In Focus: ถอดสูตรต่างประเทศแก้ปัญหาน้ำท่วมเมือง เมื่อโจทย์เปลี่ยน

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ นับเป็นอีกหนึ่งภัยพิบัติที่น่าจับตามองและเป็นบทเรียนสำคัญให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการความเสี่ยง และแม้เหตุการณ์นี้จะชวนให้นึกถึงสถานการณ์เมื่อปี 2554 แต่ที่จริงแล้วสาเหตุการเกิดกลับมีความแตกต่างกัน

สำหรับน้ำท่วมในปี 2554 นั้นมีสาเหตุมาจากการที่มวลน้ำมหาศาลจากทางตอนเหนือหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวง ทำให้โจทย์ที่ต้องแก้ไขในขณะนั้นคือจะทำอย่างไรไม่ให้น้ำเข้ามายังพื้นที่สำคัญ ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2569 ในครั้งนี้ เกิดจากฝนที่กระจุกตัวตกลงมาอย่างหนักทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24-26 ก.ย. ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมรวมตลอดทั้งเดือนก.ย. พุ่งขึ้นไปถึง 487 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติระหว่างปีพ.ศ. 2534-2563 ซึ่งอยู่ที่ 269 มิลลิเมตรอย่างสิ้นเชิง คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก ทำอย่างไรไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่สำคัญ เป็น จะระบายน้ำออกจากเมืองได้อย่างไร

เมื่อสาเหตุเปลี่ยนไป แนวทางการรับมือก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ In Focus ในสัปดาห์นี้จึงอยากพาท่านผู้อ่านไปสำรวจแนวทางการรับมือน้ำท่วมของประเทศต่าง ๆ ว่ามีแนวทางการรับมือกับอุทกภัยอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

อยู่ร่วมกับน้ำท่วมอย่างเข้าใจสไตล์เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนกังหันลมแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เคยประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง ทั้งในปี 2536 และ 2538 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นต้องมีการอพยพผู้คนจำนวนมากถึง 250,000 คน และปศุสัตว์อีกนับล้านชีวิต

วิกฤตการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับเนเธอร์แลนด์ จากเดิมที่พึ่งพาโครงสร้างทางวิศวกรรมแบบดั้งเดิมเช่น การสร้างคันกั้นน้ำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ มาสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่และการทำงานร่วมกับธรรมชาติผ่านโครงการ คืนพื้นที่ให้กับแม่น้ำ (Room for the River) มูลค่า 2.3 พันล้านยูโร ที่อาศัยการขยายตลิ่ง การขุดลอกพื้นที่รับน้ำริมฝั่ง การลดระดับสิ่งกีดขวางในลำน้ำ การเปิดพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ ตลอดจนการขุดช่องทางระบายน้ำใหม่ ส่งผลให้สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ในระยะยาว แทนที่จะสร้างคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการพังทลายที่อาจนำไปสู่วินาศภัยที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังอาศัยจุดแข็งของกระบวนการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรการจัดการน้ำท้องถิ่นและชุมชนร่วมออกแบบมาตรการ พร้อมทั้งมีการจ่ายเงินชดเชยการกว้านซื้อที่ดินและบ้านเรือนกว่า 200 หลังในราคาตลาดอย่างเป็นธรรมด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแทบไม่มีการใช้อำนาจทางกฎหมายในการบังคับเวนคืนที่ดิน

สกัดน้ำท่วมจากฝน-คนกับน้ำสามัคคีตามแนวทางของสิงคโปร์

สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเกาะที่มีพื้นที่จำกัดและเผชิญกับฝนตกหนักฉับพลัน ได้พัฒนานวัตกรรมการจัดการน้ำในเขตเมืองโดยองค์กรจัดการน้ำแห่งชาติสิงคโปร์ (PUB) ที่ดูแลเรื่องระบบระบายน้ำได้ลงทุนก่อสร้างคลองผันน้ำ Stamford Diversion Canal (SDC) ความยาว 2 กิโลเมตร ที่ทำงานร่วมกับถังเก็บน้ำขนาดมหึมาใต้ดิน หรือ Stamford Detention Tank (SDT) ในช่วงที่เกิดฝนตกหนักจัด เพื่อชะลอไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่คลองสแตมฟอร์ดเกินขีดความสามารถในการระบาย ก่อนจะค่อยๆ สูบระบายน้ำออกสู่แม่น้ำสิงคโปร์เมื่อระดับฝนลดลง ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจและย่านการค้าสำคัญอย่างถนนออร์ชาร์ด ได้

นอกจากนี้ โครงการอย่าง Active, Beautiful, Clean Waters หรือ ABC Waters เองก็เข้ามามีบทบาทต่อการบริหารจัดการน้ำในแง่ของภูมิทัศน์เช่นเดียวกันโดยปรับเปลี่ยนคูคลองในเมืองจากร่องคอนกรีตระบายน้ำธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ทำให้การจัดการน้ำเชื่อมกับคุณภาพชีวิตเมืองได้อย่างไร้รอยต่อ

ทั้งนี้ ความสำเร็จนี้ของสิงคโปร์เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือจากทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน โดยแต่ละหน่วยงานต่างทำหน้าที่สอดประสานกันเป็นอย่างดีทั้งในแง่การกำกับดูแล การพัฒนานวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และการลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ทำให้โครงสร้างน้ำของสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นและทันสมัยอยู่เสมอ

ระบบท่อและอุโมงค์ป้องกันน้ำท่วมแบบญี่ปุ่น

สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเช่นเดียวกับสิงคโปร์ มีระบบป้องกันน้ำท่วมที่คล้ายคลึงกับสิงคโปร์คือ ผ่านโครงการ G-Cans ซึ่งเป็นอุโมงค์และห้องเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ใกล้กรุงโตเกียว ที่ทำหน้าที่รวบรวมและกักเก็บน้ำฝน ส่วนเกินในช่วงที่เกิดพายุ ตลอดจนระบายน้ำออกจากพื้นที่เมืองที่มีประชากรหนาแน่น

นอกจากนี้ ยังมีคันกั้นแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันน้ำท่วม โดยคันกั้นเหล่านี้จะถูกสร้างอยู่เรียงรายอยู่ตลอดแนวแม่น้ำเพื่อช่วยควบคุมการไหลของน้ำในช่วงฝนตกหนัก และป้องกันไม่ให้แม่น้ำไหลทะลักเข้าท่วมย่านชุมชนและเขตธุรกิจ โดยคันกั้นน้ำหลายแห่งก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กและวัสดุขั้นสูง ขณะที่บางแห่งใช้เนินดินปูหญ้าเพื่อช่วยดูดซับน้ำและลดการกัดเซาะ โดยคันกั้นเหล่านี้จะมีความสูงและแข็งแกร่งเป็นพิเศษในพื้นที่ที่ประสบภัยพายุหมุนอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย

เมื่อไม่ไหว เร่งเยียวยาฉับไวแบบสหรัฐฯ

แน่นอนว่าการป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการแก้ไขเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากสถานการณ์เกินรับไหว มาตรการเยียวยาก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่งจากโครงสร้างประกันภัยน้ำท่วมแห่งชาติ หรือ NFIP ที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ (FEMA) ซึ่งช่วยให้ประชาชนได้รับการชดเชยความเสียหายตามจริงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการฟื้นฟูอันเป็นความร่วมมือระหว่าง FEMA กับหน่วยงานจัดการธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Administration หรือ SBA) เพื่อให้สิทธิผู้ประสบภัยยื่นกู้เงินดอกเบี้ยต่ำระยะยาวมาซ่อมแซมบ้านหรือธุรกิจตามค่าใช้จ่ายจริง

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาน้ำท่วมอาจไม่ใช่การพยายามทำให้น้ำหายไปจากเมือง แต่คือการออกแบบเมืองให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่การกักเก็บและชะลอน้ำ การเปิดพื้นที่ให้น้ำ ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยให้ทำงานร่วมกัน เมื่อเปลี่ยนจากแนวคิดการป้องกันน้ำไปสู่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เมืองก็จะไม่ได้เพียงลดความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในอนาคต

โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช


Back To Top