Cover Image

IAEA จี้อิหร่านเปิดทางตรวจโรงงานนิวเคลียร์ด่วน หวั่นเสี่ยงแพร่ขยายอาวุธ : อินโฟเควสท์

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาการถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยด่วนที่สุด โดยระบุในรายงานประจำไตรมาสเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่า การขาดข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์และการไม่สามารถเข้าตรวจสอบสถานที่จริงได้นั้น ถือเป็นประเด็นที่น่าวิตกอย่างยิ่งต่อการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

ในรายงานดังกล่าว IAEA แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อกรณีที่ไม่สามารถเข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ในเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลหลายระลอกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ด้านราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA กล่าวย้ำความเชื่อมั่นว่า ปัญหาเรื้อรังและวิกฤติต่าง ๆ ที่วนเวียนอยู่รอบประเด็นเหล่านี้ จำเป็นต้องคลี่คลายด้วยข้อตกลงทางการทูตระยะยาวที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้

อย่างไรก็ดี อิหร่านยังคงไม่อนุญาตให้เข้าตรวจสอบที่ตั้งทางนิวเคลียร์ที่ถูกโจมตีทางอากาศ แม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะอ้างว่าได้ทำลายโรงงานและสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจนใช้การไม่ได้แล้วก็ตาม แต่ปริมาณคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านในปัจจุบันยังคงไม่สามารถตรวจนับยืนยันยอดได้อย่างแน่ชัด

สหรัฐฯ อ้างว่า มูลเหตุจูงใจในการเปิดฉากทำสงครามเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา คือการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม อิหร่านสามารถเบี่ยงเบนจุดสนใจของการสู้รบ ไปสู่การเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ

โมฮัมหมัด เอสลามี ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน กล่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ว่า “IAEA จะยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบศูนย์เหล่านี้ได้ จนกว่าจะมีการกำหนดเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติเฉพาะสำหรับการตรวจสอบพื้นที่ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางทหาร”

ทั้งนี้ อิหร่านเคยประกาศระงับความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (UN) หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิ.ย. 2568 ซึ่งรวมถึงการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ ก่อนจะกลับมาประกาศในเดือนก.ย. 2568 ว่าจะอนุญาตให้คณะผู้ตรวจการของ UN กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง

ที่ผ่านมา อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีเป้าหมายทางทหารแอบแฝงในโครงการนิวเคลียร์ พร้อมยืนกรานในสิทธิอันชอบธรรมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือน

อย่างไรก็ตาม IAEA ซึ่งเตรียมนำรายงานฉบับล่าสุดนี้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะมนตรีผู้ว่าการระหว่างวันที่ 21–25 ก.ย. นี้ เคยระบุในรายงานก่อนหน้านี้ว่า ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสะสมของอิหร่านนั้นพุ่งสูงเกินกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการใช้งานทางพลเรือนไปมาก แม้จะยังไม่ถึงขั้นระดับที่นำไปผลิตเป็นหัวรบอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

Back To Top