Cover Image

IMF ชี้ AI หนุนเศรษฐกิจไทยโต 1.9% โจทย์ต่อไปคือผลิตภาพและกันชนการคลัง

ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางและวัฏจักรลงทุน AI ที่กำลังดึงเศรษฐกิจโลกไปคนละทิศ IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 จาก 1.5% เป็น 1.9% หลังการส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI และมาตรการภาครัฐช่วยพยุงการเติบโต ขณะที่โอกาสระยะยาวของไทยขึ้นอยู่กับการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างกันชนทางการคลังให้พร้อมรับแรงกระแทกครั้งต่อไป

ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางและวัฏจักรลงทุน AI ที่กำลังดึงเศรษฐกิจโลกไปคนละทิศ IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 จาก 1.5% เป็น 1.9% หลังการส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI และมาตรการภาครัฐช่วยพยุงการเติบโต ขณะที่โอกาสระยะยาวของไทยขึ้นอยู่กับการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างกันชนทางการคลังให้พร้อมรับแรงกระแทกครั้งต่อไป

ในปีที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากสงคราม ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยกลับอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จาก 1.5% เมื่อเดือนเมษายน เป็น 1.9% โดยมองว่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและมาตรการทางการคลังของรัฐบาลช่วยให้การเติบโตดีกว่าที่เคยประเมินไว้

THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษ เพตยา โคเอวา บรูกส์ (Petya Koeva Brooks) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF ซึ่งดูแลงานติดตามภาวะเศรษฐกิจพหุภาคี รวมถึงรายงาน World Economic Outlook เพื่อประเมินว่าแรงส่งรอบนี้จะพาเศรษฐกิจไทยไปได้ไกลเพียงใด และไทยต้องเตรียมตัวอย่างไรในโลกที่มีโอกาสเกิดแรงกระแทกถี่ขึ้น

สงครามกดดันเศรษฐกิจโลก AI ช่วยพยุงการเติบโต

Petya มองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถูกกำหนดด้วยแรงขับเคลื่อนสองด้าน ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน อีกด้านคือวัฏจักรการลงทุนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสร้างอุปสงค์ใหม่ให้แก่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยี

IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3% ในปี 2026 ก่อนขยับขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2027 โดยภาพรวมตลอดสองปียังใกล้เคียงกับประมาณการเมื่อเดือนเมษายน แม้สถานการณ์จะแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศและภูมิภาค

“แนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังถูกกำหนดโดยแรงขับเคลื่อนสองด้านที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอีกด้านคือวัฏจักรเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3% ในปีนี้ ก่อนฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% ในปี 2027 แม้ว่าความเสี่ยงโดยรวมยังคงโน้มเอียงไปในด้านลบ”

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าสมมติฐานพื้นฐานของ IMF ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับสูงขึ้น กระทบการคาดการณ์เงินเฟ้อ และทำให้ภาวะการเงินทั่วโลกตึงตัวตามมา

“เรากำลังอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หรือยืดเยื้อนานกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐาน ก็อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น การคาดการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวมากขึ้น”

เอเชียโต 5% แม้เป็นภูมิภาคนำเข้าพลังงานรายใหญ่

เอเชียมีความเปราะบางต่อราคาพลังงาน เนื่องจากเป็นหนึ่งในภูมิภาคนำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ในสถานการณ์ปกติ แรงกระแทกด้านพลังงานควรนำไปสู่การปรับลดประมาณการเติบโต

สิ่งที่ IMF เห็นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป หลายประเทศในเอเชียอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI จึงได้รับแรงชดเชยจากความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

“เอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นจึงอาจคาดได้ว่าเราจะต้องปรับลดประมาณการการเติบโตของภูมิภาค แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลายประเทศในเอเชียได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีรายสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฏจักรการลงทุนด้าน AI เราคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียเกิดใหม่จะขยายตัวราว 5% เทียบกับเศรษฐกิจโลกที่ 3%”

การเติบโตของเอเชียยังได้แรงหนุนจากจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบภายในภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงและไม่มีฐานส่งออกเชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยียังคงเผชิญแรงกดดันต่อการเติบโต

ไทยได้อานิสงส์จาก AI และมาตรการทางการคลัง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ IMF ปรับเพิ่มประมาณการเติบโต โดย Petya ระบุถึงแรงสนับสนุนสองด้าน ได้แก่ อุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และมาตรการทางการคลังของรัฐบาล

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เราได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโต เมื่อเดือนเมษายน เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% ในปีนี้ แต่ขณะนี้เราได้ปรับเพิ่มเป็น 1.9% ไทยได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกัน มาตรการทางการคลังของรัฐบาลก็มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตด้วย”

แรงส่งจาก AI ในระยะใกล้เกิดจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทและประเทศต่างๆ ขยายการลงทุนในเทคโนโลยี ความต้องการอุปกรณ์และสินค้าในห่วงโซ่การผลิตย่อมเพิ่มตาม ประเทศผู้ส่งออกจึงได้รับประโยชน์ผ่านยอดขายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

Petya ยอมรับว่ายังต้องติดตามว่าวัฏจักรการลงทุนดังกล่าวจะยาวนานเพียงใด และสามารถสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องได้มากน้อยแค่ไหน

โอกาสระยะยาวอยู่ที่การใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ

การอยู่ในห่วงโซ่ส่งออกทำให้ไทยได้รับแรงส่งจากอุปสงค์โลก ส่วนผลทางเศรษฐกิจในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำ AI มาใช้ภายในประเทศ

Petya ระบุว่า ผลประโยชน์ด้านผลิตภาพจาก AI ยังไม่ได้ถูกนำไปรวมในประมาณการเศรษฐกิจของ IMF อย่างเต็มที่ รวมถึงประมาณการของไทย หากประเทศเตรียมความพร้อมและแรงงานมีทักษะเพียงพอ การใช้ AI อาจช่วยยกระดับภาคบริการและสร้างแหล่งผลิตภาพใหม่ในระยะกลาง

“ศักยภาพที่แท้จริงของ AI สำหรับประเทศอย่างไทย อยู่ที่การนำ AI มาใช้ภายในประเทศและการเก็บเกี่ยวประโยชน์ด้านผลิตภาพจากเทคโนโลยีดังกล่าว หากประเทศมีความพร้อม และประชาชนมีทักษะในการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า”

คำอธิบายของ Petya แยกผลจาก AI ออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน

ช่วงแรกคือแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก ซึ่งกำลังปรากฏในประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ ส่วนช่วงถัดไปคือการเพิ่มผลิตภาพภายในประเทศ ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับทักษะแรงงาน ความพร้อมขององค์กร และความสามารถในการนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับกระบวนการผลิตและบริการ

Petya ยังเชื่อมโยงการยกระดับเศรษฐกิจไทยเข้ากับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยระบุถึงการพัฒนาการศึกษา การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และการลดความสำคัญของเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถของแรงงานและภาคธุรกิจในการปรับตัว

โลกยังค้าขาย แต่เปลี่ยนคู่ค้าและเส้นทาง

ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ IMF พบสัญญาณการแบ่งขั้วทั้งในกระแสการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และกระแสเงินทุน

Petya มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นการจัดระเบียบการค้าใหม่ หลายประเทศยังคงค้าขายต่อไป แต่หันไปหาคู่ค้า เส้นทาง และข้อตกลงรูปแบบใหม่มากขึ้น

“เราเห็นสัญญาณของการแบ่งขั้วทั้งในด้านการค้า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และกระแสเงินทุน แต่ประเทศต่างๆ ไม่ได้ค้าขายกันน้อยลงเสมอไป ในหลายกรณี พวกเขาเพียงเปลี่ยนไปค้าขายกับคู่ค้ารายอื่น การปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่เด่นชัดที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา”

การเปลี่ยนเส้นทางการค้าเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายทางเศรษฐกิจรองรับการกระจายความเสี่ยงของบริษัทข้ามชาติ ขณะเดียวกัน การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจะเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย

มาตรการรัฐช่วยการเติบโต แต่ต้องมีจังหวะถอน

ด้านนโยบายการคลัง Petya มองว่า หลายประเทศใช้พื้นที่ทางการคลังไปมากในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 รัฐบาลต้องเพิ่มรายจ่ายและหนี้เพื่อปกป้องประชาชนและธุรกิจ ก่อนเผชิญวิกฤตพลังงานและแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ระลอกใหม่

สำหรับประเทศไทย มาตรการฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผลการเติบโตออกมาดีกว่าประมาณการเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงกระแทกคลี่คลาย รัฐบาลควรทยอยยุติมาตรการชั่วคราวและฟื้นพื้นที่ทางการคลัง เพื่อรักษาความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต

“พื้นที่ทางการคลังจำนวนมากได้ถูกใช้ไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ขณะนี้รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องฟื้นฟูกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่ เพราะในอนาคตจะยังมีแรงกระแทกเกิดขึ้นอีก มาตรการสนับสนุนควรถูกนำมาใช้อย่างทันท่วงที ตรงเป้าหมาย และเป็นการชั่วคราว และควรทยอยยุติลงเมื่อแรงกระแทกนั้นผ่านพ้นไปแล้ว”

สารสำคัญจาก IMF อยู่ที่การออกแบบมาตรการให้แม่นยำ ทั้งกลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และจังหวะการถอน มาตรการที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็นจะลดพื้นที่สำหรับรับมือวิกฤตใหม่ ขณะที่การถอนเร็วเกินไปอาจกระทบประชาชนและธุรกิจที่ยังเปราะบาง

คำตอบของ Petya ไม่ได้จัดอันดับว่าพื้นที่การคลังของไทยแข็งแรงหรืออ่อนแอกว่าประเทศอื่นในอาเซียน เธอวางหลักการกว้างสำหรับทุกประเทศว่า ควรใช้ช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้นสร้างกันชนกลับคืนมา เพราะแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจะยังเกิดขึ้นอีก

ไทยจะใช้เวที IMF-World Bank อย่างไร

ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหลังจากปี 1991 การประชุมจะรวบรวมผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลังและการพัฒนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก

เมื่อถามว่าไทยควรใช้โอกาสนี้อย่างไร Petya มองว่า การประชุมจะเกิดขึ้นในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงและแรงกระแทกต่อเนื่อง ประเด็นเรื่อง resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว จึงมีแนวโน้มอยู่กลางวงสนทนา

“การประชุมประจำปีจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก หลังจากเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกครั้งแล้วครั้งเล่า ดิฉันคาดว่าประเด็นสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยืดหยุ่น และความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างประเทศสมาชิก เอเชียและประเทศไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก และเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความยืดหยุ่นในการรับมือกับแรงกระแทก”

Petya คาดว่าการหารือจะมุ่งไปที่แนวทางปฏิบัติและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อหาวิธีสร้างเศรษฐกิจที่สามารถรับมือกับแรงกระแทกในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับไทย เวทีนี้เปิดพื้นที่ให้นำเสนอประสบการณ์ของภูมิภาค ทั้งการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน การรับมือความผันผวนของพลังงาน การใช้ประโยชน์จากวัฏจักร AI และการรักษาพื้นที่ทางนโยบายสำหรับวิกฤตครั้งถัดไป

ตัวเลขเติบโต 1.9% สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ส่วนความแข็งแรงในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาคน การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการสร้างกันชนทางการคลังให้กลับมาเพียงพอ ก่อนแรงกระแทกระลอกใหม่จะมาถึง

Back To Top