HotMaxx ร้านขายสินค้าใกล้หมดอายุ เปิดมา 6 ปี มีรายได้ 2 หมื่นล้าน ขยายสาขาพันแห่งทั่วจีน โมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ - เส้นทางเศรษฐี
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกแบบลดราคา (discount retail) ในประเทศจีนได้กลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด และหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ HotMaxx แบรนด์ค้าปลีกสัญชาติจีนที่เติบโตจากร้านค้าเดียวในเซี่ยงไฮ้ สู่เครือข่ายร้านค้าเกือบพันสาขาภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี
จากวิกฤตสต๊อกสินค้าส่วนเกินสู่โมเดลธุรกิจพันล้าน
HotMaxx ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 โดยผู้ร่วมก่อตั้งสองคนคือ กู่ เสี่ยวเจี้ยน ผู้มีพื้นฐานด้านธุรกิจค้าส่ง และ ฟ่าน จื้อเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร ทั้งคู่เผชิญปัญหาสต๊อกสินค้าส่วนเกินจำนวนมากในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เดิมทีทั้งสองตั้งใจเพียงเปิดร้านเคลียร์สต๊อกชั่วคราวเพื่อระบายสินค้าแล้วปิดกิจการ แต่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคกลับดีเกินคาด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ร้านสาขาแรกเปิดตัวในศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ของเซี่ยงไฮ้ โดยจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มที่ใกล้หมดอายุในราคาลดพิเศษ ก่อนจะขยายกลุ่มสินค้าครอบคลุมทั้งสินค้าใกล้หมดอายุ สินค้าค้างสต๊อกจากแบรนด์ต่างๆ และสินค้าทดลองตลาดที่แบรนด์ใหญ่ใช้ HotMaxx เป็นช่องทางทดสอบตลาดก่อนวางจำหน่ายเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันร้านค้าของ HotMaxx แต่ละสาขาวางจำหน่ายสินค้ามากถึงราว 12,000 รายการ ครอบคลุมทั้งขนมแบรนด์ดัง เซรั่มบำรุงผิว และของใช้ในครัวเรือน

การเติบโตแบบก้าวกระโดด จากร้านเดียวสู่เกือบพันสาขา
เส้นทางการขยายตัวของ HotMaxx ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นของวงการค้าปลีกจีนยุคหลังโควิด ในช่วงเดือนเมษายนปี 2023 HotMaxx เริ่มเปิดระบบแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ และในขณะนั้นมีสาขาที่เปิดดำเนินการแล้วกว่า 500 แห่ง ครอบคลุม 32 เมืองทั่วประเทศจีน พร้อมประกาศแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกราว 600 แห่งภายในปีเดียว
การเติบโตดังกล่าวดำเนินต่อเนื่อง จนถึงเดือนธันวาคมปี 2025 HotMaxx มีจำนวนสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่ราว 954 แห่ง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองระดับหนึ่ง (Tier-1) เช่น เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสแรกของปี HotMaxx ยังรายงานอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีสูงกว่าร้อยละ 25 พร้อมกับส่วนแบ่งตลาดในเมืองระดับบนที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฐานลูกค้าของแบรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคาเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่กลุ่มผู้บริโภคในเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นด้วย
เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ HotMaxx ยังได้ขยายหมวดหมู่สินค้าจากเดิมที่เน้นขนมและของใช้ทั่วไป ไปสู่สินค้าลดราคาประเภทเสื้อผ้าแฟชั่นและสินค้าอนิเมะ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแบรนด์
ในด้านการขยายตลาดต่างประเทศ HotMaxx ได้เริ่มเปิดสาขาในฮ่องกง และประกาศแผนเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเป็นลำดับถัดไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความทะเยอทะยานของแบรนด์ในการก้าวข้ามขอบเขตตลาดจีนแผ่นดินใหญ่
รายได้และมูลค่าธุรกิจ
แม้ HotMaxx จะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่เปิดเผยผลประกอบการอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลของสื่อท้องถิ่นระบุว่ามูลค่าสินค้ารวมที่จำหน่ายได้ต่อปี (Gross Merchandise Value) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านหยวน หรือราว 19,000 ล้านบาท
หนึ่งในหมวดสินค้าที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือหมวดความงาม ซึ่งสัดส่วนรายได้จากสินค้าประเภทนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 ในปี 2020 เป็นร้อยละ 15 ในปี 2024 โดยในปี 2023 เพียงปีเดียว หมวดความงามสร้างรายได้ให้บริษัทเกือบ 700 ล้านหยวน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวจีนยังคงให้ความสำคัญกับแบรนด์ แม้จะเลือกซื้อสินค้าจากช่องทางลดราคาก็ตาม HotMaxx จึงกลายเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคใช้ทดลองสินค้าความงามแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ในด้านเงินทุน HotMaxx ผ่านการระดมทุนมาแล้วถึงห้ารอบระหว่างปี 2019 ถึง 2021 จากกลุ่มนักลงทุนหลากหลายราย ทั้งกองทุนร่วมลงทุนในจีนและต่างประเทศ อาทิ GSR Ventures, Grandway Capital, 5Y Capital, Ares Management, Dayone Capital และ Sky9 Capital จนทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นยูนิคอร์นที่มีมูลค่ากิจการแตะระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในเชิงประสิทธิภาพการดำเนินงาน HotMaxx สามารถบริหารสต๊อกสินค้าให้หมุนเวียนได้ภายในเวลาเฉลี่ยไม่ถึง 20 วัน และควบคุมอัตราสินค้าเสียหายหรือหมดอายุก่อนขายให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาสินค้าใกล้หมดอายุเป็นหลัก
วิกฤตและความท้าทายที่ HotMaxx ต้องเผชิญ
แม้เส้นทางการเติบโตของ HotMaxx จะดูสดใส แต่แบรนด์นี้ก็ไม่ได้ปราศจากความท้าทายและวิกฤตที่ต้องรับมือ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้
ประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหาร ถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าใกล้หมดอายุเป็นแกนหลัก จากข้อมูลของผู้ให้บริการฐานข้อมูลธุรกิจจีนรายหนึ่งระบุว่า HotMaxx เคยถูกหน่วยงานภาครัฐลงโทษทางปกครองมาแล้วถึงเจ็ดครั้ง ในข้อหาจำหน่ายสินค้าที่หมดอายุแล้วหรือมีการปลอมแปลงวันที่ผลิตและวันหมดอายุ ประเด็นดังกล่าวมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจาก HotMaxx ได้รับการรับรองมาตรฐาน B Corp ซึ่งเป็นการรับรองที่สื่อถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรมทางธุรกิจ ความผิดพลาดในด้านนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์อย่างมีนัยสำคัญ
การรับรู้ด้านราคาที่เปลี่ยนไป เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่แบรนด์ต้องเผชิญ เนื่องจากจุดขายดั้งเดิมของ HotMaxx คือราคาที่ต่ำกว่าตลาดอย่างชัดเจน แต่เริ่มมีเสียงวิจารณ์จากผู้บริโภคบางส่วนบนโซเชียลมีเดียว่าสินค้าบางรายการ “ไม่ถูกเหมือนเดิม” อีกต่อไป การรักษาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ด้านราคาย่อมเยากับความสามารถในการทำกำไรจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อย

การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตของ HotMaxx ในตลาดค้าปลีกลดราคาของจีน ปัจจุบันมีผู้เล่นหลากหลายรูปแบบแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีกแบบฮาร์ดดิสเคานต์จากต่างประเทศอย่าง Aldi ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วในจีน รวมถึง Costco และ Sam’s Club ผู้ค้าปลีกในประเทศรายอื่นอย่าง HitGou และเครือร้านขนมแบบซื้อจำนวนมากอย่าง Língshí Hěn Máng ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Pinduoduo ที่นำเสนอส่วนลดในระดับที่ใกล้เคียงกันผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกกว่า
ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลล่าสุดในปี 2025 ระบุว่าจำนวนสาขาที่เปิดใหม่ของ HotMaxx ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของจังหวะการขยายสาขาอย่างชัดเจน สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโดยรวมที่การแข่งขันได้เปลี่ยนโฟกัสจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันในมิติอื่นๆ เช่น ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและประสบการณ์ลูกค้า ผู้เล่นบางรายในอุตสาหกรรมนี้ถึงขั้นต้องถอนตัวออกจากตลาดเนื่องจากรับมือกับภาวะอิ่มตัวไม่ไหว
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของโมเดลธุรกิจ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากโมเดลของ HotMaxx พึ่งพาความไม่แน่นอนของสต๊อกสินค้าส่วนเกินเป็นสำคัญ หากในอนาคตแบรนด์ต่างๆ สามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้าของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปริมาณสินค้าส่วนเกินที่ไหลเข้าสู่ระบบของ HotMaxx ก็อาจลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อเสน่ห์สำคัญของแบรนด์ นั่นคือความรู้สึก “ล่าสมบัติ” ที่ผู้บริโภคได้จากการเลือกซื้อสินค้าที่ไม่แน่นอนในแต่ละครั้งที่เข้าร้าน ด้วยเหตุนี้ HotMaxx จึงเริ่มปรับกลยุทธ์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของสินค้าไปสู่สินค้าค้างสต๊อกประเภทอื่นและสินค้าทดลองตลาดมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสินค้าใกล้หมดอายุเพียงอย่างเดียว
HotMaxx ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของธุรกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤต แต่สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเติบโตจากร้านค้าเดียวสู่เครือข่ายเกือบพันสาขาภายในเวลาไม่ถึงหกปี พร้อมมูลค่าสินค้าที่จำหน่ายได้ในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้าของ HotMaxx ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในด้านการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร การบริหารภาพลักษณ์ด้านราคาท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด และการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมค้าปลีกจีนที่กำลังเคลื่อนจากยุคของการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปสู่ยุคของการแข่งขันด้วยประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
การจับตาดูว่า HotMaxx จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการควบคุมคุณภาพได้อย่างไรในอนาคต จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามพัฒนาการของอุตสาหกรรมค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียต่อไป
Tags
Related Posts
หลายคนรู้จัก “อายิโนะโมะโต๊ะ” (Ajinomoto) ในฐานะแบรนด์ที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือเบื้องหลังการพัฒนาสินค้า ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตอะไร” แต่เริ่มการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภค โดยข้อมูลจาก Euromonitor International พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับ Health & Wellness มากกว่าที่เคย ขณะที่ผลสำรวจของ Mintel พบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่อร่อย แต่คาดหวังให้อาหารตอบโจทย์ทั้ง รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด จึงนำ Consumer Insight และองค์ความรู้ด้าน AminoScience มาเป็นรากฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ภายใต้แนวคิด สร้างสังคมแห่งการกินดี มีสุข หรือ Eat Well, Live Well. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย ภายในงาน The Heartbeat by “AminoScience” ผู้บริหารผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าของอายิโนะโมะโต๊ะได้ร่วมแบ่งปันแนวคิด และมุมมองไว้อย่างน่าสนใจ สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าถึงและใช้งานได
8 สิงหาคม 2569
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
8 สิงหาคม 2569
ในโลกของธุรกิจการสร้างความชัดเจนให้กับแบรนด์คือหัวใจสำคัญ ล่าสุด UNO! Coffee ร้านกาแฟที่มี พีช–พชร จิราธิวัฒน์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “DOS! Matcha Company” ที่ขายแค่มัทฉะเพียงอย่างเดียว ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ “อร่อย เข้มข้น คุ้มค่า” ราคาเริ่มต้น 60 บาท เปิดเป็น Pop-up Store เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-28 สิงหาคม 2569 ที่มาของ DOS! Matcha เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “มัทฉะที่ดีคืออะไร?” ซึ่งจากคำถามนี้ทำให้ทางทีมงานเริ่มออกเดินทางเสาะหาแหล่งปลูก พร้อมกับทำ Blind Test หรือการชิมแบบไม่ดูแบรนด์ จนพบว่า “มัทฉะเกรดสูงที่สุด หรือสายพันธุ์ที่โด่งดังที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะถูกปากทุกคนที่สุดเสมอไป” ซึ่งหัวใจสำคัญของ DOS! Matcha คือการส่งต่อ “ความอร่อยที่ทุกคนเข้าถึงได้” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Great Matcha For All มาในราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 60 บาท ไปจนถึงระดับพรีเมียมที่ราคา 180 บาท จุดเด่นที่น่าสนใจคือการตั้งชื่อเมนูที่สื่อถึงรสชาติและที่มาให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันที ทำไมต้องแตกแบรนด์? การตัดสินใจไม่นำมัทฉะไปรวมกับร้าน UNO! Coffee เดิม แต่แยกออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ โดยใช้ชื่อ
7 สิงหาคม 2569
Andon Market คือร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารโดย AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI เป็นหัวหน้างานที่ผ่อนปรนและใจดี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขอบเขตการทำงาน และยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย จากรายงานของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พนักงานของร้าน Andon Market ในซานฟรานซิสโก ได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภายใต้การควบคุมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยตนเองมานานถึงสี่เดือนแล้ว ร้านดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารงานด้วย AI โดยมี AI Agent ชื่อ “Luna” เป็นผู้จัดการและคอยสั่งการพนักงานที่เป็นมนุษย์ 3 คน Andon Labs สตาร์ทอัพผู้อยู่เบื้องหลังโครงการนี้พบว่า บอส AI นั้นใจดีและให้อภัยได้อย่างน่าประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น มันมองข้ามการเข้างานสายซ้ำๆ ของพนักงานที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับไม่สนใจภารกิจหลักของงาน นั่นคือ การสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้น จริง “เธออาจจะเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ” ไคอา ริเวรา (Kaia Rivera) วัย 22 ปี ให้สัมภาษณ์กับ Times ถึง เกี่ยวกับลูน่า โดยเธอจะเป็นคนมาเปิดร้านทุกเช้า จัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง และคอยสอดส่องส
7 สิงหาคม 2569
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่นในราคาเข้า
7 สิงหาคม 2569
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ 80% ของธุรก
6 สิงหาคม 2569