณ์ทรงกล่อง ระยะขับไฟฟ้าที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน อัตราเร่งดี เบาะนั่งสบาย ช่วงล่างนุ่ม และอุปกรณ์ช่วยขับมีมาให้ค่อนข้างครบ

ส่วนข้อสังเกตคือเสียงภายในห้องโดยสารค่อนข้างดัง แป้นเบรกจิก ตัวรถมีอาการโยกเมื่อเข้าโค้งหรือเจอถนนเป็นคลื่น ระบบต่างๆ พึ่งพาหน้าจอกลางมากเกินไป รวมถึงการแสดงข้อมูลพลังงานและอัตราสิ้นเปลืองที่ยังไม่เข้าใจง่ายเท่าที่ควร

มันอาจไม่ใช่รถที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อมองกลับไปที่ราคา ก็ต้องยอมรับว่าเป็นรถที่ทำให้ตลาดสะเทือนได้ไม่น้อย

CHERY เหมือนกำลังบอกคู่แข่งว่า ตลาดรถทรงกล่องในไทยยังมีที่ว่าง และพวกเขาพร้อมเข้ามาจองพื้นที่ตรงนั้นแล้ว

JAECOO 6T REEV 2WD MAX — FULL SPEC ประเทศไทย

ราคาปกติ 899,900 บาท
ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 879,900 บาท สำหรับ 1,000 คันแรก OMODA & JAECOO Thailand

Advertisement

Advertisement

ขนาดตัวถัง

ขุมพลัง REEV

แบตเตอรี่และระยะทาง

ช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน

อุปกรณ์ภายนอก

ห้องโดยสาร

เบาะนั่ง

หน้าจอและความบันเทิง

ระบบช่วยขับ ADAS

ระบบความปลอดภัย

สิ่งที่รุ่น 2WD ไม่มีเมื่อเทียบกับ 4WD ULTRA

เครดิตข้อมูลและผลการทดสอบ: AEROMECHX

ควรใช้ความเร็วตามกฎหมายและสภาพเส้นทาง การทดสอบสมรรถนะความเร็วสูงควรทำเฉพาะในพื้นที่ปิดที่มีมาตรการความปลอดภัย

Advertisement

Advertisement

Back To Top