ช็อก!ไทยยังพบผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ปีละ 8-9 พันราย ไม่รู้ตัวอีกเกือบ 6 หมื่นราย แพทย์แนะเข้าคัดกรองฟรีทุกสิทธิ!

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย รศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในประเทศไทยว่า แม้ระบบการรักษาและการป้องกันจะพัฒนาขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้
รศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า ตัวเลขผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยปัจจุบันประมาณ 500,000 คน เป็นตัวเลขสะสมที่รวมทั้งผู้ติดเชื้อรายเดิมและผู้ติดเชื้อรายใหม่ จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษา มีคุณภาพชีวิตดี และมีอายุยืนยาวขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขที่สะท้อนว่ามีการระบาดรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบันเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 8,000-9,000 รายต่อปี และตัวเลขดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป้าหมายของประเทศคือการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือต่ำกว่า 1,000 รายต่อปี เพื่อมุ่งสู่การยุติปัญหาเอดส์ในอนาคต
“เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ประเทศไทยเคยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึงประมาณ 170,000 รายต่อปี ก่อนที่สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นจากมาตรการป้องกันและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับหยุดนิ่ง ไม่ลดลงตามเป้าหมาย” รศ.นพ.โอภาสกล่าว
รศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังลดลงไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากการขาดเครื่องมือป้องกัน แต่เป็นปัญหาการเข้าถึงและการรับรู้ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งถุงยางอนามัยและยาป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง หรือไม่รู้ว่าสามารถเข้าถึงบริการป้องกันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังพบว่าความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีในสังคมยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้น และจำเป็นต้องได้รับการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมมากกว่าเดิม
รศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า แม้การให้ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีในกลุ่มเยาวชนจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ เพราะกลุ่มเยาวชนที่มีความเสี่ยงมีจำนวนมาก จึงเห็นว่าประเทศไทยควรเริ่มสร้างความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยตั้งแต่ในโรงเรียน และบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองตั้งแต่วัยต้น ไม่ใช่เพียงการบอกให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
เมื่อถามว่าสถานการณ์ในกลุ่มเยาวชนเข้าขั้นวิกฤตหรือไม่ รศ.นพ.โอภาส ตอบว่า ถือว่าอยู่ในจุดวิกฤตแล้ว และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนโยบาย โรงเรียน ผู้ปกครอง และตัวเยาวชนเอง เพื่อเพิ่มความรู้และลดการติดเชื้อรายใหม่ให้ได้
สำหรับเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ของประเทศไทยในปี 2573 นั้น รศ.นพ.โอภาส ยอมรับว่า ยังเป็นเป้าหมายที่ทำได้ยาก หากไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จากระดับ 8,000-9,000 รายต่อปี ลงมาให้เหลือประมาณ 1,000 รายต่อปีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การขยายบริการป้องกันและตรวจหาเชื้อออกจากโรงพยาบาลไปสู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ไม่กล้าเข้ารับบริการในสถานพยาบาล รวมถึงการจัดบริการเชิงรุก เช่น คลินิกชุมชนและหน่วยเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศไทยดำเนินการแล้วและเห็นผลดี
รศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า มีการประเมินว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ทราบสถานะของตนเองเกือบ 60,000 คน ซึ่งถือเป็นอีกความท้าทายสำคัญ เพราะหากประชาชนได้รับการตรวจเร็ว ก็จะสามารถเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็วและลดโอกาสแพร่เชื้อต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการตรวจให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น