มองมุมต่าง: ING Bank ขายหุ้น TTB อีกล็อตใหญ่ สัญญาณถอนตัวหรือ
การขายหุ้นธนาคาร ทหารไทยธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TTB ของ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ING Bank N.V. ครั้งล่าสุดมีความหมายที่มีนัยการเปลี่ยนมือของหุ้นก้อนใหญ่ เพราะเมื่อเรียงเหตุการณ์ย้อนหลังจะพบว่า ING กำลังลดบทบาทในธนาคารไทยแห่งนี้อย่างรวดเร็ว จากเดิมถือหุ้นประมาณ 23.1% ก่อนขายบางส่วนกลับให้ TTB ผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน ในเดือนมิถุนายน 2569 จนเหลือ 19.5%
ล่าสุดขายผ่าน Private Placement ให้แก่นักลงทุนสถาบันอีกครั้ง ทำให้สัดส่วนคาดว่าจะลดเหลือ 11.6% หลังส่งมอบหุ้นวันที่ 21 สิงหาคม 2569
หากจำกันได้ รอบก่อน ING ได้เงินจากการขายหุ้นประมาณ 243 ล้านยูโร ส่วนรอบล่าสุดได้รับประมาณ 475 ล้านยูโร เท่ากับภายในเวลาเพียงสองเดือน ING ลดการลงทุนใน TTB ลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจำนวนที่เคยถือ พร้อมรับเงินกลับไปรวมประมาณ 718 ล้านยูโร ภาพที่เกิดขึ้นจึงดูเป็นการปรับพอร์ตอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่การขายหุ้นเล็กน้อยเพื่อบริหารสภาพคล่องตามปกติ
สิ่งที่น่าสนใจ คือความรีบร้อน ที่จะลดสัดส่วน และเลือกทยอยขายต่อหุ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้นๆ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สามารถมองได้หลายมุม ทั้งเชิงลบ และเชิงบวก แต่เบื้องต้นควรถูกมองเป็นข่าวร้ายของ TTB และเป็นเพียงการถอนเงินลงทุนของพันธมิตรเดิมซึ่งหมดความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ไปแล้ว
หากมองในด้านบวก การขายครั้งล่าสุดไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการโยนหุ้นจำนวนมากออกมาบนกระดาน แต่ใช้วิธีเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่นักลงทุนสถาบัน หุ้นก้อนใหญ่คิดเป็นประมาณ 7.9% ของจำนวนหุ้นที่ไม่รวมหุ้นซื้อคืน
หุ้นทั้งหมดจึงถูกดูดซับอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดแรงขายรุนแรงในตลาด และสะท้อนว่ายังมีนักลงทุนรายใหญ่พร้อมรับหุ้น TTB ในระดับราคาที่ตกลงกันได้
นอกจากนี้ยังมีประเด็น โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังรายการมีแนวโน้มกระจายตัวมากขึ้น หุ้นที่เคยถูกล็อกอยู่กับผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์รายเดียวจะหมุนเวียนอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบันหลายรายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อ Free Float และสภาพคล่องในระยะยาว นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศสามารถเข้าถึงหุ้นได้ง่ายขึ้น ขณะที่อิทธิพลของผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งต่อธนาคารลดลง
อย่างไรก็ตาม Free Float ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ากำไรของ TTB จะเพิ่มขึ้นทันที เงิน 475 ล้านยูโรจากดีลนี้เข้าสู่ ING ไม่ได้เข้าสู่ TTB เพราะเป็นการขายหุ้นเดิมระหว่างผู้ถือหุ้นกับนักลงทุนรายใหม่ ไม่ใช่การเพิ่มทุน TTB จึงไม่ได้รับเงินสดเพิ่ม ไม่มีหุ้นใหม่ ไม่มี Dilution และไม่กระทบกำไรต่อหุ้นโดยตรง ข้อดีของรายการนี้อยู่ที่สภาพคล่องและโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การสร้างรายได้หรือเงินกองทุนใหม่ให้ธนาคาร
อีกมุมหนึ่งหากมองแบบโลกสวยแบบสุดโต่ง การลดสัดส่วนของ ING อาจเป็นบทพิสูจน์ว่า TTB สามารถยืนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น หลังผ่านการควบรวมระหว่าง TMB กับธนาคารธนชาต การปรับโครงสร้างองค์กร และการดำเนิน Transformation ต่อเนื่อง บทบาทของ ING ในปัจจุบันเหลือเพียงระดับคณะกรรมการ ไม่ได้ควบคุมฝ่ายบริหารหรือกำหนดกลยุทธ์ประจำวันของธนาคาร
ประกอบกับคำยืนยันของ TTB ที่แจ้งการขายหุ้นจะไม่กระทบโครงสร้างบริหาร การดำเนินงาน กรอบกำกับดูแล หรือกลยุทธ์หลัก หากผลประกอบการและแผนธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ตามปกติ เหตุการณ์นี้อาจถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดภารกิจของพันธมิตรต่างชาติเดิม มากกว่าจะเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจของ TTB กำลังมีปัญหา
แต่ในด้านลบ ลำดับการขายหุ้นก็ชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม การลดสัดส่วนจาก 23.1% เหลือ 11.6% ภายในสองเดือน สะท้อนว่า ING กำลังเปลี่ยนสถานะการลงทุนใน TTB อย่างจริงจัง จากเดิมที่มีลักษณะเป็น Strategic Shareholder ไปสู่การถือหุ้นทางการเงินที่พร้อมลดน้ำหนักเมื่อมีโอกาสเหมาะสม
ด้าน ING ให้เหตุผลว่าเป็นการบริหารเงินทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตลงทุน อีกทั้งรายการดังกล่าวจะส่งผลบวกเล็กน้อยต่อกำไรและอัตราเงินกองทุน CET1 ของ ING เหตุผลนี้สมเหตุสมผลจากมุมของธนาคารแม่ในยุโรป แต่เมื่อมองจากฝั่งผู้ถือหุ้น TTB ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถามว่า ING ต้องการหยุดที่ 11.6% หรือกำลังเดินหน้าสู่การถอนการลงทุนทั้งหมด
หุ้นที่ ING ยังถืออยู่อีก 11.6% จึงอาจกลายเป็น Overhang เหนือราคาหุ้น แม้ยังไม่มีประกาศว่าจะขายเพิ่ม แต่ตลาดสามารถคาดการณ์ได้ว่าหาก ING ต้องการลดบทบาทต่อ หุ้นจำนวนดังกล่าวอาจถูกนำออกมาขายผ่าน Private Placement หรือวิธีอื่นในอนาคต ทุกครั้งที่ราคาหุ้นปรับขึ้น นักลงทุนจึงอาจกังวลว่าจะมีหุ้นก้อนใหม่ออกมากดราคา ทำให้ราคาตลาดเคลื่อนไหวได้ยากกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานควรเป็นในบางช่วง
การที่นักลงทุนสถาบันรับซื้อหุ้นก้อนใหญ่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ซื้อทุกคนมีความตั้งใจถือระยะยาว บางรายอาจเข้าร่วมเพราะได้รับส่วนลดจากราคาตลาดและพร้อมขายทำกำไรภายหลัง หากดีลไม่มีเงื่อนไขห้ามขายหรือ Lock-up หุ้นที่เพิ่มเข้าสู่ Free Float อาจช่วยสภาพคล่องในระยะยาว แต่ในระยะสั้นก็หมายถึงมีหุ้นพร้อมหมุนเวียนและพร้อมถูกขายในตลาดมากขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ แม้ ING จะไม่ได้มีบทบาทบริหารโดยตรงมากเหมือนในอดีต แต่ชื่อของ ING เคยทำหน้าที่เป็นเครื่องรับรองเชิงยุทธศาสตร์ให้กับ TMB และต่อเนื่องมายัง TTB ทั้งในด้านมาตรฐานธนาคาร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
การลดสัดส่วนลงมากจึงทำให้ต้องติดตามว่าความร่วมมือเหล่านี้จะดำเนินต่อไปในระดับใด ING จะยังมีตัวแทนในคณะกรรมการหรือไม่ และความสัมพันธ์ในอนาคตจะลดเหลือเพียงการถือหุ้นทางการเงินหรือเปลี่ยนไปมากกว่านั้น
ดังนั้น การขายหุ้นครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวลบต่อผลประกอบการหรือฐานะเงินกองทุนของ TTB โดยตรง ธนาคารไม่ได้เสียเงิน ไม่มีการเพิ่มทุน และธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะหุ้นเปลี่ยนมือ
ขณะเดียวกันก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นข่าวบวกจากการเพิ่ม Free Float เพราะตลาดยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของหุ้นที่ ING ถือเหลืออยู่
สิ่งที่มีความหมายที่สุด อยู่ที่ขายที่สถาบันยอมรับซื้อ รายชื่อและลักษณะของผู้รับหุ้น เงื่อนไขการถือครองหลังทำรายการ ตลอดจนท่าทีของ ING ต่อหุ้นที่เหลืออีก 11.6% หาก ING หยุดขายและยังรักษาความร่วมมือกับ TTB ดีลนี้อาจกลายเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระจายตัวและมีสภาพคล่องมากขึ้น แต่หากการขายครั้งนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการถอนตัวทั้งหมด หุ้นส่วนที่ยังเหลือก็จะเป็นแรงกดดันที่ตลาดต้องเผชิญต่อไป
อย่างไรก็ตาม ING อาจไม่ได้ขายเพราะมองว่า TTB เป็นธนาคารที่ไม่ดี แต่อาจขายเพราะเงินทุนก้อนนี้มีประโยชน์ต่อ ING มากกว่าเมื่อถูกนำกลับไปใช้ในธุรกิจหลักของตน ส่วนสำหรับ TTB นี่คือบททดสอบว่าเมื่อพันธมิตรต่างชาติรายใหญ่ค่อยๆ ลดบทบาทลง ธนาคารจะสามารถรักษาผลประกอบการ ความเชื่อมั่น และมูลค่าในสายตานักลงทุนได้ดีเพียงใด เพราะคำตอบที่แท้จริงจะไม่ได้อยู่ในคำชี้แจงวันขายหุ้น แต่อยู่ในกำไร คุณภาพสินทรัพย์ เงินปันผล และราคาหุ้นหลังจากแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นเดิมผ่านพ้นไปแล้วนั่นเอง
โดย ธิติ ภัทรยลรดี