IRAN WAR: บิ๊กนายพลสหรัฐฯในยุโรปโวย สงครามอิหร่านทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอ สำหรับปกป้องคุ้มครองอิสราเอล
- หน้าหลัก
- ต่างประเทศ
- ข่าวต่างประเทศ
- สหรัฐอเมริกา
IRAN WAR: บิ๊กนายพลสหรัฐฯในยุโรปโวย สงครามอิหร่านทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอ สำหรับปกป้องคุ้มครองอิสราเอล
เผยแพร่: 2 ส.ค. 2569 12:44 ปรับปรุง: 2 ส.ค. 2569 12:44 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
นายพลอเมริกันที่เป็นผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่สุดของสหรัฐฯในยุโรป กล่าวเตือนกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เป็นการภายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แสนยานุภาพทางนาวีซึ่งเขามีอยู่เวลานี้ ขาดแคลนไม่เพียงพอที่จะพิทักษ์ปกป้องอิสราเอลจากการถูกโจมตีด้วยพวกขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ซึ่งฝ่ายปรปักษ์ยิงเข้ามาได้แล้ว เจ้าหน้าที่หลายรายเปิดเผยกับวอชิงตันโพสต์ ซึ่งเป็นการฉายภาพให้เห็นว่าสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน สร้างความจำกัดติดขัดให้แก่กองทัพสหรัฐฯอย่างไรบ้าง
ในรายงานข่าวเขียนโดย แดน ลามอธ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) ของวอชิงตันโพสต์ พลเอก อเล็กซัส กรีนเควิช (Gen. Alexus Grynkewich) ผู้บัญชาการของกองบัญชาการทหารภาคยุโรปของสหรัฐฯ (U.S. European Command) ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอน ระบุว่าหากไม่ได้เรือพิฆาตอีกลำหนึ่งมาสมทบแล้ว เขาจะถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกป้องกัน “มาตุภูมิ” สหรัฐฯ เหนือกว่าการปกป้องอิสราเอล เจ้าหน้าที่เหล่านี้กล่าว โดยขอให้สงวนนาม
ทางด้านเจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมของสหรัฐฯผู้หนึ่งให้ความเห็นว่า หนังสือแจ้งเตือนของกรีนเควิชคราวนี้ ดูสอดคล้องกับการติดต่อสื่อสารระหว่างพวกนายพลระดับท็อปของกองทัพกับเพนตากอนในอดีตที่ผ่านมา เมื่อพวกเขามองเห็นว่าเกิดความเสี่ยงบางประการซึ่งจำเป็นต้องขอให้วอชิงตันพิจารณา เจ้าหน้าที่ผู้นี้ย้ำว่า เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากพวกผู้บังคับบัญชาทหารย่อมต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับจัดสรรทรัพยากรและอาวุธที่ต้องประสงค์
สำหรับเพนตากอนนั้น เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไป ได้ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายงานข่าวนี้ เช่นเดียวกับกองบัญชาการทหารสหรัฐฯภาคยุโรป ขณะที่ผู้สื่อข่าวไม่สามารถติดต่อกับโฆษกสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงวอชิงตันเพื่อขอความเห็นได้
คำเตือนของนายพลระดับท็อปผู้นี้ ปรากฏขึ้นมาในช่วงจังหวะเวลาที่การสู้รบขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านอยู่ในภาวะไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก โดยเกิดการโจมตีแทบทุกวันขึ้นมาใหม่หลังจากการเจรจาสันติภาพระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานพังครืนลง และความดุเดือดเข้มข้นของการปฏิบัติการ ก็กำลังทำเอาซัปพลายอาวุธเพื่อการป้องกันชนิดสำคัญๆ ของสหรัฐฯร่อยหรอลงไป
สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ถือได้ว่าเผชิญกับภาระหนักหน่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากคณะรัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการให้เข้าปิดล้อมบรรดาท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน เพื่อตอบโต้เรื่องที่เตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ การเผชิญหน้ากันเช่นนี้กลายเป็นการขัดขวางการลำเลียงขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างอื่นๆ ผ่านทางน้ำแคบๆ เส้นนี้ จนสร้างความปั่นป่วนให้แก่เศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
สหรัฐฯได้จัดส่งเรือพิฆาตเข้าไปประจำการอยู่ในด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมานานปีแล้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องคุ้มครองอิสราเอล เรือรบเหล่านี้ซึ่งติดตั้งระบบเรดาร์ทรงพลังและประกอบอาวุธพวกขีปนาวุธชนิดต่างๆ ได้ยิงสกัดบรรดาขีปนาวุธที่เล็งใส่อิสราเอล ซึ่งไม่ใช่ยิงมาจากอิหร่านเท่านั้น แต่ยังจากพวกกลุ่มนักรบฮูตีในเยเมน ที่ได้รับการประกอบอาวุธจากเตหะรานอีกด้วย
หน่วยทหารสหรัฐฯซึ่งเป็นหัวใจของภารกิจนี้ คือกองบัญชาการทหารภาคยุโรป เนื่องจากเป็นผู้ทำหน้าที่ประสานการปฏิบัติการทางทหารทั้งหลายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในเวลาเดียวกันนั้น สรรพกำลังของกองบัญชาการทหารแห่งนี้ยังต้องเตรียมพร้อมสำหรับรับมือตอบโต้กรณีที่รัสเซียมีการรุกล้ำใดๆ เข้าสู่ดินแดนซึ่งพิทักษ์ปกป้องโดยกลุ่มพันธมิตรทางทหาร “นาโต” ไม่เพียงเท่านั้น รัสเซียยังมีการจัดวางกำลังซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านขีปนาวุธทิ้งตัวต่อสหรัฐฯอีกด้วย โดยมีขีปนาวุธที่ขีดความสามารถยิงมาถึงแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯได้ด้วยซ้ำ
กองทัพเรือสหรัฐฯปัจจุบัน มีเรือพิฆาตจำนวน 5 ลำซึ่งส่งออกมาจากฐานทัพเรือสหรัฐฯในเมืองโรตา (Rota) ประเทศสเปน โดยลำที่ 6 คาดหมายกันว่าจะไปถึงที่นั่นในช่วงต่อไปของปีนี้ ทั้งนี้ตามการเปิดเผยของพวกเจ้าหน้าที่เพนตากอนหลายคน อย่างไรก็ดี ประเด็นปัญหาด้านการซ่อมบำรุงกำลังสะสมทับทวีขึ้นมาสืบเนื่องจากจังหวะดำเนินของสงครามอิหร่าน จึงกำลังเพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนให้แก่กรีนเควิช เจ้าหน้าที่หลายรายอธิบาย ทั้งนี้วอชิงตันโพสต์ขอเก็บงำรายละเอียดเจาะจงเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานของเรือรบเหล่านี้ ตามการขอร้องของพวกเจ้าหน้าที่ทางทหาร ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องความน่าเป็นห่วงในด้านความมั่นคง
อย่างที่วอชิงตันโพสต์ได้รายงานเอาไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม การประเมินผลที่เพนตากอนได้ทำเอาไว้ในสงครามคราวนี้ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่า กองทัพเรือสหรัฐฯคือผู้ที่ต้องแบกรับความหนักหนาสาหัสของการคุ้มครองอิสราเอลจากขีปนาวุธทิ้งตัวอิหร่าน ทั้งนี้การประเมินผลดังกล่าวพบว่าอาวุธอเมริกันหลายชนิด รวมทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ “ทาด” (THADD ย่อจาก Terminal High Altitude Area Defense) และจรวดสกัดกั้นของเรือรบ (naval interceptors) ซึ่งยิงออกมาจากด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ถูกใช้งานบ่อยครั้งกว่าระบบอาวุธป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลมากมายนัก
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนึ่งบอกว่า ณ วันศุกร์ (31 ก.ค.) มีเรือพิฆาตอเมริกัน 2 ลำ คือ เรือ ยูเอสเอส พอล อิกนาทิอุส (USS Paul Ignatius) และเรือ ยูเอสเอส รูสเวลท์ (USS Roosevelt) แล่นอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่มีเรือพิฆาตอีก 3 ลำอยู่ที่โรตา ได้แก่ ยูเอสเอส อาร์ลีจ์ เบิร์ค (USS Arleigh Burke), ยูเอสเอส บัลคลีย์ (USS Bulkeley), และ ยูเอสเอส ออสการ์ ออสติน (USS Oscar Austin)
สหรัฐฯยังมีกองเรือรบที่ไปประจำอยู่ประชิดอิหร่านยิ่งกว่านี้อีก ซึ่งก็คือในทะเลอาราเบีย โดยมีทั้งเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) และ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และเรือรบอื่นๆ อีกอย่างน้อย 15 ลำ เจ้าหน้าที่ผู้นี้บอก โดยที่ 11 ลำในจำนวนนี้เป็นเรือพิฆาต
กองนาวีเหล่านี้คือหัวใจในแผนการของคณะรัฐบาลทรัมป์ ในการเข้าปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน นอกจากนั้นยังมีบทบาทเกี่ยวข้องอยู่ในความพยายามที่ใช้ชื่อว่า “โปรเจ็คต์ ฟรีดอม” (Project Freedom) ซึ่งกองทัพสหรัฐฯเข้าช่วยเหลือคุ้มครองเรือต่างๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ ที่วอชิงตันกับเตหะรานประลองกำลังกันอยู่
เรือพิฆาตสหรัฐฯอีกลำหนึ่ง คือ ยูเอสเอส กอนซาเลซ (USS Gonzalez) เวลานี้อยู่ในทะเลแดง ที่ซึ่งพวกฮูตีกำลังมุ่งมั่นบังคับใช้มาตรการปิดล้อมสกัดกั้นการเดินเรือพาณิชย์ของพวกเขาเอง ในความพยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯตลอดจนพวกพันธมิตรสหรัฐฯในภูมิภาคดังกล่าว ซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นหุ้นส่วนหลักของสหรัฐฯ กำลังหาทางขัดขวางพวกฮูตี ซึ่งเป็นศัตรูมาอย่างยาวนานของตน ด้วยการพัฒนากลุ่มพันธมิตรทางทหารขึ้นมา เพื่อรับประกันให้มีเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคนี้
ในอเมริกานั้น สงครามอิหร่านกำลังไม่เป็นที่นิยมชมชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในหมู่สาธารณชน และในบรรดาสมาชิกรัฐสภา –จากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่— และกำลังก่อให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังกับคณะรัฐบาลทรัมป์ ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่ระดับท็อปพยายามดิ้นรนหาทางจัดทำแผนการรายละเอียดสำหรับยุติการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ บนเงื่อนไขซึ่งอำนวยผลดีแก่สหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวพรรครีพับลิกันจำนวนมากด้วยแล้ว กำลังมีความกังวลใจอย่างล้ำลึกว่า ผลกระทบของสงครามคราวนี้ต่อราคาของน้ำมันเบนซิน, อาหาร, และสินค้าอื่นๆ จะทำให้พรรคพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
ทอม คาราโค (Tom Karako) ผู้อำนวยการโปรเจ็คต์การป้องกันขีปนาวุธ (Missile Defense Project) อยู่ที่ ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS) องค์การคลังสมองที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน กล่าวเตือนว่า การออกคำเตือนของ กรีนเควิช ครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงขนาดขอบเขตของความท้าทายซึ่งเพนตากอนกำลังเผชิญอยู่
“สภาวะของการอยู่ในยามสงคราม กำลังก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายความหมดเปลืองในแง่ของการเตรียมพร้อมสู้รบและระดับของคลังแสงเครื่องกระสุน” เขากล่าว “ถึงตอนนี้ คำถามที่จะต้องตอบกันก็คือว่า คุณทำแบบนี้ คุณมียุทธศาสตร์ยังไงกันแน่ๆ?”
(เก็บความจากเรื่อง US general warns Pentagon he lacks sufficient forces to protect Israel โดย Dan Lamothe ในวอชิงตันโพสต์ 01/08/2026)