Grammy RS Concerts เมื่อสองยักษ์เพลงไทยจับมือสร้างประวัติศาสตร์
28 มีนาคม 2566 คือวันที่หลายคนในวงการเพลงไทยไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
เมื่อ GMM Grammy และ RS Music สองค่ายเพลงที่อยู่คนละฝั่งของวงการมาตลอดสามทศวรรษ ประกาศร่วมจัดตั้งกิจการร่วมค้าในชื่อ ACROSS THE UNIVERSE JOINT VENTURE และประกาศซีรีส์คอนเสิร์ตร่วมที่ใช้ชื่อว่า Grammy RS Concerts
ความฮือฮาเริ่มตั้งแต่นาทีแรกที่ทีเซอร์โปสเตอร์ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย ก่อนงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้น
ทำไมสองค่ายที่เคยแข่งกันถึงจับมือกัน

เพื่อจะเข้าใจว่า Grammy RS Concerts มีความหมายอะไร ต้องเข้าใจก่อนว่าความสัมพันธ์ระหว่าง GMM Grammy และ RS Music คืออะไรมาตลอด 30 ปี
ทั้งสองค่ายก่อตั้งขึ้นในยุคทองของเพลงไทยช่วงทศวรรษ 2530-2540 GMM Grammy เป็นค่ายที่ครองตลาดด้วยเพลงแนวกว้างและศิลปินที่มีฐานแฟนคลับจำนวนมาก ส่วน RS Music มีจุดเด่นที่เพลงแนวแดนซ์ เพลงแร็ป และศิลปินสไตล์ชัดเจน พวกเขาแข่งกันทั้งในชาร์ตเพลง การจัดคอนเสิร์ต และการแย่งชิงตลาดมาตลอด
แต่เมื่อโลกเปลี่ยน สตรีมมิ่งเข้ามาแทนที่ซีดี และการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยอีกต่อไป ทั้งสองค่ายมองเห็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่จะพาเพลงไทยออกไปสู่ตลาดโลกได้ไม่ใช่การแข่งกันเอง แต่คือการสร้าง Infrastructure ที่แข็งแกร่งพอที่จะส่งออกความสร้างสรรค์ไปสู่คนทั้งโลก
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันสอดคล้องกับนโยบาย Soft Power ของประเทศที่มองเพลงไทย ซีรีส์ไทย และวัฒนธรรมบันเทิงเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นที่รู้จักและมูลค่าทางเศรษฐกิจในตลาดโลก
คอนเสิร์ตที่ใช้ความคิดถึงเป็นเชื้อเพลิง

สิ่งที่ทำให้ Grammy RS Concerts ต่างจากคอนเสิร์ตรวมศิลปินทั่วไปคือกลยุทธ์ที่ไม่ได้แค่รวมคนมายืนร้องเพลงบนเวทีเดียวกัน แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ดึงความทรงจำของคนยุค 80s 90s และ 2K ออกมาได้อย่างแม่นยำ
ซีรีส์คอนเสิร์ตครั้งแรกในปี 2566 เริ่มจาก 90’s Versary คอนเสิร์ตที่รวมศิลปินยุค 90 ของทั้งสองค่าย จากนั้นตามด้วย 2K Celebration Concert สำหรับศิลปินยุค 2000 และ Hit 100 ที่รวมเพลงฮิตจากทุกยุค ต่อมาในปี 2567 ขยายด้วย Hit 100 Vol.2 และปิดท้ายปีด้วย Dance Arena Grammy RS Concerts ที่เปลี่ยนอิมแพ็ค อารีน่าให้กลายเป็น “ผับ Arena” ขนาดใหญ่ ด้วยศิลปินสายแดนซ์กว่า 27 คน ทั้งจาก Grammy และ RS
แต่ละคอนเสิร์ตถูกออกแบบให้มีธีมชัดเจน แตกต่างกัน และตอบโจทย์กลุ่มผู้ชมที่ต่างกันออกไป ทำให้คนที่ไปคอนเสิร์ตหนึ่งแล้วยังอยากไปอีกคอนเสิร์ตหนึ่ง
เบื้องหลังที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง
ความสำเร็จของ Grammy RS Concerts ไม่ได้อยู่แค่ที่ยอดขายบัตรหมดเร็ว แต่อยู่ที่ว่ามันพิสูจน์สมมติฐานหนึ่ง นั่นคือคนไทยยังรักเพลงในยุคทองอย่างลึกซึ้ง และความคิดถึงนั้นยังสามารถแปลงเป็นพฤติกรรมการซื้อบัตรคอนเสิร์ตราคาหลายพันบาทได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบ Live Event ที่สร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถดูผ่านยูทูบหรือสตรีมมิ่งได้ คือทิศทางที่อุตสาหกรรมเพลงระดับโลกกำลังเดินมาในทุกวันนี้ Taylor Swift, Beyoncé และศิลปินระดับโลกล้วนพิสูจน์แล้วว่า Live Concert ไม่ใช่สิ่งที่เป็นแค่ผลพลอยได้จากการทำเพลง แต่คือธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มหาศาลและสร้างความผูกพันระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงในแบบที่ดิจิทัลทำไม่ได้
Infrastructure ที่ใหญ่กว่าคอนเสิร์ต
สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่าตัวคอนเสิร์ตคือวิสัยทัศน์เบื้องหลังของ ACROSS THE UNIVERSE JOINT VENTURE
ความร่วมมือนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดคอนเสิร์ตชุดเดียวแล้วจบ แต่มีแผนทำงานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2568 และมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เพลงไทยมีพื้นที่บนเวทีโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำ catalog เพลงเก่าไปสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก การต่อยอดสินทรัพย์ทางดนตรีที่สะสมมากว่า 30 ปีของทั้งสองค่าย และการสร้างแบรนด์ของวงการเพลงไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดเอเชียและต่างประเทศ
เพลงยุค 90 ของไทยมีคุณสมบัติที่น่าสนใจมาก — มีความเป็นเอกลักษณ์สูง ถูกผลิตในยุคที่อุตสาหกรรมเพลงไทยแข็งแกร่งที่สุด และยังเป็นที่รักของคนหลายรุ่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยและคนที่รัก T-Pop ในต่างแดน
เมื่อคืนวันเก่ากลายเป็นกลยุทธ์ใหม่
บางคนอาจมองว่า Grammy RS Concerts แค่เอาเพลงเก่ามาขายใหม่ แต่ในแง่ธุรกิจและวัฒนธรรม มันคือการมองเห็นมูลค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้วและยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
และสำหรับคนที่เคยโตมากับเพลงเหล่านั้น ทุกครั้งที่เสียง intro ของเพลงดังขึ้นในอิมแพ็ค อารีน่า ก็ไม่ใช่แค่การได้ยินเพลง แต่คือการได้กลับไปในช่วงเวลาที่ชีวิตรู้สึกเบากว่าที่เป็นอยู่
และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีแพลตฟอร์มดิจิทัลไหนทำแทนได้