Cover Image

IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% ยกเอเชียแปซิฟิกเด่น ด้าน GDP ไทยขยายตัว 2.1%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook (WEO) ฉบับเดือนตุลาคม ภายใต้หัวข้อ “Resilience Under Strain, Urgent Choices” ระหว่างการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับแรงกระแทกได้ แต่ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.1% ลดลง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ก่อนจะเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.4% ในปี 2570 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกได้รับแรงกระทบจาก 2 ปัจจัยหลักที่เคลื่อนไหวสวนทางกัน

ด้านหนึ่งคือแรงกดดันเชิงลบจากภาวะช็อกด้านอุปทานโลก ซึ่งเกิดจากสงครามและราคาพลังงาน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นแรงหนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแสการลงทุนและการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แม้แรงกดดันจากฝั่งอุปทานและอุปสงค์จะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทิศทางที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองปัจจัยต่างสร้างแรงกดดันต่อระดับราคา โดย IMF คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลกจะอยู่ที่ 4.7% ในปีนี้ ก่อนชะลอลงเป็น 4.1% ในปี 2570 ขณะที่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังอยู่ในวงจำกัด

IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของอุตสาหกรรม AI และแรงกดดันด้านการคลังจากระดับหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับความเสี่ยงด้านสินค้าโภคภัณฑ์และภูมิรัฐศาสตร์ IMF ระบุว่า ความขัดแย้งรอบใหม่ในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานให้ปรับตัวสูงขึ้น แม้กลไกตลาด เช่น การปรับเส้นทางอุปทาน การนำสินค้าคงคลังออกมาใช้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการทดแทนด้วยเชื้อเพลิงทางเลือก จะช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงแรก แต่ IMF เตือนว่าความสามารถในการรองรับแรงกระแทกดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด

ในกรณีเลวร้าย หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปกติประมาณ 40% ประกอบกับส่วนชดเชยความเสี่ยงของพันธบัตรระยะยาว หรือ Bond Term Premium อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่อาจขยายตัวต่ำกว่าคาดอีกประมาณ 0.5-0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2570 โดย IMF ประเมินว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่ออีกประมาณ 6 เดือน

ด้าน AI IMF ระบุว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าโลก โดยการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้น 29% ระหว่างปี 2566-2568 เทียบกับการค้าโลกโดยรวมที่ขยายตัว 8.3%

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า ห่วงโซ่อุปทาน AI ยังกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ ไม่กี่อุตสาหกรรม และไม่กี่บริษัท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานของมูลค่าตลาดและภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของระบบการเงิน

ส่วนความเสี่ยงด้านการคลัง IMF ระบุว่า ต้นทุนการกู้ยืมและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงกำลังเพิ่มภาระดอกเบี้ยของรัฐบาล เบียดบังการใช้จ่ายที่จำเป็น และลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับรองรับวิกฤตในอนาคต

ในด้านนโยบาย IMF แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนจากการประคองสถานการณ์ ไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังและเสริมความยืดหยุ่นด้านอุปทาน โดยประเทศที่มีหนี้และขาดดุลในระดับสูงควรเร่งปรับสมดุลการคลัง ขณะที่มาตรการช่วยเหลือควรเป็นแบบชั่วคราวและตรงเป้าหมายเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

ด้านนโยบายการเงิน IMF ระบุว่า ธนาคารกลางควรยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา และดำเนินนโยบายการเงินในระดับที่เข้มงวดเพียงพอ เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง รวมถึงรักษาความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะยาว พร้อมย้ำว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

สำหรับแนวโน้มรายภูมิภาค IMF ระบุว่า เอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น

IMF คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 7.0% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจจีนคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปีนี้ และ 4.0% ในปี 2570 ส่วนประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และไทย มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนด้านการเติบโตมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปีนี้ พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่ 2.1% ก่อนที่เงินเฟ้อจะชะลอลงเหลือ 1.7% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัว 2.1% โดย IMF มองว่าไทยมีแนวโน้มหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด

นอกจากนี้ IMF ยังตั้งข้อสังเกตว่า ครึ่งหนึ่งของประเทศกลุ่ม G7 ยังไม่มีแนวโน้มลดการขาดดุลการคลังในช่วงปี 2568-2574 ขณะที่สหราชอาณาจักรและอินเดียถูกยกเป็นตัวอย่างประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบายปรับสมดุลการคลังแล้ว

Back To Top