Cover Image

GULF ฟุ้งไตรมาส2 Core Profitทุบสถิติ 1.23หมื่นล.

  1. หน้าหลัก 
  2. เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  3. การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม 
  4. อุตสาหกรรม-พลังงาน 

GULF ฟุ้งไตรมาส2 Core Profitทุบสถิติ 1.23หมื่นล.

เผยแพร่: 6 ส.ค. 2569 18:48   ปรับปรุง: 6 ส.ค. 2569 18:48   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



GULF ฟุ้งกำไรจากการดำเนินงาน( Core Profit)ไตรมาส 2/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 12,332 ล้านบาท เติบโต 74%จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS โดยมีกำไรสุทธิ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871ล้านบาท เหตุไม่มีกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 40,617 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จาก 7,101 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 550 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เพิ่มขึ้น


ทั้งนี้ โรงไฟฟ้า SPP 19 แห่งภายใต้กลุ่ม GMP และ GJP มีกำไรลดลงเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 317 บาทต่อล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2568 เป็น 363 บาทต่อล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2569 สวนทางกับค่า Ft เฉลี่ย ที่ปรับลดลงจาก 0.2539 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในไตรมาส 2/2568 เป็น 0.1406 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมของทั้งสองกลุ่มโรงไฟฟ้ายังคงเพิ่มขึ้น บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 269 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเพิ่มขึ้น 101% สาเหตุหลักมาจากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด PJM โดยค่า Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 108 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 2/2568 เป็นเฉลี่ย 289 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวันในไตรมาส 2/2569

ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน ( solar BESS) ในประเทศ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม โดยในปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 402 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 153%และบริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul จำนวน 114 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 25% ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในประเทศเวียดนาม มีผลขาดทุนลดลง 48 ล้านบาท หลังจากที่ได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนามเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาขายไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.9 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 2/2568 มาอยู่ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 2/2569

ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากราคาขายเฉลี่ยซึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันเตาที่ปรับสูงขึ้นส่วนธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภายใต้ GLNG และ HKH ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ รับรู้กำไรจำนวน 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157% จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 37 ลำ คิดเป็นปริมาณประมาณ 2.4 ล้านตัน

ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% รวมทั้งรับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท อีกทั้งมีผลกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในสัดส่วน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้แก่ J-Power จำนวน 1,928 ล้านบาท
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับ 13,432 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 ในขณะที่กำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของ
บริษัทใหญ่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 ที่มีบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท


นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 สะท้อนศักยภาพของธุรกิจหลักของบริษัทฯ ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 12-15% ในปี 2569 สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานภายในประเทศ จำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 ซึ่งคาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติมอีกประมาณ 60-70 เมกะวัตต์

ปัจจุบันบริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการพลังงานลม ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว จำนวน 3 โครงการ ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2573–2576 อีกด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ อาทิ โครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ โครงการนำร่อง Direct PPA และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมุ่งขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะยุโรปและสหราชอาณาจักร โดยได้จัดตั้งสำนักงานในกรุงลอนดอน เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปต่อไป

นอกจากธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่จะเข้ามาเสริมการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center, Cloud และ AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่โครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GEDC01 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการสูงสุด 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570

Back To Top