โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : จับชีพจรเศรษฐกิจโลก สัญญาณจากเวที IMF-World Bank 2026
โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : จับชีพจรเศรษฐกิจโลก สัญญาณจากเวที IMF-World Bank 2026
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนกว่า 19,000 คน จาก 191 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก มุ่งหน้ามายังไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังสั่นคลอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของเขตเศรษฐกิจ ที่ต้องเผชิญกับความกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว ประกอบกับอิทธิพลของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นต่อกระแสธารเศรษฐกิจโลก
การประชุมที่เกิดขึ้นนี้ จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการหารือ ระดมสมองและแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อวางรากฐานต่อความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจโลกสามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากวิกฤตรอบด้าน ตลอดจนส่งเสริมหลักประกันที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจโลกในห้วงเปลี่ยนผ่าน
ซิลวานา เทนเรย์โร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกมีปัจจัยกำหนดสองประการด้วยกัน ประการแรกคือสงคราม ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานเชิงลบที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น รวมถึงฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นอุปสงค์เชิงบวก
อีกทั้ง หลายประเทศได้มีการปรับตัวกับอุปสรรคด้านพลังงานที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งพลังงาน การเพิ่มการผลิต การนำสินค้าคงคลังออกไปมาใช้ ใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานประเภทอื่นอย่างพลังงานหมุนเวียน ก็ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนอยู่ได้
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ซึ่งลดลง 0.4% จากอัตราการเติบโตในปี 2025 อันเป็นผลมาจากการสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้เศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนที่โถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อันเป็นผลมาจากการลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเชียประมาณ 0.5-1% ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียมีแนวโน้มที่จะมีการเติบโตประมาณ 0.2-0.8% ด้านนายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งอังกฤษ กล่าวด้วยว่า AI และหุ่นยนต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
อย่างไรก็ดี IMF เตือนว่า ความสามารถในการรับมือต่อแรงกระแทกนั้นใกล้เข้าขีดจำกัดเต็มที โดยปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงของภาวะโลกร้อน อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และทำให้แรงกดดันด้านอุปทานรุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาก็อยู่ในภาวะถดถอย ผนวกกับการลงทุนจากต่างชาติที่ซบเซา โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
กอร์เกียวากล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถเติบโตได้ในภาพรวม การขยายตัวนั้นมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ โดยห่วงโซ่อุปทานและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้าน AI กระจุกตัวกันอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศส่งออกพลังงานและไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามก็กำลังมีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน และไม่สามารถเข้าถึงโอกาสจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ กลับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในทิศทางตรงกันข้าม
นายโรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF ระบุด้วยว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยมีตัวแปรสำคัญมาจากสวัสดิการสังคมของประชากรสูงวัย งบประมาณด้านความมั่นคง อัตราดอกเบี้ยที่สูงตามราคาพลังงาน เงินเฟ้อและการลงทุนด้าน AI ที่ทำให้ภาคเอกชนออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงการตอบสนองต่อวิกฤตพลังงาน ซึ่งทำให้หลายประเทศพึ่งพามาตรการช่วยเหลือที่มีต้นทุนสูง โดยพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือประชาชนในวงกว้าง แทนที่จะใช้มาตรการช่วยเหลือที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่จำเป็น มีระยะเวลาจำกัด และเหมาะสมกับสถานการณ์ ล้วนแต่เป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ดาบสองคมของ AI การเติบโตที่ขนานไปกับความเสี่ยง
แม้ว่า AI จะสร้างโอกาสใหม่และเป็นกำลังหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก แต่ก็แฝงมาด้วยความเสี่ยงควบคู่กันไป เทนเรย์โรกล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์กระจุกอยู่เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น โดยมีภาคธุรกิจและบริษัทในอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่กี่แห่ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดโช้กพอยต์ ขณะเดียวกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มาพร้อมกับ AI อาจบั่นทอนการขยายตัวเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินด้วย
นายชิน ฮยอนซง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า AI อาจกลายเป็นช่องทางส่งผ่านความเสี่ยงเข้าสู่ระบบการเงินจากการตอบสนองพร้อมกันของผู้เล่นในตลาด แม้ว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนจะใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมในตลาดจะหลากหลายตามไปด้วย เพราะทุกฝ่ายยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของระบบการเงินเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ AI นำไปสู่พฤติกรรมที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันและขยายความผันผวนของตลาดได้
พร้อมกับยกตัวอย่างของการกู้ยืมเงินมาลงทุน (Leverage) และการถูกบังคับขาย (Forced Selling) เมื่อราคาสินทรัพย์เริ่มร่วงลง ผู้เล่นที่เผชิญเงื่อนไขความเสี่ยงคล้ายๆ กันจะถูก AI สั่งให้ขายสินทรัพย์ออกมาพร้อมกันทันที ส่งผลให้ราคายิ่งดิ่งลงหนักและนำไปสู่การขายล้างพอร์ตเป็นลูกโซ่
ด้านกอร์เกียวากล่าวว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI ระยะสั้นอาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังที่สูงของนักลงทุน ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดความผันผวนในตลาดอย่างรุนแรง โดยกลุ่มประเทศที่พึ่งพาห่วงโซ่มูลค่า AI เป็นหลัก ย่อมได้รับผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วย
นายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก หยิบยกประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งสำคัญ โดยกล่าวว่าในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาวจำนวน 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน กระนั้นก็ดี คาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ทำให้การลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาทักษะรวมถึงการสร้างโอกาสในการทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เนื่องจากภาคเอกชนเป็นแหล่งสร้างงานประมาณ 75-85% ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ
ขณะที่กอร์เกียวามีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขัน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน ตลอดจนดำเนินนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวและคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้
ต่อความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มสูงขึ้น IMF เรียกร้องให้ต้องมีการเร่งดำเนินการจัดการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการ ประการแรกคือ การปรับปรุงระบบภาษีและองค์ประกอบของรายจ่ายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้บริบทของแต่ละประเทศ ประการที่สอง ประเทศที่มีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงควรเริ่มดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อรับรองว่าการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สามคือ ประเทศต่างๆ ควรรับมือกับวิกฤตพลังงาน ด้วยการปล่อยให้ราคาสะท้อนภาวะขาดแคลนพลังงานที่แท้จริง แทนที่จะใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อกดราคาพลังงานให้ต่ำ ส่วนมาตรการสนับสนุนต่างๆ หากมีความจำเป็นควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางที่สุด โดยธนาคารกลางควรมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาอย่างแน่วแน่ และทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายได้ภายในเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ มองว่า ธนาคารกลางหรือผู้กำหนดนโยบายระหว่างประเทศไม่ควรเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ความผันผวนทางการเงินทุกครั้ง แต่ควรพิจารณาว่า มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่สามารถเกิดขึ้นและสามารถทำอะไรเพื่อลดกระทบเหล่านั้นได้
เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก แต่ยังคงมีความสามารถในการต้านทานแรงกดดันทางเศรษฐกิจและรักษาการเติบโตอยู่ได้ ทั้งนี้ แรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง ขณะที่ขีดความสามารถในการรองรับแรงกระแทกของเศรษฐกิจก็กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด การดำเนินนโยบายด้านการคลังจึงต้องมีวินัยและเป็นไปอย่างรอบคอบเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ