นายกฯ ปลื้มไทยเจ้าภาพ ‘IMF–World Bank’ สำเร็จ ไร้ข้อร้องเรียน 191 ชาติพอใจ - The Reporters
นายกฯ ปลื้มไทยเจ้าภาพ ‘IMF–World Bank’ สำเร็จ ไร้ข้อร้องเรียน 191 ชาติพอใจ ชู ‘Springboard’ ดันเศรษฐกิจโตแบบ Exponential ลั่นไม่ใช่แค่คุ้มทุนแต่ “คุ้มค่า” ต่อยอด Business Matching–MOU สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่
วันนี้ (16 ต.ค. 69) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ว่า การจัดประชุมระดับโลกในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดและแสดงศักยภาพของประเทศไทยในทุกมิติให้ประชาคมโลกได้ประจักษ์อย่างเต็มที่ ทั้งความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การประชุมที่มีผู้แทนจากกว่า 191 ประเทศเข้าร่วมในครั้งนี้ ได้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีข้อร้องเรียนหรือข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญใด ๆ ซึ่งทุกประเทศต่างแสดงความพึงพอใจและมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยอย่างยิ่ง หลังจากนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งแปลงความสำเร็จและความเข้มแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาส สร้างรายได้ ยกระดับสวัสดิภาพ และสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกคน
ในส่วนของการหารือทวิภาคีและการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตนพร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมพบปะและหารือกับผู้นำระดับสูงและบุคคลสำคัญทางการเงินระดับโลก อาทิ นายเควิน วอร์ช (Mr. Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตลอดจนนายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mr. Mathias Cormann) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งทางเลขาธิการ OECD ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อสาธารณะบนเวทีโลกอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและจะสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้อย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งนี้เปรียบเสมือน ‘จุดดีดตัว’ (Springboard) ครั้งสำคัญของประเทศในสายตาชาวโลก และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่คณะทำงานทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเบื้องหลังความท้าทายในการเป็นเจ้าภาพว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้ามาพูดคุยกับตนตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่คณะรัฐมนตรีชุดแรก (‘หนู 1’) โดยยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากในขณะนั้นมีความกังวลอย่างมากเพราะยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากเป็นเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติ เราจะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการประจำ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคน จนทำให้การจัดงานระดับโลกผ่านพ้นไปได้อย่างสง่างามและราบรื่น
เมื่อถามว่า การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ถือว่าคุ้มทุนและคุ้มค่าหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการคิดคำนวณกำไรขาดทุนแบบคุ้มทุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ‘ความคุ้มค่า’ และเป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องทำ โดยภายในงานได้นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่าง ๆ (MOU) ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และสร้างฐานการเติบโตระลอกใหม่ให้แก่ประเทศ”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการเติบโตในลักษณะไทยแลนด์พลัสใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เป็นการเติบโตแบบ ‘Exponential’ คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือโตแบบยกกำลัง”