Cover Image

IMF ขยับ GDP ไทย 2.1% ส.อ.ท. กางปมฉุดเศรษฐกิจ หนี้รุม-สงครามเขย่า จี้รัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้าง

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.9% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า ถึงแม้เป็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องระมัดระวังและเร่งสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) เนื่องจากแรงส่งของการฟื้นตัวยังกระจายไม่ทั่วถึง ขณะที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังมีความตึงเครียด และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่มีทีท่าจะยุติลงได้ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง ขณะเดียวกัน ยังมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น

ขณะเดียวกันปัจจัยภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า ปัญหาเหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการเตรียมรับมือวิกฤตครั้งต่อไป แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ก่อนที่วิกฤตจะมาถึง โดยสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการใช้งบประมาณภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพทางการคลัง และยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เชื่อมโยงบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) รวมถึงแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) และเปิดเสรีด้านพลังงาน ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับกระบวนการผลิตจากสินค้าดั้งเดิมไปสู่สินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven) ผ่านแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งมุ่งผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ทั้งนี้ จากผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ของ ส.อ.ท. พบว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเริ่มนำ AI มาใช้งานจริงในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการแล้ว โดยเฉพาะงานสำนักงานและบริการลูกค้าที่มีการใช้งานสูง รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดขั้นตอนการทำงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อมของบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุน ส.อ.ท. จึงเดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่ Smart SMEs Digital & AI Camp เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ SMEs ภาคการผลิต โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงผู้ประกอบการในภูมิภาค และโครงการ Intelligent Industry เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์ของ IMF เป็นเพียงจุดตั้งต้น ขณะที่อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการปรับโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

Back To Top