กขค.ล็อกเป้าแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ ไม่ดูแค่ “GP” แต่คุมทั้งโมเดลธุรกิจ-อัลกอริทึม-ไรเดอร์
ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเข้าสู่ช่วงถูกจับตาเข้มข้นมากขึ้น หลังสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มรายใหญ่เข้าสู่กระบวนการพิจารณากว่า 20 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ การบังคับจัดโปรโมชัน การบังคับใช้บริการขนส่ง ไปจนถึงพฤติกรรมทางการค้าในรูปแบบอื่นที่อาจกระทบการแข่งขัน
กขค.ส่งสัญญาณชัดว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มยุคใหม่ไม่สามารถดูเฉพาะ “GP” หรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาทั้ง Business Model ตั้งแต่โครงสร้างตลาด อำนาจเหนือตลาด การมองเห็นร้านค้า ระบบจัดลำดับสินค้า อัลกอริทึม การใช้ข้อมูล เงื่อนไขทางการค้า และผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย ไรเดอร์ และผู้บริโภค
“พิทยา” เข้าประชุมทำเนียบฯ วางกรอบกำกับแพลตฟอร์ม
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
การประชุมมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อบูรณาการแนวทางกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
ประเด็นที่หารือครอบคลุมสถานการณ์และผลการศึกษาค่าธรรมเนียมและค่าบริการของแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ GP แนวทางกำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของแพลตฟอร์ม แนวทางใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการค้าแบบเปิด หรือ Open Commerce Network : OCN และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. …. เพื่อวางระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างสมดุลระหว่างแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้บริโภค
ร้องเรียนแพลตฟอร์มกว่า 20 เรื่อง ค่าธรรมเนียม-โปรโมชัน-ขนส่ง
พลตำรวจโทพิทยาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กขค. กว่า 20 เรื่อง โดยมีประเด็นเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ค่าบริการ การบังคับจัดโปรโมชัน การบังคับใช้บริการขนส่ง และพฤติกรรมทางการค้ารูปแบบอื่น
ขณะนี้เรื่องร้องเรียนดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีตามกรอบของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
สำหรับประเด็นค่าธรรมเนียม GP กขค.ได้ติดตามและให้ผู้ประกอบธุรกิจชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยจะไม่พิจารณาจากระดับค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่จะดูสภาพการแข่งขัน โครงสร้างตลาด เหตุผลทางธุรกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ กขค.ยังให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการลดหรือปิดกั้นการมองเห็นร้านค้าและสินค้า รวมถึงการจัดลำดับและการแสดงผลบนแพลตฟอร์ม เพราะกลไกเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงผู้บริโภคและโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ
ไม่ดูแค่ “GP” แต่ต้องมองทั้ง Business Model
พลตำรวจโทพิทยาย้ำว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ต้องพิจารณารูปแบบการดำเนินธุรกิจโดยรวม หรือ Business Model โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจส่งผลให้คู่ค้าไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
กขค.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและพิจารณาพฤติกรรมในหลายมิติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเท่าทันรูปแบบธุรกิจยุคดิจิทัล และประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันได้อย่างรอบด้าน
ประเด็นนี้สะท้อนว่า อำนาจของแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่ที่การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขทางการค้า การเข้าถึงลูกค้า การมองเห็นสินค้า การจัดลำดับผลการค้นหา การบังคับใช้บริการเสริม และการกำหนดกติกาที่ผู้ประกอบการรายย่อยอาจไม่มีอำนาจต่อรอง
เปิดคำวินิจฉัย สร้างแรงป้องปรามก่อนผิดซ้ำ
พลตำรวจโทพิทยายังระบุว่า ปัจจุบัน กขค.มีนโยบายเพิ่มการสื่อสารเชิงรุกต่อสาธารณชน โดยได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการเผยแพร่คำวินิจฉัยของ กขค. ซึ่งอยู่ระหว่างส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อระเบียบมีผลใช้บังคับ ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจจะสามารถติดตามคำวินิจฉัย แนวทางการพิจารณาคดีของ กขค. ข้อมูลลักษณะพฤติกรรมที่ถูกตรวจสอบ เหตุผลในการดำเนินคดี หลักเกณฑ์ในการพิจารณา และโทษทางกฎหมาย
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการลงโทษเมื่อเกิดการกระทำผิดแล้ว แต่เป็นการสร้างผลในการป้องปราม หรือ Deterrence เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจรับรู้แนวทางบังคับใช้กฎหมาย และลดความเสี่ยงต่อการกระทำซ้ำในตลาดแพลตฟอร์ม
ระยะกลางเล็งใช้ Ex ante ป้องกันก่อนเกิดผลกระทบ
สำหรับการดำเนินงานระยะกลาง กขค.อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลเชิงป้องกัน หรือ Ex ante เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องขออนุญาตหรือแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแลก่อนดำเนินการบางประเภท
แนวทางดังกล่าวจะพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กขค. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดทำกติกาที่สอดคล้องกันและแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ในระยะยาว กขค.จะเชื่อมโยงการกำกับดูแลเข้ากับการพัฒนากฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นต่อผู้ประกอบธุรกิจ และยังคงส่งเสริมการแข่งขันกับนวัตกรรม
พลตำรวจโทพิทยากล่าวว่า กขค.พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง Digital Ecosystem ของไทยให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายให้แพลตฟอร์มดิจิทัลเติบโตบนพื้นฐานการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
“วรวรรณ” ชงกติกาแพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งของ
อีกด้านหนึ่ง นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม หรือ Ride-hailing ครั้งที่ 1/2569

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเอกสารหลักการ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 18-31 สิงหาคม 2569
แนวทางนี้เกิดขึ้นหลัง กขค.เห็นว่าตลาดเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์เติบโตเร็ว แต่มีโครงสร้างการแข่งขันที่กระจุกตัวสูง และมีประเด็นที่อาจกระทบทั้งร้านอาหาร ไรเดอร์ ผู้บริโภค และผู้ให้บริการรายอื่นในตลาด
Food Delivery ร้องเรียน 17 เรื่อง ตลาดโตแต่ปัญหายังเพิ่ม
นางวรวรรณเปิดเผยว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจ Food Delivery เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและไรเดอร์ประสบปัญหากับผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร
ด้วยเหตุนี้ ปลายปี 2563 กขค.จึงออกประกาศเรื่อง “แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารกับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร” หรือไกด์ไลน์ Food Delivery เพื่อกำกับดูแลตลาดดังกล่าว
นับตั้งแต่ประกาศมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน ช่วงเดือนธันวาคม 2563-สิงหาคม 2569 สำนักงาน กขค.ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารรวม 17 เรื่อง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับขนาดตลาดธุรกิจ Food Delivery ที่เติบโตเร็วตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
Ride-hailing แตะ 4.5 หมื่นล้าน ไรเดอร์กว่า 4 แสนราย
ขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2568 ราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 49,000 ล้านบาทภายในปี 2572
ปัจจุบันจำนวนไรเดอร์ในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันมีมากกว่า 400,000 ราย สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดังกล่าว
นอกจากนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด Ride-hailing และบริการจัดส่งออนดีมานด์ เช่น Food Delivery ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทย ทำให้ตลาดกระจุกตัวสูง มีผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย หรือ Duopoly
ประเด็นที่พบว่าอาจกระทบการแข่งขัน ได้แก่ โครงสร้างค่าธรรมเนียม GP ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาระบบอัลกอริทึม การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน หรือ Batching ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้านและส่งสองที่พร้อมกันแต่กลับปรับลดค่ารอบ ระบบจัดลำดับงานที่เอื้อไรเดอร์ระดับสูง ความคลาดเคลื่อนของระบบ GPS ที่ทำให้ระยะทางไม่ตรงกับความเป็นจริง และการใช้ Dark Patterns ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด
นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างแท็กซี่สาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด กับรถส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม จนอาจก่อให้เกิด “สนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”
กติกาใหม่คุม GP-Exclusive-Rate Parity-Dark Patterns
นางวรวรรณระบุว่า กขค.เห็นว่าไกด์ไลน์ Food Delivery ที่ออกประกาศใช้เมื่อปลายปี 2563 ยังไม่ครอบคลุมธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ จึงเห็นควรจัดทำ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์”
ข้อกำหนดดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ ทั้งบริการรับส่งของและรับส่งอาหาร โดยกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหลายด้าน
ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเรียกเก็บ GP ค่าโฆษณา และค่าโปรโมชันที่ไม่เป็นธรรม การกำหนดเงื่อนไขจำกัดสิทธิ หรือ Exclusive Dealing การบังคับราคาเท่ากันทุกช่องทาง หรือ Rate Parity การออกแบบการใช้งานแพลตฟอร์มไม่โปร่งใสจนทำให้ผู้ใช้งานส่งคำสั่งไปโดยเข้าใจผิด หรือ Deceptive Patterns/Dark Patterns และการจัดลำดับหรือแสดงบริการของแพลตฟอร์มตนเองก่อน หรือ Self-preferencing
ควบคู่กันนั้น ยังจะกำหนดมาตรฐานที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ ได้แก่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะและไรเดอร์ การตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ให้บริการ การเปิดเผยข้อมูลบริการอย่างโปร่งใส และการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมาย
เปิดรับฟังถึง 31 ส.ค. คาดประกาศใช้สิ้น ก.ย.
กขค.เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อกำหนดดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 18-31 สิงหาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.tcct.or.th หรือทางอีเมล [email protected]
หลังจากนั้นจะนำความเห็นที่ได้รับไปพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎระเบียบ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ของไทย ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงสวัสดิภาพทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภค โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้
กขค.ขยับจาก “ไกด์ไลน์” สู่กติกาคุมแพลตฟอร์มเต็มระบบ
ภาพรวมการเดินหน้าของ กขค.รอบนี้สะท้อนว่า การกำกับธุรกิจแพลตฟอร์มกำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะประเด็น เช่น ค่า GP หรือข้อพิพาทร้านอาหาร ไปสู่การวางกรอบกำกับทั้งระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัล
ในมิติแรก กขค.กำลังตรวจสอบพฤติกรรมแพลตฟอร์มรายใหญ่จากเรื่องร้องเรียนกว่า 20 เรื่อง โดยเน้นว่าไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียม แต่ต้องดูโมเดลธุรกิจทั้งชุด โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มมีอำนาจกำหนดกติกาที่ส่งผลต่อโอกาสแข่งขันของผู้ประกอบการบนระบบ
ในมิติที่สอง กขค.กำลังเตรียมมาตรฐานเฉพาะสำหรับ Ride-hailing และบริการจัดส่งออนดีมานด์ หลังตลาดโตเร็ว กระจุกตัวสูง และมีประเด็นกระทบไรเดอร์ ร้านอาหาร ผู้บริโภค รวมถึงผู้ให้บริการขนส่งรูปแบบเดิม เช่น แท็กซี่สาธารณะ
ในมิติที่สาม กขค.กำลังเปิดทางไปสู่ระบบกำกับดูแลเชิงป้องกัน หรือ Ex ante และการเชื่อมโยงกับกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะยาว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมไม่ให้แพลตฟอร์มใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบคู่ค้า ไรเดอร์ และผู้บริโภค กับการไม่ออกกติกาที่หนักเกินไปจนฉุดนวัตกรรมและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
หาก กขค.เดินหน้ากติกาใหม่ได้ตามกรอบเวลา ตลาดแพลตฟอร์มไทยจะเริ่มเห็นมาตรฐานการแข่งขันที่ชัดขึ้น ตั้งแต่ค่า GP ระบบจัดลำดับงาน อัลกอริทึม เงื่อนไขผูกมัด ไปจนถึงความปลอดภัยและความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของการกำกับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะต่อไป