Hyper-independence ภาวะพึ่งตัวเองจนเกินพอดี งานล้นมือแค่ไหนก็บอกว่า ‘ไหว’

Hyper-independence หรือภาวะพึ่งตัวเองมากเกินไป คืออาการของคนที่รู้สึกว่าต้องจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ไม่ยอมขอให้ใครช่วยถึงจะลำบากแค่ไหนก็ตาม
นิสัยแบบนี้มักมีที่มา หลายคนเคยฝากความหวังไว้กับคนอื่น แต่สุดท้ายกลับต้องแก้ปัญหาเองคนเดียว หรือต้องตามแก้งานที่คนอื่นทำไว้ไม่เรียบร้อย พอเจอแบบนี้บ่อย ๆ เข้าก็เลยสรุปกับตัวเองว่าทำเองน่าจะง่ายกว่า บางคนก็โตมาแบบที่ต้องพึ่งตัวเองตั้งแต่เด็ก เพราะไม่เคยมีใครให้พึ่ง พอเริ่มทำงานก็ยังมาเจอที่ทำงานที่ไม่ค่อยมีใครสอน ไม่มีขั้นตอนชัด ๆ ทุกคนต้องลองผิดลองถูกกันเอง นิสัยพึ่งตัวเองเลยยิ่งหนักขึ้นไปอีก
นานไปก็กลายเป็นคนที่ทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีใครคอยดู และไม่อยากเป็นภาระใคร เวลามีคนถามว่าไหวไหม คำตอบก็มักจะเป็น ‘ไหว’ ทั้งที่ข้างในอาจจะเหนื่อยจนแทบรับไม่ไหวแล้ว ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ นิสัยนี้ก็จะส่งผลเสียกับตัวเองมากกว่าที่คิด
หลายบริษัทอาจชอบพนักงานแบบนี้ เพราะไม่ต้องดูแลมาก ส่วนคนทำเองก็ได้ฝึกทักษะหลายอย่าง บางคนได้รับงานใหญ่ ๆ ด้วย แต่ข้อเสียก็ตามมาเรื่อย ๆ
ยิ่งดูเก่ง ยิ่งไม่มีใครถามว่าโอเคไหม
พอเราดูเหมือนจัดการทุกอย่างได้เอง คนรอบตัวก็คิดว่าเราไหว เลยไม่มีใครมาถามว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม ส่วนเราเองก็ไม่ได้บอกใคร เพราะชินกับการทำเองมานานแล้ว ทุกคนก็เลยเข้าใจไปว่าเราสบายดี
สุดท้ายเราก็ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งงานของตัวเอง งานที่ต้องไปช่วยคนอื่นและความคาดหวังว่าเราต้องทำได้ทุกอย่าง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครเห็นและก็ไม่มีใครมาช่วยแบ่ง
พอแบกแบบนี้ไปนาน ๆ ก็เริ่มหมดไฟกับงาน อาจไม่ได้หนักถึงขั้นอยากลาออกทันที แต่ความสุขในการทำงานจะค่อย ๆ หายไปทีละนิด เริ่มไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ เหนื่อยง่ายกว่าเดิม เพราะมัวแต่ประคองทุกอย่างไว้จนลืมดูแลตัวเอง
แบกงานอยู่คนเดียว ทำให้สมองเริ่มตื้อ
คนที่แบกงานคนเดียวนาน ๆ มักมีอาการ ‘สมองตื้อ’ คิดอะไรช้า จับประเด็นไม่ได้ หัวมึน ๆ ตลอดเวลา ในภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า Brain Fog เปรียบเทียบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดหน้าเว็บไว้หลายสิบหน้าพร้อมกัน เครื่องเลยอืดและค้าง
หนังสือ Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาชื่อดัง อธิบายไว้ว่าสมองเราคิดได้ 2 แบบ
- แบบเร็ว ใช้กับเรื่องที่ทำจนชิน ไม่ต้องคิดเยอะ เช่น แปรงฟัน หรือเดินทางไปทำงานเส้นทางเดิม
- แบบช้า ใช้กับเรื่องใหม่หรือเรื่องสำคัญที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น ตัดสินใจเรื่องงานหรือวางแผนงบ แบบนี้จะใช้พลังงานสมองเยอะมาก
ซึ่งถ้างานไม่มีขั้นตอนชัด ไม่มีใครช่วยคิด แล้วเราต้องตัดสินใจทุกเรื่องเอง สมองก็ต้องคิดแบบช้าทั้งวัน สุดท้ายสมองก็ล้า
อาการนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง มันเป็นสัญญาณว่าเรากำลังคิดคนเดียวมากเกินไป ควรแบ่งให้คนอื่นช่วยบ้าง เช่น การชวนเพื่อนร่วมทีมมาช่วยกันคิด หรือแค่คุยกับหัวหน้าสั้น ๆ ให้เข้าใจตรงกันว่าต้องทำอะไร
4 เรื่องที่คนพึ่งตัวเองเกินไปควรรู้
- เก่งแค่ไหนก็ขอให้คนอื่นช่วยได้ ไม่มีใครทำงานคนเดียวได้ตลอด การขอให้ช่วยเป็นเรื่องปกติ
- ยิ่งแอบแก้ปัญหาเงียบ ๆ ทีมยิ่งไม่รู้ว่ามีปัญหา ถ้าเราคอยเก็บงานให้ตลอด ทีมจะไม่มีวันรู้ว่าระบบงานมีจุดที่ต้องแก้ ปัญหาเดิมก็จะเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ
- ทีมที่ดีควรให้คนพึ่งกันได้ ถามได้โดยไม่โดนมองว่าโง่ คนใหม่เข้ามามีคนสอนงาน และทุกคนต้องคอยช่วยกันปรับงานไปเรื่อย ๆ
- เราบอกคนอื่นได้ว่าต้องการอะไร ถ้าข้อมูลไม่พอ อยากได้เวลาเพิ่ม หรืออยากทำงานในแบบที่ถนัด พูดออกมาได้เลย คนอื่นไม่รู้หรอกว่าเราต้องการอะไรถ้าเราไม่พูด
ต้องเริ่มเปลี่ยนจากตรงไหน
- มีปัญหาให้รีบบอก ไม่ต้องรอให้แก้เองจนเสร็จแล้วค่อยเล่า
- ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถาม ถามให้ตรงจุด ดีกว่าเดาแล้วทำผิดต้องแก้ใหม่
- บอกให้ชัดว่ารับงานไหวแค่ไหน งานไหนรับไหว งานไหนรับไม่ไหว พูดออกมาตรง ๆ
- ไม่ต้องรอให้ที่ทำงานเปลี่ยนก่อน เริ่มจากตัวเราเองได้เลย ต้องหัดบอกว่าต้องการอะไร และกล้าบอกคนอื่นแบบสุภาพเวลามีเรื่องที่ควรปรับ
การพึ่งพาตัวเองช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ไม่มีใคร แต่หากต้องการเติบโตในการทำงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่นคือสิ่งจำเป็น การขอความช่วยเหลืออาจทำให้รู้สึกกังวลหรือเกรงใจในตอนแรก แต่การกระจายงานและทำร่วมกันเป็นทีม ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแบกรับทุกอย่างไว้เพียงคนเดียว