Cover Image

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือจีนปั้น Index ใหม่ สูตร ‘60:40’ อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน-หุ้นไทย รับอานิสงส์นโยบายรัฐบาลจีนเอื้อนักลงทุนสถาบันลงทุนนอกมากขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเดินหน้าเจรจาทางการจีน ร่วมพัฒนา ดัชนีหรือ Index ใหม่ สัดส่วน ‘60:40’ ที่อ้างอิงตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง-อาเซียน รวมตลาดหุ้นไทยปูทางรับเม็ดเงินลงทุนสถาบันจากแผ่นดินใหญ่ที่จ่อไหลออกนอกประเทศตามนโยบายภาครัฐ

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อมูลในงาน Thailand Focus 2026 ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการหารือผลักดันกับทางการจีนในการพัฒนา ดัชนีหรือ Index ใหม่ร่วมกัน เพื่อสร้างเครื่องมือทางการเงินใหม่ในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)โดยแนวคิดโครงสร้างของดัชนีใหม่นี้จะแบ่งเป็น ดังนี้

อัสสเดช อธิบายว่า ความน่าสนใจของแนวคิดโครงการนี้เกิดขึ้นรัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันและกองทุนในประเทศจีนสามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ มากขึ้น ตลท. จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างดัชนีดังกล่าวเพื่อรองรับทิศทางเม็ดเงินกลุ่มนี้ โดยเป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่าง ETF (Exchange-Traded Fund) ที่อ้างอิงกับดัชนี 60:40 เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนจีนและนักลงทุนทั่วโลกสามารถเข้ามาซื้อขายได้อย่างคล่องตัว

“โปรเจกต์นี้สามารถออกแบบธีมการลงทุนได้หลากหลายและน่าสนใจมาก ขณะนี้เรากำลังเร่งพูดคุยกันภายในกลุ่มอาเซียนว่าจะช่วยกันผลักดันเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตลาดทุนอาเซียนโดยรวม” อัสสเดชระบุ

โดยโครงการดัชนีร่วม 60:40 กับจีน ถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระดับภูมิภาค ซึ่ง ตลท. ตั้งเป้าหมายใช้จังหวะเวลาที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Annual Meeting ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ในการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยและอาเซียน

อีกทั้งภายในงาน Thailand Focus ปีนี้ ตลท. จึงได้เชิญซีอีโอ ของตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนมาร่วมจัดเสวนาแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อสะท้อนภาพความร่วมมือเชิงลึกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าในหลายโครงการเด่น ได้แก่

ความเชื่อมั่นการเมืองนิ่ง-นโยบายรัฐหนุน ดันหุ้นไทย Outperform บวกเกือบ 30%

ในส่วนของภาพรวมตลาดทุนไทย อัสสเดช ชี้แจงว่า Sentiment ของนักลงทุนสถาบันต่างชาติในปีนี้มีความเป็นบวกมากกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน

“ปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหนื่อย หัวข้อสนทนาจึงมักเน้นหนักไปที่เรื่องกฎเกณฑ์ นโยบาย และการจัดการความเสี่ยงเป็นหลัก แต่ปีนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนกลับมามีรอยยิ้ม และหันมาพูดคุยถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และการผลักดันศักยภาพของไทยให้เติบโตอย่างเต็มที่” อัสสเดชกล่าว

ขณะที่ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ สะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวโดดเด่น Outperform ให้ผลตอบแทนที่ดีเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับตลาดโลก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสุทธิเป็นบวกเกือบ 70,000 ล้านบาท พร้อมปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน

นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่องทางนโยบาย ยังช่วยสร้างความชัดเจนให้นักลงทุนสถาบันเห็นว่าโครงการต่างๆ สามารถปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในธุรกิจ New Economy ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Data Center, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะโครงการอย่าง Thailand Fast Pass ที่เริ่มส่งผลดีอย่างเป็นรูปธรรม สามารถแปรเปลี่ยนความต้องการลงทุนให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างงานจริงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง ตลท. จะนำปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ไปถ่ายทอดเป็น Growth Story เพื่อสื่อสารต่อนักลงทุนสถาบันต่างชาติต่อไป

ในมิติของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้ว่ากลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงเป็นกลุ่มดึงดูดสายตา แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษและชื่นชอบอย่างต่อเนื่องคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่ดีและมีความสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำคัญจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสถาบันชั้นนำอย่าง MSCI คือความต้องการ เสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์เพดานสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ของกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดสัดส่วนสิทธิออกเสียงรวมกันของชาวต่างชาติอยู่ที่ 25% และจำกัดการถือครองของผู้ลงทุนรายเดี่ยวไม่เกิน 10%

แม้นักลงทุนสถาบันต่างชาติจะสามารถเข้ามาลงทุนผ่านช่องทาง NVDR ได้ก็ตาม แต่ผู้ลงทุนสถาบันระยะยาว ส่วนใหญ่ต้องการถือหุ้นสามัญโดยตรงที่มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการร่วมกำกับและติดตามการดำเนินงานของธุรกิจอย่างโปร่งใส

“ที่ผ่านมาเรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนี้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่เรื่อยๆ แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องรักษา Balance ระหว่างการเปิดรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ กับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบการเงินของประเทศด้วยเช่นกัน” อัสสเดช กล่าว

อย่างไรก็ดีข้อจำกัดเรื่องเพดานสัดส่วนผู้ถือหุ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของต่างชาติในปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่มทุนระยะยาวมักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากปัจจัยพื้นฐาน ของบริษัทจดทะเบียน และมีระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ยาวนานถึง 6-8 ปี โดยไม่ได้เน้นเก็งกำไรความผันผวนรายวัน

จับมือ ก.ล.ต. ดึง New Economy ขับเคลื่อน IPO พร้อมดัน JUMP+

ด้านแผนงานพัฒนาสินค้าในตลาดทุน อัสสเดช ระบุว่า ปริมาณการระดมทุนผ่านหุ้น IPO ในปีนี้ที่ดูเบาบางลง ถือเป็นทิศทางปกติเมื่อผ่านพ้นจุดต่ำสุดของตลาดทุน แต่เมื่อภาพรวมเริ่มฟื้นตัว ความสนใจในการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนใหม่ๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตาม

ปัจจุบัน ตลท. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นสูง แข่งขันในระดับสากลได้ และเอื้ออำนวยให้ธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) สามารถเข้าถึงแหล่งระดมทุนได้อย่างรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังเน้นการปกป้องนักลงทุนผ่านการใช้เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) เพื่อสื่อสารความเสี่ยงของธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นเติบโตอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเน้นย้ำมาตรฐานความโปร่งใสและหัวใจ 3 ประการ ได้แก่

ในปีนี้มีบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงการ JUMP+ เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลในงาน Thailand Focus สูงถึง 15 บริษัท ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับคุณภาพและภาพลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์ไทย

Back To Top